คดีเอื้อชินคอร์ป
พท.ปัดส่ง‘หน่อย’
ลงชิงผู้ว่าฯกทม.
ศาลฎีกานักการเมืองออกหมายจับ ‘ทักษิณ’ รับโทษ จำคุก 5 ปีคดีแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อบริษัทชินคอร์ป ‘สมพงษ์’ ควง ‘เจ๊หน่อย’ แถลงมติเพื่อไทยตั้งเป็นประธานสรรหาผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ซัดคนไม่หวังดีปล่อยข่าวคนอยู่แดนไกลเคาะ ลงชิงเก้าอี้ ‘ชัชชาติ’ ปัดเทียบเชิญสุดารัตน์ ดึงร่วมงาน ลั่นขอเดินหน้าในนามอิสระ เพื่อไทยหวั่นรัฐบาลจัดม็อบชนม็อบ จบไม่ดีซ้ำรอยอดีต จี้ฟังเสียงพลังบริสุทธิ์ ‘ปิยบุตร’ ตีปี๊บโละทิ้ง 250 ส.ว.-แก้รัฐธรรมนูญทันที ลั่นถ้าเสร็จภายในเดือนก.ย. ยุบสภาได้เลย
‘นฤมล’ทิ้งโฆษกรัฐ-นั่งรมชแรงงาน
เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ผู้สื่อรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ดำเนินการเรียบร้อยแล้วนั้น ล่าสุดวันที่ 30 ก.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ได้รับการเสนอเป็นรัฐมนตรีในครม.ประยุทธ์ 2/2 ได้ให้คณะทำงานมายื่นเอกสารลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยทางกองกลาง สำนักเลขาธิการนายกฯ เตรียมทำบันทึกกราบเรียนนายกฯในวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งคาดว่า นางนฤมล จะมาดำรงตำแหน่งรมช.แรงงาน
สำหรับนางนฤมลได้ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังการประชุมครม. และวันที่ 30 ก.ค.ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่มีรายงานข่าวแจ้งว่า นางนฤมลยังจะปฎิบัติภารกิจติดตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จ.สงขลาในวันที่ 31 ก.ค. นอกจากนี้รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายกฯได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)นำรายชื่อครม.ชุดใหม่เข้าสู่กระบวนการขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหลังขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีใหม่เสร็จเรียบร้อย
‘สุทิน’หวั่นรัฐจัดม็อบชนม็อบ
นายสุทิน คลังเแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ว่า ฝ่ายค้านจะถามกระทู้ในสภาเรื่องมาตรการดูแลให้ความปลอดภัยและหลักประกันต่อผู้ชุมนุมว่า การที่ผู้ชุมนุมมีท่าทีขยายตัวขึ้น รัฐวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมอย่างไร เพราะวันนี้ทราบว่าจะมีผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่งออกมาในทำนองสนับสนุนรัฐบาล และต่อต้านผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องฝากนายกฯและทุกๆคนว่าวันนี้ต้องคิดให้มาก ลักษณะอย่างนี้เป็นโมเดลที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต เมื่อมีผู้ชุมนุมฝ่ายหนึ่งแล้ว รัฐบาลก็มักจะเอาผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่งมา
“ถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาม็อบอีกวิธีของรัฐบาล ซึ่งนิยมใช้ในอดีตแล้วสุดท้ายก็จบไม่ดีสักครั้ง จบลงโดยความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันจนต้องเสียเลือดเนื้อ ท้ายที่สุดจบด้วยการยึดอำนาจ ล่าสุดก็เหมือนกันมีการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 หรือปี 2557 ลักษณะม็อบชนม็อบ ถ้าเป็นไปโดยธรรมชาติก็พอที่จะรับได้ แต่ถ้ามีการจัดตั้งขึ้นก็ต้องระวังให้มาก ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องนี้แบบเจ็บปวดมากๆ ถ้ายังทำแบบนี้กันอีก แล้วรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไข เรามองเห็นอะไรอยู่ข้างหน้าที่น่ากลัวมาก” นายสุทินกล่าว
จี้ฟังเสียงพลังบริสุทธิ์
เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการปลุกม็อบขึ้นมาชนม็อบ นายสุทินกล่าวว่า เท่าที่ดูเบื้องลึก ตรวจสอบแบบใจกว้างและให้ความเป็นธรรมก็มีเรื่องผิดปกติอยู่ ทั้งแกนนำของผู้ชุมนุมบางฝ่ายและการก่อเกิดไม่ได้เป็นไปโดยธรรมชาติ รัฐบาลต้องคิดว่าเรื่องอย่างนี้เคยเกิดและทุกคนเคยเรียนรู้ จึงทำให้รู้ทัน แล้วจะมองว่ารัฐบาลนี้ไม่จริงใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะพูดกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายจะขยายความขัดแย้งและจบแบบทุกคนเสียหายหมด การชุมนุมแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน หากคราวใดไม่เป็นธรรมชาติเราดูออกและเชื่อว่ารัฐบาลรู้แก่ใจดี
นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า 7 ปีกว่ามานี้ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่มีกลไกอำนาจใดๆ ที่ทำให้รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นเป็นการตกผลึกร่วมกันของสังคมผ่านเยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีพลังบริสุทธิ์ ซึ่งต้องการกำหนดอนาคตของเขาเอง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
“ทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้คือการหยิบรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับประชาชนที่อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้ร่างไว้ เพราะเขาศึกษามาดีแล้ว ทันท่วงที สอดคล้องกับสถานการณ์ แม้มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีนักประชาธิปไตยท่านใดปฏิเสธ น่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ จะเป็นการหาทางออกจากวิกฤต ที่ปลอดภัยที่สุด แต่หากรัฐบาลยังดันทุรัง ไม่ฟังใคร อาจจะเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย” นายชุมสายกล่าว
‘ปิยบุตร’ตีปี๊บโละ250ส.ว.-แก้รธน.
ที่รัฐสภา นายปิยบุตร แสงกนกกุล กรรมา ธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์นอกสภาเป็นแบบนี้ กมธ.ควรตอบรับข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาเข้าสู่การพิจารณา หากมีการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เสร็จสิ้นทันก่อนปิดสมัยประชุมช่วงเดือนก.ย.นี้ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้ยกเลิกส.ว. และทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตนคิดว่าทำพร้อมกันได้
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอาจแบ่งเป็น 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 279 เกี่ยวกับการประกาศรับรองคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 2.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิกมาตรา 269 270 271 และ 272 ว่าด้วยส.ว. 250 คน หากยกเลิกโดยกลับไปใช้การสรรหาส.ว.ตามกระบวนการปกติของรัฐธรรมนูญ 2560 อำนาจของส.ว.ตามบทเฉพาะกาลก็จะหมดไป
3.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อปรับวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ง่ายขึ้น คือการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา และกำหนดบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือให้มีส.ส.ร. โดยร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 ฉบับแรก ทำได้ทันทีไม่ต้องทำประชามติ เพราะอยู่ในบทเฉพาะกาล และหากส.ว. 250 คนหายไปการเมืองจะเข้าสู่ระบบปกติ
เสร็จภายในก.ย.-ยุบสภาได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เสนอให้มีการแก้ไขผ่านการทำประชามติมาแล้ว นายปิยบุตรกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560 มีปัญหาจริงๆ และบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ จึงไม่น่ามีข้ออ้างใดๆ แต่ทำได้ทันที หากเสร็จสิ้นภายในเดือนก.ย.ก็ยุบสภาได้เลย
นายปิยบุตรกล่าวว่า ตนได้เขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้ามาเป็นส.ส. วันนี้ตนไม่ได้เป็นส.ส.แล้ว แต่หากส.ส.คนใดสนใจก็เอาไปขับเคลื่อนได้เลย หากต้องการดับไฟในวันนี้ต้องแสดงท่าทีตอบรับข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษา ไม่ใช่มาบอกว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เห็นว่าสภามีความพยายามขับเคลื่อน เพราะหากให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอแก้ไขกระบวนการจะล่าช้ากว่า
‘สมพงษ์’นำทีมแถลงสู้ศึกกทม.
เมื่อเวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นาย สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมคณะส.ส.เพื่อไทย ร่วมแถลงชี้แจงถึงกระแสข่าวคุณหญิงสุดารัตน์ ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
นายสมพงษ์กล่าวว่า พรรคได้หารือกันมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกทม. พรรคมีส.ส.กทม. 9 คน ขอยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อย่างแน่นอน และพรรคมีฉันทานุมัติให้คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นประธานสรรหาผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากเข้าใจปัญหาของกทม.ดี มีประสบการณ์ทำงานให้ชาวกทม.มายาวนาน จึงมอบหมายให้คัดสรรผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครระดับท้องถิ่น กทม. เพื่อให้พรรคมีความพร้อมในทุกด้าน
ปฏิเสธ‘ทักษิณ’เคาะตัวผู้สมัคร
นายสมพงษ์กล่าวว่า สำหรับกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้เคาะให้คุณหญิงสุดารัตน์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น นายสมพงษ์กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ข่าวที่ปล่อยออกมา เป็นผู้ที่ไม่หวังดีกับพรรค เราเคารพนับถือนายทักษิณ ซึ่งเป็นแม่บททางประชาธิปไตย แต่วันนี้ท่านไม่เกี่ยวข้องกับพรรคแล้ว คนอยู่ทางไกลจะมาเกี่ยวข้องกับพรรคได้อย่างไร
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยต้องพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อนส่งผู้สมัครหรือไม่ นายสมพงษ์กล่าวว่า โดยมารยาทแล้ว จำเป็นต้องคุยกัน พรรคอื่นๆ ก็พร้อมจะส่งผู้สมัครเหมือนกัน แต่ถ้าแข่งกัน อาจจะพลาดทั้งคู่
‘เจ๊หน่อย’เล็งเชิญ‘ชัชชาติ’ร่วมงาน
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า มี 3 เหตุผลที่จะต้องส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.คือ 1.พรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาถึงพรรคเพื่อไทยได้ผลักดันการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น เพราะเท่ากับกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน อีกทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นว่างเว้นมานานกว่า 6 ปี ขาดความเชื่อมโยงถึงประชาชน 2.กทม.เป็นเมืองหลวงเป็นหัวใจของประเทศ เมื่อประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องอาศัยเมืองหลวงสนับสนุน ดึงดูดนักลงทุนเพื่อให้มาลงทุน 3.พรรคมีทีมงานส.ส. อดีตส.ส. ส.ก. ส.ข. มากกว่า 200 คน แม้ไม่มีตำแหน่งยังทำหน้าที่เข้มแข็ง ดูแลประชาชน ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ เราจึงต้องสร้างทีม กทม.ที่เข้มแข็ง เพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหา
ในฐานะประธานคัดสรรผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯ กทม. ส.ก. เราจะทำแคมเปญหาผู้ร่วมอุดม การณ์ที่มีคุณสมบัติมาร่วมทำงานเพื่อคนกทม. คนแรกที่จะไปเชิญคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เคยทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย เคยเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เราเห็นคุณค่าและความสามารถ จึงอยากเชิญให้มาร่วมงาน รวมทั้งจะเชิญผู้บริหารเอกชนที่มีความรู้ความสามารถ จึงขอประกาศเชิญชวนผู้ที่ขันอาสาอยากจะเปลี่ยนโครงสร้าง กทม.ให้มาทำงานร่วมกับเรา
มั่นใจหาคนเหมาะสมชิงเก้าอี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าพรรคหาคนเหมาะสมไม่ได้ จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.เองหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ตนมีหน้าที่สรรหา ซึ่งทำหน้าที่มาหลายครั้งแล้ว และมั่นใจจะสรรหาบุคคลที่เหมาะสมมาลงสมัครให้กับพรรคได้
ด้านนายสุทินกล่าวว่า คำถามที่ถามว่าหากพรรคเพื่อไทยหาผู้สมัครที่เหมาะสมไม่ได้ คุณหญิงสุดารัตน์จะลงสมัครเองหรือไม่ คิดว่าถึงวันนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ก่อนตัดสินใจ ก็ต้องฟังเสียงส.ส.พรรคก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายสมพงษ์ และส.ส. ได้มอบกุหลาบสีชมพูให้กับคุณหญิงสุดารัตน์ เพื่อร่วมแสดงความยินดีในการได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสรรหา ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ก่อนหน้านี้ เวลา 09.00 น. นายสุทินให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. ว่า เท่าที่ทราบยังไม่ใช่ อาจเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตนถามคุณหญิงสุดารัตน์และหลายคนแล้วเพราะเรื่องนี้ยังไม่ใช่มติพรรค และไม่ได้พูดคุยกันเพราะเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค
“เท่าที่ผมทราบคือคุณหญิงสุดารัตน์เป็น ผู้ดูแล คัดสรรผู้จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ส.ก. อาจคลาดเคลื่อนว่าท่านเป็นคนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้นผมจึงยังไม่เชื่อ และถามเจ้าตัวแล้วก็บอกว่าไม่ใช่ เป็นเพียงแค่ผู้รับผิดชอบเท่านั้น” นายสุทินกล่าว
‘ชัชชาติ’เมินเทียบเชิญ-ลุยต่ออิสระ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรมว.คมนาคม และอดีตแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์เตรียมจะเชิญเข้าร่วมงานเป็นคนแรกภายหลังพรรคเพื่อไทยมีมติส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อ แต่ต้องขอขอบคุณที่กรุณาให้เกียรตินึกถึงกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนเคยประกาศชัดแล้วว่าถ้าลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.จะลงในนามอิสระ และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่ตนทำพื้นที่ ได้ทีมงาน รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัครที่มาช่วยงาน เพราะความชัดเจนบนพื้นฐานของความเป็นอิสระ และทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาเป็นอย่างดี ดังนั้นตนต้องทำงานในนามอิสระต่อไป ส่วนในอนาคตยังไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร และทางทีมงานต้องมีการประเมินสถานการณ์ตลอด แต่ยืนยันว่าเรายังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนได้ทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่องแล้ว
ผู้ตรวจฯตีตกปมออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
วันเดียวกัน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีคำร้องของ น.ส. จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร และพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยพร้อมคืนสิทธิการรับสมัคร หลังคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไม่รับสมัคร เพราะเห็นว่ามีลักษณะต้องห้าม ซึ่งแตกต่างกรณีของอดีต สนช.ที่ไปสมัครเป็นกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
โดยผู้ตรวจฯเห็นว่าอยู่ในอำนาจ และการ กระทำของคณะกรรมการสรรหากสม. เป็น การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 25 มาตรา 27 จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
สำหรับคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา ที่ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 และมาตรา 20 ของพ.ร.ก.ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 140 ผู้ตรวจฯมีมติไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลฎีกาพิพากษาคดี‘ทักษิณ’
เมื่อเวลา 11.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 ก.ค.2551 ว่า ระหว่างวันที่ 9 ก.พ.2544 ถึงวันที่ 19 ก.ย.2549 ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสองวาระติดต่อกัน จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 ด้วยการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทชินคอร์ปซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ
โดยให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม
ระหว่างพิจารณา จำเลยหลบหนี ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมามีการประกาศใช้พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ศาลจึงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในวันที่ 30 ก.ค.2563
เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป
โดยวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้มอบนโยบายและสั่งการให้ตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 เพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีที่จำลยเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 ม.ค.2546 ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2546 เห็นชอบแนวทางให้คู่สัญญาภาคเอกชนนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือค่าสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้
จำเลยดำเนินการดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท เอไอเอส ซึ่งได้รับสัมปทานดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศ ไทย หรือ ทศท. และบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด หรือบริษัท ดีพีซี ซึ่งได้รับสัมปทานดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากการสื่อสารแห่งประเทศ ไทย หรือ กสท โดยทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชินคอร์ป ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ให้ทั้งสองบริษัทได้รับคืนเงินภาษีสรรพสามิตที่ชำระแล้ว โดยมีสิทธินำไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องนำส่งให้ ทศท. และ กสท เป็นผลให้ ทศท.และ กสท ได้รับความเสียหาย
ออกหมายจับ-จำคุก 5 ปี
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเข้ามีส่วนได้เสียในกิจการโทรคมนาคม และเป็นผลให้บริษัทที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ได้รับประโยชน์ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เมื่อเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152(เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบททั่วไปตามมาตรา 157 อีก
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยองค์คณะ ผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จำคุก 3 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุก ของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 (คดีเอ็กซิมแบงก์ 3 ปี) และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 (คดีหวยบนดิน 2 ปี) ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ในวันนี้ศาลฎีกาฯ ได้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว
ลายจุดเฮ-ยกฟ้องยุต้านคสช.
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.3052/62 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นจำเลย ในความผิด ฐานยุยงปลุกปั่น สร้างความกระด้างกระเดื่อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 16 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งนายสมบัติมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง
กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-4 มิ.ย.2557 ต่อเนื่องกัน ระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยได้ส่งข้อความลงในเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ หน้าเว็บเพจ ชื่อบ.ก. ลายจุด แอดหนูหริ่ง” และในเฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์ หลายข้อความ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นการยุยง ปลุกปั่น ทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว รับฟังได้ว่า ไม่ปรากฏข้อความตอนใดที่จะทำให้ประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมืองได้ ข้อความดังกล่าวเป็นความรู้สึกของจำเลยที่ได้แสดงออกถึงการวิจารณ์ติชม แสดงความคิดเห็นเชิงประชดประชัน ไม่ถึงขนาดจะเกิดความไม่สงบขึ้น อีกทั้งหลังจากจำเลยโพสต์แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีประชาชนออกมาชุมนุมแต่อย่างใด จึงพิพากษายกฟ้อง
กกต.สั่งเบรกละคร‘กรุง ศรีวิไล’
เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณี บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ที่นำละครโทรทัศน์เรื่อง “เพลงรักผาปืนแตก” ออกอากาศเผยแพร่ซ้ำต่อสาธารณชนผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่องทางเว็บไซต์ Bugaboo.tv โดยมีตัวละครชื่อ “หลวงพ่อสิน” ที่รับบทโดย “กรุง ศรีวิไล” หรือนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก เป็นนักแสดง ซึ่งเป็นช่วงระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ โดยมีนายกรุงศรีวิไล เป็น ผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 4 ในเขตดังกล่าว อันเป็นประโยชน์แก่นายกรุงศรีวิไลที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
กกต.จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 135 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มีมติแจ้งให้บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ระงับการออกอากาศรายการโทรทัศน์เรื่อง เพลงรักผาปืนแตก และระงับการออกอากาศผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่องทางเว็บไซต์ Bugaboo.tv ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2563 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง 9 ส.ค.2563