สังเวยแล้ว
2.5พันคน
พิษศก.ดิ่ง
ป่วยจิตอื้อ
ครึ่งปี 2563 พิษโควิด คนไทยเครียด ฆ่าตัวตายถึง 2,551คน เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน กรมสุขภาพจิตเผยสาเหตุ ปัญหาสัมพันธภาพเป็นอันดับ 1 ตามด้วยสุขภาพกายจิต เศรษฐกิจและสุรา คล้ายวิกฤตต้มยำกุ้ง ผนึกกองปราบปราม พัฒนาทีมเฉพาะกิจป้องกันการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชี่ยล ด้านศบค.รายงาน พบ ผู้ป่วยโควิดเพิ่ม 7 คน แม่ลูกกลับจากอินเดีย และกลุ่มคนไทยกลับจากซาอุฯ 5 คน เป็นนักศึกษา 3 คน ยอดสะสม 3,454 คน หายป่วยเพิ่มอีก 24 คน ขณะที่ทั่วโลกยอดป่วยพุ่งทะลุ 28 ล้านคน
ไทยติดเชื้ออีก 7 ในที่กักตัว
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า วันนี้มีผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่ 7 ราย หายป่วยเพิ่ม 24 ราย และไม่มีเสียชีวิต ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,454 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,445 ราย สถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 516 ราย หายกลับบ้านรวม 3,310 ราย ยังรักษาใน โรงพยาบาล 86 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายใหม่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้าพักในสถานที่เฝ้าระวัง ดังนี้
1.ซาอุดีอาระเบีย 5 ราย เป็นชายไทย 4 ราย อายุ 21, 22 และ 35 ปี อาชีพนักศึกษา และ 37 ปี ว่างงาน และหญิงไทย 1 ราย อายุ 35 ปี อาชีพแม่บ้าน เดินทางถึงไทยวันที่ 5 ก.ย. เข้าพักสเตต ควอรันทีน ในกทม. ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 8 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ
2.อินเดีย 2 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 27 ปี และเด็กชายไทยอายุ 2 ขวบ มีความสัมพันธ์มารดา-บุตร เดินทางถึงไทยวันที่ 6 ก.ย. เข้าพักสเตต ควอรันทีน จ.ชลบุรี โดยพักห้องเดียวกัน ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 8 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ โดยพบว่ามารดามีอาการตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. คือ เจ็บคอ มีเสมหะ จมูกไม่ได้กลิ่น หายใจเหนื่อยบางครั้ง
ทั่วโลกป่วยทะลุ 28 ล้านคน
สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 28,021,495 ราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 288,063 ราย อาการรุนแรง 60,533 ราย รักษาหายแล้ว 20,098,217 ราย เสียชีวิต 907,982 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 6,549,475 ราย เป็นรายใหม่ 35,244 ราย 2.อินเดีย จำนวน 4,462,965 ราย เป็นรายใหม่ 95,529 ราย 3.บราซิล จำนวน 4,199,332 ราย เป็นรายใหม่ 34,208 ราย 4.รัสเซีย จำนวน 1,041,007 ราย เป็นรายใหม่ 5,218 ราย 5.เปรู จำนวน 702,776 ราย เป็นรายใหม่ 6,586 ราย ขณะที่พม่ายังมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มต่อเนื่อง คือ 180 ราย ยอดสะสมรวม 1,889 ราย
สถิติคนไทยฆ่าตัวพุ่ง
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาการฆ่าตัวตายว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศในปี 2562 อยู่ที่ 6.64 ต่อประชากรแสนคน หรือมีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 4,419 รายต่อปี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องเป็นปัญหาด้านสัมพันธภาพ อาการป่วยกายและจิต สุรา และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ตามลำดับ สำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2563 ที่มีการระบาดของโรคโควิด 19 มีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 2,551 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.89 ต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปี 2562 ที่มีจำนวน 2,092 ราย โดยยังมาจากปัญหาด้านสัมพันธภาพมากที่สุด ตามด้วยอาการป่วยกายและจิต เศรษฐกิจ และสุรา ซึ่งการเพิ่มขึ้นในอัตรานี้มีความคล้ายคลึงกับการเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 23 ปีก่อน ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20-30 ในช่วง 3 ปีหลังเกิดวิกฤต
วางแผน-ลาโลกผ่านโซเชี่ยล
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า นอกจากนี้ สัญญาณการฆ่าตัวตายในโลกโซเชี่ยลยังเป็นอีกเรื่องที่น่ากังวล แม้ปัจจุบันโซเชี่ยลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก จะมีกลไกป้องกันการถ่ายทอดภาพและวิดีโอการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตายออนไลน์มากขึ้น แต่ยังคงพบข้อความที่ส่งสัญญาณเสี่ยงในการฆ่าตัวตายอยู่ เช่น ข้อความสั่งเสีย ข้อความบอกลา ข้อความวางแผนการทำร้ายตัวเอง ซึ่งกลุ่มคนที่โพสต์ข้อความต่างๆ เหล่านี้ คือ กลุ่มคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตอย่างเร่งด่วน แต่บางครั้งติดต่อให้เข้าสู่ระบบบริการไม่ได้ หาข้อมูลหรือช่องทางติดต่อกลับไม่ได้ ดังนั้นการศึกษาและพัฒนาระบบการทำงานกับกองปราบปรามในด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายเชิงรุก จึงถือเป็นการเปิดมิติการทำงานรูปแบบใหม่ของงานด้านสุขภาพจิตของประเทศไทยในอนาคต ร่วมกับการให้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
จับตาไลฟ์สดสกัดปลิดชีพ
ขณะที่พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม กล่าวว่า เราได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือบุคคลที่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และไลฟ์สดฆ่าตัวตายบน บนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก โดยกองปราบปรามร่วมกับกรมสุขภาพจิต และ Influencers ชื่อดังบนโลกออนไลน์ ทั้ง Drama-Addict, หมอแล็บแพนด้า, แหม่มโพธิ์ดำ ฯลฯ ได้เริ่มพิจารณาระบบการส่งต่อข้อมูลบุคคลที่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชี่ยล เพื่อให้ทางกองปราบปรามเร่งประสานสถานีตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบเข้าช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที
“แม้ขอบข่ายงานจะอยู่นอกเหนือคดีอาชญากรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองปราบปราม แต่กองปราบปรามถือว่าการช่วยเหลือบุคคลที่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชี่ยล เป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของหน่วย เพราะมองว่าความทุกข์ของพี่น้องประชาชนก็คือความทุกข์ของเรา อะไรที่เข้าไปช่วยให้พี่น้องประชาชนพ้นภัย หรือให้คลายทุกข์ลงได้บ้างเรายินดีทำเต็มที่” พล.ต.ต.จิรภพกล่าว