คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
อย่าปลุกความเกลียด – วาทกรรมปลุกระดมสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เมื่อ 44 ปีก่อนควรจะเป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับสังคมไทยขณะนี้
เมื่อเริ่มมีวาทกรรมลักษณะคล้ายกันและเสี่ยงเป็นพิษภัยต่อสังคมประชาธิปไตยที่ยึดสันติวิธี
แม้ว่าระดับการปลุกระดมปัจจุบันลดน้อยลงจากในอดีต แต่ยังคงไม่เป็นผลดีกับพัฒนาการการเรียนรู้ที่อยู่ร่วมกันได้ด้วยความแตกต่างทางความคิด
โดยเฉพาะการอ้างสถาบันและดึงลงมาเป็นความขัดแย้งด้วย อันจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องไม่สมควรและต้องหลีกเลี่ยง
ต้องหยุดวิธีการกล่าวหาให้ร้าย อุปโลกน์ ฟังต่อๆ กันมา และเหมารวมเพื่อจะโจมตีบุคคลหรือคณะบุคคลด้วยความเข้าใจผิดๆ ว่าทำได้ไม่ผิด
การทำร้ายนักศึกษาที่ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มคนรุมเข้าล้อมรถคณะของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าลงพื้นที่ต่างจังหวัด ด้วยอาการที่แสดงถึงความเกลียดชังนั้น เป็นกรณีตัวอย่างที่ควรจะร่วมกันระมัดระวัง
ทุกฝ่ายต้องตักเตือนและทัดทานกันเพื่อ ไม่ให้ เกิดเหตุซ้ำหรือเพิ่มระดับความรุนแรงในอนาคต
เพราะไม่เพียงจะลำบากเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย ยังสร้างกำแพงแห่งความเกลียดชังที่แบ่งข้างแบ่งขั้วประชาชน
มีแต่จะสร้างความเป็นศัตรูต่อกันโดยไม่มีความจำเป็น
ความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองทั้งของประชาชน เยาวชน กลุ่มเสรีนิยม กลุ่มอนุรักษนิยม ฯลฯ โดยเฉพาะต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นวาระสำคัญของการเปิดโอกาสให้คนสังคมมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวางและจริงจัง
จึงเป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจให้กว้าง และถกเถียงกันอย่างผู้เจริญ มีวุฒิภาวะ บนเวทีที่ทุกคนควรแสดงความเห็นและความหวังต่ออนาคตของประเทศอย่างเต็มที่
เมื่อกลุ่มผู้เรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน
แนวทางนี้อาจมีทั้งคนเห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วย แต่ไม่ควรมีใครถูกใส่ร้ายป้ายสีและถูกทำร้ายด้วยความรุนแรง