กรณีคลิปเสียงสนทนา “แรมโบ้อีสาน” เสกสกล อัตถาวงศ์ กับนางจุรีพร สินธุไพร ที่หลุดออกมา นอกจากเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อโซเชี่ยล
ยังแปรสภาพเป็นไฟลามร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะแรมโบ้ฯ ไม่ได้เป็นแค่ด๊อกเตอร์ธรรมดา ยังเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี “มือขวา” ของนายกรัฐมนตรี
ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจตรวจสอบติดตามผู้ค้าสลากเกินราคา
อันเป็นที่มาของการหยอกล้อเรื่องนำเงิน 15 ล้านจากโควตาสลากมาหาเสียง
คลิปเสียงดังกล่าวหลุดออกมาได้อย่างไร เป็นหัวข้อน่าสงสัยพอๆ กับเนื้อหาในบทโต้ตอบว่าเป็นการ “หยอกล้อ แซวเล่น แบบสนุกสนาน” จริงหรือไม่
เจ้าตัวแรมโบ้ฯ พร้อมคู่สนทนา เข้าแจ้งความกับตำรวจ ก่อนสรุปรวบยอดให้สื่อฟังว่า
ทั้งหมดเป็นคลิปตัดต่อ บิดเบือนข้อเท็จจริง ผู้เผยแพร่มีเป้าหมายเกมการเมืองที่จะทำลาย “เนื่องจากผมเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ สู้ถวายหัว ใครจะมาเล่นงานนายกฯ ผมไม่ยอม”
ด้วยเหตุนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ถึงอ่อนคล้อยสนิทใจไปคำชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยืนยันให้โอกาสแรมโบ้ฯ พิสูจน์ตัวเอง ระหว่างนี้จะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนการทำงานใดทั้งสิ้น
“ทุกเรื่องมันการเมืองทั้งหมดนั่นแหละ” นายกฯ ระบุ
เมื่อนักข่าวถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบ
แต่ถึงจะไม่ตอบ ไม่ว่าใครก็ประเมินได้ เรื่องนี้มีผลต่อภาพลักษณ์รัฐบาล โดยเฉพาะต่อตัวนายกฯ แน่นอน
เพราะนายกฯ ไม่เพียงไม่ตรวจสอบว่าสลากฯ ที่ไปตรวจจับมานั้น ถูกนำไปกระจายต่อด้วยกลไกใดในตลาด
แต่กลับเชื่อทันทีว่าเนื้อหาที่ปรากฏในคลิปเสียงที่มีการตกลงแบ่งผลประโยชน์กันนั้น เป็นการพูดล้อเล่น
แทนที่จะสั่งย้ายออกก่อนเพื่อรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับออกตัวปกป้องอย่างแข็งขัน
แล้วแบบนี้ทั้งตำรวจ หรือ กกต.จะกล้าสืบสาวหาความจริงได้อย่างไร
สุดท้ายแทนที่แรมโบ้ฯ จะตกเป็นจำเลยสังคมคนเดียว ก็ยังอุตส่าห์ลากนายกฯ มาเป็นเพื่อนด้วยอีกคน
มันฯ มือเสือ