ความเคลื่อนไหวการเมืองคึกคักขึ้นตามลำดับ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสูตรคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 100 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ขณะที่กฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับคือ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กับพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อยู่ระหว่างนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจาฯ
ระหว่างรอกฎหมายมีผลบังคับใช้ หลายพรรคการเมืองเคลื่อนไหวเตรียมความพร้อมทั้งนโยบายหาเสียง และการจัดวางตัวผู้สมัคร
พรรคเพื่อไทยประกาศแนวทางปรับขึ้นค่าแรงเป็น 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 หากได้เป็นรัฐบาล เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วบ้านทั่วเมืองทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
พรรคภูมิใจไทยของ “เสี่ยหนู” อนุทิน รีโนเวตที่ทำการพรรค เปิดโชว์ “ฟาร์มงูเห่า” จาก 9 พรรคการเมืองอื่น ที่เลื้อยไหลมารวมกัน 30-40 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวเป็นทางการ
คอการเมืองจับตา “หนู” จะแปลงร่างเป็น “ราชสีห์” ได้หรือไม่
ขณะที่พรรคหลักรัฐบาลอย่างพลังประชารัฐ กำลังระส่ำระสายอย่างหนัก ส.ส.จำนวนหนึ่งเตรียมย้ายหนีตาม “ลุงตู่” ไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ อีกจำนวนหลักสิบก็เตรียมย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย
ดังนั้น ที่วิเคราะห์กันว่าเป็นแผนแยกกันเดิน ร่วมกันตี ระหว่างพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาตินั้น ความจริงน่าจะเป็นแยกกันเดิน “แยกกันพัง” เสียมากกว่า
กลุ่มส.ส.ที่เคยประกาศ “ลุงตู่ไปไหน ไปด้วย” เริ่มรู้สึกไม่หนักแน่นมั่นคง อาจต้องกลับมาทบทวนจุดยืนกันใหม่ ขณะที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที
ยิ่งเห็นพรรคอื่นออกตัวนำหน้าไปไหนต่อไหน เปิดทั้งนโยบาย เปิดทั้งแคนดิเดตนายกฯ รวมถึงผู้สมัคร ก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เมื่อ “หัว” ไม่รู้จะเอายังไง “หาง” ก็กระดิกตามไม่ถูก
ยิ่งโพลสำรวจพบ ร้อยละ 43.12 เชื่อว่า พรรค “นั่งร้านใหม่” ของผู้มีอำนาจ ไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาลแน่นอน กับอีกร้อยละ 31.45 มองว่าโอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย สถานการณ์ก็ยิ่งไปกันใหญ่
ความลังเล ไม่เด็ดขาดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะเอาอย่างไรกับอนาคตการเมืองของตัวเอง กำลังบั่นทอนอนาคตของส.ส. และพรรครวมไทยสร้างชาติด้วยเช่นกัน
มันฯ มือเสือ