เข้าสู่โหมดเป็นนักการเมืองยิ่งกว่าเดิม สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เริ่มต้นเส้นทางการเมืองด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจ

เป็นนายกฯ มา 4 ปี ถึงคราวเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ก็แตะๆ ถนนการเมือง ด้วยการยอมให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ

ผ่านมรสุมบัตรเขย่ง คะแนนปัดเศษ รวมเสียงพรรคเล็ก มีเงา 250 ส.ว.อยู่เบื้องหลังจนเป็นนายกฯ อีก 4 ปี

มาถึงปีนี้ที่ควรจะครบวาระนายกฯ 8 ปี แต่ด้วยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ยังขอโอกาสเป็นอีก 2 ปี ทีนี้เข้าสู่พรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะสมาชิกพรรค เดินสายหาเสียงไปแล้วหลายพื้นที่

จะถึงฝั่งฝันหรือไม่ก็คงต้องรอดู!!

อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ติดขัดติดค้างอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของการควบคุมอารมณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ เอง ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหามาโดยตลอด

ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้ง ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามักจะแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวกราดเกรี้ยวออกมาให้เห็นได้ชัด

โดยเฉพาะเมื่อถูกสอบถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ถูกมองว่า ‘ปาดหน้า’ ลงพื้นที่ กันมาตลอด ขบเหลี่ยมกันเป็นระยะๆ

หลายครั้งถึงขั้นโวยใส่ผู้สื่อข่าว ทิ้ง โพเดียม สะบัดก้นให้ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ดื้อๆ อย่างน่าตกใจ

และที่เป็นประเด็นต้องนำมาถกเถียงก็เพราะพล.อ.ประยุทธ์ อาจยังไม่เข้าใจว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้น นอกเหนือจากการทำหน้าที่ให้ต้นสังกัดแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง ดังที่เคยมีคำกล่าวไว้ว่าเสรีภาพสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน

หลายครั้งหลายคำถามที่สื่อถาม แน่นอนว่าอาจถูกมองว่าตั้งใจให้เป็นประเด็นไม่ว่าในทางลบหรือในทางบวก แต่หากคิดแบบใจเป็นธรรม คำถามเหล่านี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็สงสัยติดใจ

การกระทำต่อสื่อก็คือการกระทำต่อประชาชนนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม ไม่ให้เกียรติ ใช้คำพูดรุนแรง หรือกิริยาที่ไม่เหมาะสม หรือการมีมารยาทต่อกันอย่างไร ล้วนส่งตรงให้ผู้รับสาร คือประชาชนได้รับทราบทั้งหมด

จึงเป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ และคนรอบข้างควรตระหนัก

ยิ่งประกาศจะเป็นตัวแทนของประชาชนแล้ว เรื่องเหล่านี้ย่อมสำคัญ

ส่วนจะช้าเกินไปหรือไม่ อนาคตจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง!!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน