สภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า เวิลด์แบงก์ได้ปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพี ปี 2565 ลดลงเหลือ 2.9% จากเดิมที่คาดการณ์ที่ 3.9% อันเนื่องมาจากความเสี่ยงจากภาคต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผล กระทบต่อราคาพลังงานอย่างมาก
ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง เพราะนำเข้าพลังงานถึง 4.5% ของจีดีพี

“ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมาทางด้านราคาพลังงานที่จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและกระทบต่อการบริโภคเอกชนด้วย ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และทำให้แนวโน้มการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ทั้งการบริโภคในประเทศ การลงทุน และการส่งออกที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง” นางเบอร์กิทกล่าว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นนั้น มีปัจจัยบวกมาจากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวนั้น
เวิลด์แบงก์ประเมินว่าปี 2565 จะมี นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 6.2 ล้านคน รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับดีขึ้นชัดเจน หนุนการบริโภคในประเทศ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก
ขณะที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญกับไทยเริ่มอ่อนแอลง ถ้าผลกระทบรุนแรงขึ้น จะส่งผลให้ภาพของจีดีพีไทยลงไปอยู่ที่ 2.9% ซึ่งถือเป็นกรณีต่ำมาก
การคาดการณ์นี้อยู่ภายใต้สมมติฐานว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะส่งผล กระทบให้เกิดช็อกในตลาดการเงินและมาตรการทางการคลังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ประเมินไว้

ขณะเดียวกันสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ก็ปรับประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อทั้งปี 2565 ใหม่เช่นกัน
จากเดิมอยู่ที่กรอบ 0.7-2.4% ค่ากลางอยู่ที่ 1.5% ตั้งไว้เมื่อเดือนพ.ย.2564 และยังไม่มีภาวะสงครามเกิดขึ้น
แต่เมื่อมีปัจจัยดังกล่าวเข้ามา จึงต้องปรับประมาณการภาวะเงินเฟ้อใหม่มาอยู่ในกรอบ 4.5% ซึ่งน่ากังวลอย่างยิ่ง
ผีซ้ำด้ำพลอยจริงๆ สำหรับประเทศไทย เพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพแก้ปัญหา และยุคนี้ต้องมีผู้นำที่เท่าทันโลก เก่งกาจเศรษฐกิจ ไม่ใช่นักการทหาร!!

เภรี กุลาธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน