ตร.ลั่นฟันม็อบ
โต้ยิงแก๊สน้ำตา
แอมเนสตี้ปกป้องเสรีภาพ 4 แกนนำม็อบ หลังถูกคุมขังคดีมาตรา 112 ระหว่างรอศาลพิจารณา จี้รัฐบาลไทยยึดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ ผบช.น.ฮึ่มเตรียมเอาผิดม็อบเคาะหม้อไล่เผด็จการเพิ่มเติม งัดข้อหาต่อสู้ขัดขวางและร่วมกันทำร้ายเจ้าหน้าที่ แจงวุ่นตำรวจไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตาปาใส่ผู้ชุมนุมชี้ถ้าจะใช้ต้องแจ้งเตือน ขณะเดียวกันก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ใส่หน้ากากก่อน ด้านรุ้ง-ปนัสยาลั่นเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการชุมนุมปี 2564 ตั้งเป้าดึงคนร่วมต่อสู้บนท้องถนน 2 ล้านคน ขณะที่ทีมทนายความยื่นอุทธรณ์ค้านคำสั่งศาลอาญาไม่ให้ประกันแกนนำทั้ง 4 คน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น. แถลงความคืบหน้าเหตุชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก ต่อเนื่องสน.ปทุมวัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 10 ก.พ.
พล.ต.ท.ภัคพงศ์ เปิดเผยว่า กรณีการชุมนุมที่บริเวณฝั่งสกายวอล์กต่อเนื่องบริเวณสน.ปทุมวัน ช่วงเวลา 16.00-22.00 น. เมื่อวาน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะพื้นที่สกายวอล์กเป็นพื้นที่สาธารณะ ใกล้ กับรถไฟฟ้า ประชาชนใช้เส้นทางสัญจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งจุดคัดกรองพื้นที่โดยรอบ เพื่อตรวจค้นบุคคลต้องสงสัย และแจ้งเตือนการทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโรค โควิด-19 ว่ามีการประกาศใช้กฎหมายพ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน การทำกิจกรรมลักษณะดังกล่าวจะกระทำไม่ได้ ซึ่งระหว่างมีกิจกรรมชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งเตือนเพื่อประชา สัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
“ระหว่างที่มีกิจกรรมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบพบผู้เข้าร่วมกิจกรรม 4 คนที่กระทำความผิด 1 ใน 4 คน ใช้กระป๋องสีพ่นข้อความบริเวณที่จัดกิจกรรม จึงได้ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.รักษาความสะอาด นอกจากนี้ ยังตรวจสอบผู้ร่วมชุมนุมอีก 2 คน พกพาวิทยุเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์ของทางทหาร และมีวัตถุคล้ายกับพลุควันสี และดิ้วเหล็กที่สามารถทำอันตรายบุคคลอื่นได้ จึงควบคุมบุคคลทั้ง 4 คนไปดำเนินคดีที่สน.ปทุมวัน แต่ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ลงมาจากสกายวอล์กทางด้านฝั่งหอศิลปวัฒนธรรมเพื่อชุมนุมบนพื้นผิวการจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังไปบริเวณดังกล่าวพร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ อย่าทำกิจกรรมบนเส้นทางการจราจร ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าว และผู้ทำกิจกรรมอาจจะได้รับอันตรายเนื่องจากช่วงเวลากลางคืน ปรากฏว่ากลุ่มมวลชนได้มีการชักชวนกันไปที่สน. ปทุมวัน กดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัว ผู้กระทำความผิดโดยไม่ให้มีการดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมายจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินคดี” ผบช.น. กล่าว
พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวอีกว่า แต่ระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเคลื่อนกำลังพลมาที่สน.ปทุมวันเพื่อรักษาความสงบ มีกลุ่ม บุคคลจำนวนหนึ่ง อยู่ระหว่างการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานว่าเป็นผู้ใด ได้ ใช้ระเบิดปิงปอง ลูกบอลประทัด ก้อนหินกรวด พลุควันสี ขว้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้ได้รับบาดเจ็บ 7 นาย มีทรัพย์สินเสียหาย พ่นสีทำลายรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียหาย 8 คัน รถจยย. 1 คัน อยู่ระหว่างสำรวจสิ่งของที่มีการสูญหาย เมื่อผู้ต้องหา 4 คน มีการขอยื่นประกันตัวให้ปล่อยตัวชั่วคราวจึงได้ปล่อยตัวผู้กระทำผิดที่ถูกดำเนินคดีแล้ว ส่วน ผู้กระทำผิดรายอื่นๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบและจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย ทุกราย ขณะนี้อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบตัวบุคคลต้องใช้เวลาสักระยะ รวมถึงแกนนำที่มีการจัดการชุมนุมดังกล่าวต้องถูกดำเนินคดี ส่วนข้อหาเบื้องต้นมีความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าหน้าที่
เมื่อถามว่าดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย แต่ขออนุญาตชี้แจงว่ากรณีพบวัตถุต้องสงสัย อาทิ ระเบิดปิงปอง อยู่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมฯ ส่วนกรณีที่มีการพบกระป๋องแก๊สน้ำตานั้น ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สั่งใช้แก๊สน้ำตาแต่ อย่างใด ซึ่งขั้นตอนการปฏิบัติการต้องมีการประกาศแจ้งเตือน เมื่อประกาศแล้วเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องสวมหน้ากากกันแก๊สพร้อมกับปรับรูปขบวนให้ชุดที่ใส่อุปกรณ์พิเศษดังกล่าวเข้ามา แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด เพราะอยู่ระหว่างเคลื่อนที่ไปรักษาความสงบเรียบร้อยที่สน.ปทุมวัน จนกระทั่งมีการ กระทบกระทั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวยยินดีให้ตรวจสอบเชื่อว่ามีการถ่ายรูปไว้ค่อนข้างเยอะ ถ้ามีภาพตำรวจถือกระป๋องแก๊ส น้ำตาดังกล่าวก็แจ้งเข้ามาได้
เมื่อถามว่าแก๊สน้ำตาดังกล่าวเป็นของทางราชการหรือไม่ ผบช.น.กล่าวว่า ต้องตรวจพิสูจน์ทราบก่อน เนื่องจากมีการชุมนุมหลายครั้งรถยนต์ทางราชการถูกทำลายหลายครั้งมีอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนสูญหายไปหลายรายการซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีเอาไว้แล้ว ส่วนที่เกิดขึ้นเป็นจงใจให้สถานการณ์บานปลายหรือไม่นั้น กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ที่ผ่านมามีการขว้างระเบิดปิงปอง ขว้างลูกบอลประทัด ตนไม่ทราบว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบหรือไม่ ก็อาจจะมีส่วนนึง แต่ยอมรับว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ชุมนุมด้วยความสงบ มีเพียงไม่กี่คนที่ก่อเหตุความรุนแรงเพื่ออะไร
เมื่อถามถึงการปรับยุทธวิธีทำงานนั้น พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า หากเหตุการณ์ไม่รุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการใช้อาวุธ แต่หากมีระบุไว้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อุปกรณ์เต็มรูปแบบตามสถานการณ์ อย่างกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้กระสุนยาง ซึ่งเป็นอาวุธที่ได้รับการอนุญาต และมีการปฏิบัติดำเนินการตามยุทธวิธีเต็มรูปแบบจะใช้หากสถานการณ์มีความรุนแรง ส่วนวันที่ 16-19 ก.พ.ที่จะมีการอภิปรายนอกสภานั้น ยังไม่พบว่ามีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำหน้าที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยต่อไป
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน จำเลยในคดี อ.286/2564 พร้อมด้วย นายพงษ์สิทธิ์ นาเมืองรักษ์ ทนายความของ นายพริษฐ์ อานนท์ นำภา, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร จำเลยในคดี อ.287/2564 เดินทางมายื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวของศาลอาญาในคดีที่กลุ่มจำเลยถูกพนักงานอัยการส่งฟ้องข้อหาตามความผิด ม.112, ม.116, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ป.อาญา ม.215, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุม สาธารณะฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะฯ, ร่วมกันกีดขวางการจราจรฯ, ตั้งวางวัตถุบนถนนอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฯ, ทำลายโบราณสถานฯ, ทำให้เสียทรัพย์ฯ และร่วมกันโฆษณาเครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ รวม 11 ข้อหา จากคดีการชุมนุม 19-20 ก.ย. 2563 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์-สนามหลวง (สำหรับเพนกวินมีชุมนุมม็อบเฟสต์วันที่ 14 พ.ย.ด้วย)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ภายหลังพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดี โดยพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระ ตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง
จากกรณีอัยการสั่งฟ้องและศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวแกนนำ 4 คนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาอื่น จากการชุมนุม “19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร” ณ สนามหลวงเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย.2563 โดยนายพริษฐ์ถูกสั่งฟ้องมาตรา 112 อีกหนึ่งคดีจากการชุมนุม “ม็อบเฟสต์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2563
“ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว แกนนำทั้ง 4 คนจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯระหว่างรอการพิจารณาคดี จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้ประกันตัวหรือจนกว่าคดีจะจบ ซึ่งยังไม่ทราบระยะเวลาที่แน่นอน”
นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่าทางการไทยยังคงใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบ เพื่อปิดปากไม่ให้บุคคลวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและปัญหาสังคม และเป็นส่วนหนึ่งในการยืนยันถึงรูปแบบการคุมขังอย่างยาวนานก่อนพิจารณาคดีของผู้ถูกกล่าวหาในคดี 112 ภายใต้บริบทของความมั่นคงของรัฐ
นางปิยนุชกล่าวว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยังคงเน้นย้ำให้ว่าการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งทางการไทยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ อีกทั้งการใช้เสรีภาพดังกล่าวยังถูกระบุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2560 อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง แกนนำนักศึกษา กล่าวถึงการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ตีหม้อไล่เผด็จการว่าคือการประกาศเปิดศักราชการชุมนุมอีกครั้ง ขอให้ยึดมั่นแนวทางการต่อสู้อย่างสันติวิธี เป้าหมายปีนี้คือทำให้คนลงถนน 2 ล้านคน หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรจะแจ้งวันต่อวัน โดยจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาในวันที่ 16-19 ก.พ. แต่ที่ไหนอย่างไรให้รอการแจ้งอีกครั้ง