กฟผ.ขีดเส้นตาย เม.ย. 2568 ห้ามต่อเวลาใช้หนี้อุ้มค่าไฟฟ้า หวั่นขาดสภาพคล่อง โปรเจ็กต์ลงทุน และเครดิต เตรียมถกรัฐบาลใหม่ แจงเงื่อนไขลดค่าไฟ
นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กรณีภาคเอกชนได้เรียกร้องให้ลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เหลือ 4.25 บาทต่อหน่วยด้วย จากงวด ก.ย.-ธ.ค. 2566 ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย โดยเสนอให้ยืดระยะเวลาชำระหนี้ กฟผ. ที่ปัจุบันเหลืออยู่ 1.1 แสนล้านบาท ออกไปเป็น 6 งวด จาก 5 งวด หรือสิ้นสุดภายในเม.ย. 2568 คงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากจะกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ. รวมทั้งการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต เรตติ้ง) ของกฟผ. ที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการลงทุนในอนาคตสูงขึ้น และกลับไปเป็นต้นทุนให้ประชาชนในระยะต่อไป
“หากมีการยืดการชำระหนี้ออกไป จะส่งผลต่อเครดิตเรตติ้ง กระทบโครงการลงทุนใหม่ๆ ซึ่ง กฟผ. ยังจำเป็นต้องมีเงินสดเพื่อใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้า เรายังต้องจ่ายค่าพลังงานที่ซื้อมาผลิตไฟ หากยืดเวลาจ่ายคืนหนี้ออกไป อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา ที่จะทำให้ กฟผ.ขาดสภาพคล่องมีผลเสียต่อเนื่องถึงความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคตในระยะยาว”
นายบุญญนิตย์กล่าวว่า ปัจจุบันกฟผ. ได้บริหารสภาพคล่อง โดย 1.เงินกู้เพื่อบริหารสภาพคล่อง 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง เดือนพ.ค. 2565 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท และ เงินกู้เพื่อบริหารภาระค่าเอฟที 8.5 หมื่นล้านบาท 2.ใช้วงเงินกู้ระยะสั้น (Credit Line) สูงสุด จำนวน 30,000 ล้านบาท และ 3.เลื่อนจ่ายเงินนำส่งรัฐ โดยกฟผ. มีภาระในการคืนเงินต้นเงินกู้เสริมสภาพคล่องซึ่งจะเริ่มมีการชำระยอดแรกในปี 2567 แต่ปัจจุบัน กฟผ. ได้เริ่มชำระดอกเบี้ยแล้ว
ส่วนกรณีที่พรรคการเมือง มีนโยบายหาเสียงผ่านแนวทางการ ลดค่าไฟฟ้า กฟผ. ยืนยันว่าค่าไฟฟ้าจำเป็นต้องสะท้อนต้นทุน เชื้อเพลิงและยังต้องคำนึงถึงการชำระคืนหนี้ค้างจ่าย กฟผ.ควบคู่ไปด้วยดังนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าไฟฟ้าโดยไม่มีการนำรายได้มาชำระหนี้คืนกฟผ. ก็จะได้รับผลกระทบ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องหารือใน รายละเอียด
นายบุญญนิตย์กล่าวว่า ส่วนนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์โครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่จะรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วยนั้นข้อเรียกร้องให้ใช้มาตรการการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป (Net Metering) ระบบหักลบกลบหน่วยอัตโนมัติจากไฟฟ้าที่ผลิตใช้เองจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาซึ่งจะมีราคาเท่าราคาขายปลีกปัจจุบัน จะทำให้ต้นทุนค่าไฟรวมสูงขึ้นไม่เป็นธรรมกับ ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนจนที่ต้องมาร่วมแบกรับค่าไฟแพง