เมื่อวันที่ 14 ก.ค. เว็บไซต์บีบีซีรายงานถึงผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ในนิตยสารเนเจอร์ สื่อด้านวิทยาศาสตร์ ว่า ข้อมูลการเคลื่อนไหวร่างกายซึ่งรวบรวมมาจากข้อมูลการใช้สมาร์ตโฟนทั่วโลกเผยให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวร่างกายไม่เท่ากัน ซึ่งนำไปสู่การรับมือปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคอ้วน
นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดรวบรวมข้อมูลจากโทรศัพท์ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ตรวจจับการเคลื่อนไหว จังหวะการเดินของมนุษย์ เผยว่า คนก้าวเท้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4,961 ก้าว ฮ่องกงมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ที่ 6,880 ก้าว ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ระดับต่ำสุดที่เพียง 3,513 ก้าว
การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากคนที่ใช้แอพพ์ชื่อ อาร์กัส ( Argus activity monitoring ) กว่า 700,000 คน เผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาสุขภาพของประชาชน

องค์ประกอบหลักมาจากการเคลื่อนไหวร่างกายไม่เท่ากัน คล้ายกับความไม่เท่าเทียมกันของสุขภาพ เป็นความแตกต่างกันระหว่างคนที่ฟิตที่สุดกับคนที่ขี้เกียจที่สุด ยิ่งความไม่เท่าเทียมของการเคลื่อนไหวร่างกายมาก อัตราโรคอ้วนยิ่งสูงขึ้น
ทิม อัลท็อฟฟ์ สมาชิกทีมวิจัย ยกตัวอย่างในประเทศสวีเดน ซึ่งมีช่องว่างน้อยที่สุดระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายของคนรวยกับคนจน ยังมีอัตราโรคอ้วนต่ำที่สุดอีกด้วย

สหรัฐกับเม็กซิโกมีก้าวเฉลี่ยคล้ายคลึงกันแต่สหรัฐมีระดับความเท่าเทียมกันของการเคลื่อนไหวร่างกายและระดับโรคอ้วนสูงกว่า
ความไม่เท่าเทียมกันของการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนใหญ่เกิดจากความต่างระหว่างเพศชายกับเพศหญิงด้วย
ในญี่ปุ่น ซึ่งมีโรคอ้วนและความไม่เท่าเทียมของการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับน้อยนั้น ผู้ชายและผู้หญิงออกกำลังกายในระดับเดียวกัน แต่ในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐซึ่งมีความไม่เท่าเทียมของการเคลื่อนไหวร่างกายสูง โดยผู้หญิงใช้เวลาเคลื่อนไหวน้อยกว่า

ดังนั้นเมื่อการเคลื่อนไหวร่างกายไม่เท่ากันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ผู้หญิงเคลื่อนไหวลดลงมากเมื่อเทียบกับผู้ชาย ส่งผลให้โรคอ้วนสามารถเกิดในผู้หญิงได้มากกว่ามาก
นักวิจัยยังพบอีกว่า คนเดินมากขึ้นในสถานที่ที่ง่ายต่อการเดิน ซึ่งผลการค้นพบนี้ช่วยออกแบบเมืองที่เป็นมิตรกับการเคลื่อนไหวของร่ายกายที่ดีกว่า ยกตัวอย่าง ทีมวิจัยได้จัดอันดับ 69 เมืองในสหรัฐที่ง่ายต่อการเดินเท้า
ข้อมูลจากสมาร์ตโฟนแสดงว่านครนิวยอร์ก และซานฟรานซิสโกเป็นมิตรต่อคนเดิน ขณะที่เราต้องการนั่งรถยนต์ในเมืองที่มีความเป็นมิตรกับคนเดินต่ำ อย่างเมืองฮูสตัน เป็นต้น