ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดสำหรับความคืบหน้าการตั้งรัฐบาลก้าวไกล ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่
เพราะแม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกว่าสัปดาห์ มีการรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ได้แล้ว 313 เสียง ซึ่งหากเป็นประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ทุกอย่างก็คงไม่สามารถแปรผัน ต้องดำเนินไปตามฉันทามติของประชาชน
แต่ในประเทศไทย ข้อเท็จจริงคือยังไม่มีการรับรองผลการเลือกตั้งจากกกต. แถม ส.ว.ที่ถูกมองว่าจะเป็นตัวขวางคลองก็ออกมาปั่นกระแสอยู่ทุกวี่วัน
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งแง่ ไม่โหวตให้หากเข้าไปแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ที่แม้ในเอ็มโอยูพรรคร่วมฯ ชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีเรื่องดังกล่าว และให้เป็นการผลักดันหาข้อยุติร่วมกันในที่ประชุมสภา
แต่ก็ยังคงแผ่นเสียงตกร่อง พร่ำพูดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก
ล่าสุดเหมือนถูกโปรแกรมมาใหม่ ให้พูดเรื่องคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในเรื่องถือครองหุ้นสื่อไอทีวี ว่ายังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่
แม้ไอทีวีจะไม่มีช่องทางออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2550 และถูกถอดออกจากลิสต์ซื้อขายไปตั้งแต่ปี 2557
แต่ก็ดูจะเป็นความคาดหวังของส.ว. ที่ กกต.จะชี้มูลความผิด ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าขาดคุณสมบัติ
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็จะซ้ำรอยกับกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ทั่วโลกต้องพิจารณาศึกษา ว่ามีความผิดแบบเดียวกัน พรรคที่สืบทอดมาด้วยกัน และตัดสินโดยกระบวนการชุดเดียวกัน
ซ้ำแล้วซ้ำอีก!??
ส่วนคำถามว่า แล้วต่อจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพิธาหมดสิทธิ์เป็นนายกฯ ก้าวไกลยังจะร่วมรัฐบาล หรือถูกผลักให้ไปเป็นฝ่ายค้าน
คงต้องแล้วแต่สถานการณ์จะนำพาไป
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึง นั่นก็คือเสียงของคนที่เลือกพรรคก้าวไกล คนถูกรณรงค์หาเสียงว่าให้เลือกด้วย ‘ความหวัง’
แล้วหากความหวังที่มีพังทลาย ก็มีโอกาสสูงที่จะแปรเปลี่ยนเป็น ‘ความโกรธเกรี้ยว’
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง อาจยกระดับกลายเป็น ‘พายุ’
หากเป็นเช่นนั้นอนาคตการเมืองไทยจะไปยุติกันที่จุดไหน
คาดเดาไม่ได้จริงๆ!!!
รุก กลางกระดาน