กรณีเหตุโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู
เป็นเหตุอุกอาจ โหดร้ายทารุณไร้มนุษยธรรม สะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ สื่อสำนักใหญ่ต่างประเทศเผยแพร่ข่าวกระจายไปทั่วโลก
ผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเล็กมากกว่า 20 ราย อีก 10 กว่ารายเป็นครูผู้ดูแลหญิงท้องแก่ ประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพียงอยู่ผิดที่ผิดเวลาจึงต้องตกเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายถูกพรากชีวิต
ถูกต้องสมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์น่าเศร้าในครั้งนี้
ไม่ว่าในรูปแบบเงินช่วยเหลือ หรือการฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบโดยรวดเร็วและทั่วถึง การติดตามผลระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่ข่าวจบ การดูแลเยียวยาก็จบไปด้วย
อีกประเด็น หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งสอบสวนมูลเหตุที่มาของการก่อเหตุว่าเกิดจากอะไร ทำไมถึงต้องบุกไปก่อเหตุในศูนย์เด็กเล็ก คลั่งยา หลอนยา ปัญหาครอบครัว หรืออาการทางจิต ต้องสรุปให้ชัด
จะได้วางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดใจเช่นนี้อีกโดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ครั้งเดียวก็เกินพอ ต้องไม่มีครั้งสองเด็ดขาด
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ปัญหายาเสพติด การครอบครองอาวุธปืน ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นอดีตตำรวจ คลุกคลีอยู่กับปืน ถูกไล่ออกเนื่องจากต้องคดียาเสพติด
ทุกครั้งที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมคนตายจำนวนมาก รัฐบาลหรือหน่วยงานเกี่ยวข้องมักพูดว่าจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปถอดเป็นบทเรียน
ถอดบทเรียน คือการทบทวนสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นในแง่มุมต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ซึ่งทำให้เกิดเหตุนั้นๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขป้องกันในอนาคต ไม่ให้เกิดซ้ำในทำนองเดียวกัน
เหตุการณ์ที่ถูกยกมาเปรียบเทียบโศกนาฏกรรมหนองบัวลำภู คือกรณี จ่าทหารคลั่งโคราช เมื่อปี 2563 ตาย 30 เจ็บครึ่งร้อย สำนักข่าวต่างประเทศตีข่าวไปทั่วโลกเหมือนกัน
หลังจากนั้นหน่วยงานไหนถอดบทเรียน คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว หรือพอข่าวเงียบ สังคมเลิกสนใจ คนลืม
บทเรียนก็ถูกทิ้ง เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มันฯ มือเสือ