แก้โควิดเหลว
อนุกมธ.หั่นทิ้ง
งบทัพบกพันล.
‘ยิ่งลักษณ์’สะเทือนใจ ผู้ป่วยโควิดนอนตายริมถนน โพสต์จวกนายกฯ ไร้วิสัยทัศน์แก้วิกฤต ไม่เคยรับผิด ไม่เคยขอโทษประชาชน ‘แรมโบ้’ สวนกลับอย่าดราม่า ‘หมอชลน่าน’ ซัดรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกจุด พรรคประชาชาติไล่ลาออก ทั้ง ‘ประยุทธ์-อนุทิน’ อนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ ลุยเฉือนงบกลาโหม ประเดิมหั่นกองทัพบก 1.1 พันล้าน จากภาพรวม 9.9 หมื่นล้าน ส่วนของกองทัพเรือเลื่อนไป 27 ก.ค. เพื่อไทยเล็งชงตัดงบซื้อโดรนเฉียด 5 พันล้าน
ปลัดกห.แจงอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในกมธ.วิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 มีการประชุมเพื่อพิจารณางบกระทรวงกลาโหม(กห.) โดยมีตัวแทนกระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก(ทบ.) กองทัพเรือ(ทร.) และกองทัพอากาศ(ทอ.) นำโดยพล.อ.ชูชาติ บัวขาว รองปลัดกระทรวงกลาโหม มาชี้แจง
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนตั้งเป้าตัดงบกระทรวงกลาโหมเพิ่มเติม เนื่องจากการประชุมกมธ.งบชุดใหญ่ มีเพียงกองทัพเรือหน่วยงานเดียวที่ยื่นขอถอนโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 และลำที่ 3 ส่วนรายการอื่นยังอยู่ครบ
พท.ชงอีก-ตัดซื้ออาวุธฟุ่มเฟือย
นายยุทธพงศ์กล่าวว่า อนุกมธ.จะเสนอ ตัดงบในส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นเพิ่มเติมอีก เช่น โครงการจัดซื้ออากาศยานไร้คนขับ(ยูเอวี) เพื่อลาดตระเวนชายฝั่งทะเลของกองทัพเรือ 4,100 ล้านบาท และพบว่ายังซื้อโดรนอีก 570 ล้านบาทในปีเดียวกัน จึงตั้งข้อสังเกตว่ามิติการรบของกองทัพเรือเป็นทางน้ำ แต่เหตุใดจึงตั้งงบซื้อทางอากาศ รวมแล้วเกือบ 5,000 ล้านบาท
ส่วนกองทัพบกก็จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์และอุปกรณ์รถถัง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดเท่าที่ควร เพราะขอไปทางกองทัพยังไม่ได้ส่งให้ รวมทั้งต้องตามเรื่องการจัดซื้อเรือลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก(เรือแอลพีดี) ซึ่งจัดซื้อเรือแต่ไม่มีระบบอาวุธ จนต้องทำหนังสือ ถึงประเทศจีน เพื่อขอความอนุเคราะห์ติดอาวุธเพิ่ม
“วันนี้จะขอดูความเหมาะสมว่าจำเป็นต้องจัดซื้อหรือไม่ อีกทั้งต้องดูบริษัทที่จัดซื้อด้วยว่าเป็นอย่างไร และจัดซื้อรูปแบบไหน ยืนยันจะค้านการจัดซื้ออาวุธที่ฟุ่มเฟือย จะเสนอตัดรายการซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็นเพิ่มเติมอีก หากที่ประชุมไม่ยินยอม จะเสนอโหวตลงมติ และถ้าแพ้ก็ไปสู้ในที่ประชุมกมธ.ชุดใหญ่ เราต้องไม่เกรงใจกัน” นายยุทธพงศ์กล่าว
หั่นกองทัพบก 1.1 พันล้าน
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ เปิดเผยหลังพิจารณางบของกองทัพบกนานเกือบ 7 ชั่วโมงว่า มีการพิจารณาตัดลดงบไปประมาณ 1,100 ล้านบาท จากที่ขอรับงบภาพรวม 99,376 ล้านบาท ซึ่งเป็น การปรับลดงบในรายการที่ไม่จำเป็น รวมถึงรายการงบผูกพันที่เบิกจ่ายไม่ทัน อนุกมธ.ได้ปรับลดทั้งหมด ยืนยันพิจารณาอย่างรอบคอบในมิติสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังยากลำบาก ให้ปรับลด-เลื่อนใช้งบออกไปเพื่อนำไปของบในปีถัดไป
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีบางรายการ ที่กองทัพบกไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ นายสรวุฒิ กล่าวว่า อาจจะเป็นความคลาดเคลื่อน เพราะข้อมูลคำขอมี 4 เล่ม เข้าใจว่าอาจจะเยอะเลยหลงลืมคำตอบกันได้ และตนมองว่าทุกอย่างกองทัพบกก็ชี้แจงได้ อีกทั้งไม่มีอะไรเป็นความลับ อนุกมธ.ทราบดีว่าเขี้ยวเล็บของแสนยานุภาพของกองทัพนั้น ไม่ควรเปิดเผย ดังนั้น หลักที่เราพิจารณาจะเป็นเรื่องความเหมาะสมของโครงการและความสอดคล้องของงบ
เลื่อนถกงบทร.-นัดใหม่ 27 ก.ค.
เวลา 17.00 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองประธานอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.00 น. พล.ร.อ.ธีรกุล กาญจนะ เสนาธิการทหารเรือ ได้นำคณะนายทหารเรือ เข้าชี้แจง ปรากฎว่า กองทัพเรือไม่ยอมนำสัญญาการจัดซื้อเรือดำน้ำ แบบจีทูจี ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน มาแสดง คือสัญญาการจัดซื้อเรือสนับสนุนเรือดำนํ้า มูลค่า 6,200 ล้านบาท และสัญญาการจัดซื้อเรือดำนํ้าจีน
โดยกองทัพเรือ ชี้แจงว่าสัญญาการจัดซื้อดังกล่าว เป็นความลับ ไม่สามารถให้กมธ.ตรวจสอบได้ ดังนั้น ที่ประชุมอนุกมธ.จึงให้กองทัพเรือกลับไปโดยไม่ได้พิจารณางบ ดังกล่าว และได้นัดให้เข้าชี้แจงใหม่ในวันที่ 27 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 402 รัฐสภา
พปชร.เชื่อพรรคร่วมไม่ทิ้งกัน
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ตัดพ้อพรรคร่วมรัฐบาล จะทิ้งกันก็ตามใจ ในที่ประชุมครม.เมื่อ 20 ก.ค.ว่า นายกฯ พูดแบบนี้ เชื่อว่าน่าจะมีข้อมูลหรือมีสัญญาณบางอย่างหรือไม่ ตนเห็นว่าบ้านเมืองในยามวิกฤต รัฐบาลต้องรับผิดชอบร่วมกัน จะเอาวิกฤตผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนสูง รายวันเป็นเหตุผลมาลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ไม่ควร เกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้
ถ้าสถานการณ์ปกติ ไม่มีโควิดถือเป็นเรื่องปกติ แต่วันนี้สถานการณ์เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้น สปิริตความร่วมมือร่วมแรง ทุ่มเทเสียสละ และความตั้งใจแก้ไขปัญหาจะต้องเดินหน้าด้วยกัน รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลควรช่วยกันทำงาน ต้องพูดคุยหารือร่วมกัน เพื่อหา ข้อเสนอแนะให้กับคณะทำงานแก้ไขปัญหาโควิด ถ้าเป็นตนจะไม่นำวิกฤตโควิดมาเล่นในแง่ทางการเมือง หากพรรคร่วมรัฐบาล ถอนตัวตอนนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าอับอาย หนีความรับผิดชอบ
ชี้วิวาทะ‘พปชร.-ภท.’เรื่องปกติ
นายรงค์กล่าวว่า ส่วนที่มีส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ปะทะคารมกัน ถือเป็นเรื่องปกติ มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ผู้บริหารระหว่างพรรคไม่ได้มีปัญหา และพรรคไม่ควรเอาอารมณ์ของสมาชิกพรรคไม่กี่คนมาตัดสินใจเป็นมติพรรค เพราะไม่ใช่ความชอบธรรมของพรรค ซึ่งส.ส. หลายคน ที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นและอาจคิดตรงข้าม จึงไม่ควรเอาเหตุนี้มาเป็นเรื่องของพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจถอนตัวจริง จะทำให้การทำงานของรัฐบาลเสียงข้างน้อยมีปัญหาหรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า แน่นอน การทำงานของรัฐบาลยากขึ้น เพราะการทำงานในสภา ต้องใช้เสียงข้างมาก หากมีใครออกไป ก็ต้องออกแรง เพิ่มสมาธิ และใช้สติปัญญามากกว่าเดิม เชื่อว่าพรรคร่วมไม่น่าจะเอาอารมณ์ของปัจเจกบุคคลมาตัดสินใจ
‘ปู’สะเทือนใจ-อัดนายกฯไม่รับผิด
วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีมีการเผยแพร่ภาพคนเสียชีวิตบนท้องถนนว่า รู้สึกหดหู่ สะเทือนใจ และแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า มีคนไทยต้องเสียชีวิตบนท้องถนน ไร้การเหลียวแล จึงขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า ปล่อยให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทำไมทำให้ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนี้ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงในการดูแลประชาชน อีกทั้งยังทำให้บุคลากรด่านหน้า แพทย์ พยาบาล หมดขวัญกำลังใจ อ่อนล้า ขาดหลักประกัน ที่ดีเพราะไม่มีวัคซีนที่มีคุณภาพเพียงพอเป็นเกราะปกป้องโรคร้าย
ขอแสดงความเสียใจ และขอร่วมแบ่งปันความโศกเศร้ากับหลายครอบครัวที่ต้องอยู่ในสภาพเห็นคนที่รักล้มหายไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ซึ่งต้นตอเกิดจากรัฐบาลไม่ได้วางแผนให้รอบคอบ รัดกุม ขาดวิสัยทัศน์ในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาดในระยะยาว มีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการบริหารระบบสาธารณสุขที่มีการรวบอำนาจ แต่กลับบริหารผิดพลาด ขาดแคลนเตียง ไร้การตรวจเชิงรุกที่มากพอ วัคซีนไม่ทั่วถึง และคุณภาพเป็นที่กังขา แต่พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่เคยน้อมรับความผิดพลาดและขอโทษ มิหนำซ้ำยังกลับมองว่าประชาชนทำตัวเป็นภาระ ทั้งที่เกิดจากความหละหลวมของรัฐบาล
ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยอดทน ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ขณะเดียวกันขอเป็นอีกหนึ่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ด้วยการนำความทุกข์ยากของประชาชนเป็นหัวใจในการนำเสนอแผนที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ และกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเป็นผู้นำพึงมีในการนำพาประเทศ ผ่านพ้นความยากลำบากครั้งนี้ให้ได้
‘แรมโบ้’ฉะกลับ-ให้เลิกวิจารณ์
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ไม่มีนายกฯ หรือคนในรัฐบาล อยากให้มีผู้ติดเชื้อ เสียชีวิต หรือแม้แต่การเสียชีวิตบนท้องถนนแม้แต่คนเดียว นายกฯ รัฐบาล บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคย นิ่งนอนใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ ทำเต็มที่ที่สุด และหามาตรการต่างๆออกมาเพื่อที่จะให้สถานการณ์คลี่คลายลง ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าใจในสถานการณ์ประเทศในขณะนี้ด้วย
“ที่ออกมาวิจารณ์ อยากถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศบ้าง นอกจากสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่เป็นนายกฯ จนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาแก้ไขปัญหาให้ แบบนี้เรียกว่าขาดวิสัยทัศน์หรือไม่ และถ้าอยากช่วยคนไทย และประเทศไทยให้พ้นวิกฤตจริงขอแค่ให้เลิกออกมาแสดงความเห็น เพราะไม่ได้สร้างประโยชน์ กลับทำให้บุคลากรทางการแพทย์ และคนทำงานหมดกำลังใจ ประชาชนจะเกิดความสับสน หรืออาจจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ขึ้นอีก”นายเสกสกลกล่าว
ขอร้องอย่าดราม่า
การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือนายทักษิณ ชินวัตร ออกมาแสดงความเห็น กล่าวหาโจมตีนายกฯ และรัฐบาล หวังเพื่อช่วยพรรคเพื่อไทย กดดันให้นายกฯลาออก และให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจ ทั้งสองคนจะได้กลับประเทศนั้น ขอย้ำว่าคงยังไม่ได้กลับ เพราะพล.อ.ประยุทธ์จะอยู่แก้ไขปัญหาจนครบเทอม แต่หากอยากกลับมารับโทษตามกระบวนการกฎหมาย และชดใช้หนี้ที่เคยปล้นประชาชนไปก็ขอให้กลับมา
“ขอร้องน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่าดราม่าให้ตัวเองดูดี เพื่อด้อยค่าคนอื่น ในอดีตที่ชาวนาถูกโกงค่าข้าวจนผูกคอตายไปหลายราย เป็นหนี้เป็นสิน จนล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว ทำไมไม่แสดงความห่วงใย หรือแสดงความสะเทือนใจ หันมาเหลียวแลครอบครัวชาวนาเหล่านั้นบ้าง” นายเสกสกล กล่าว
‘ชลน่าน’ซัดล็อกดาวน์แบบโง่ๆ
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์การระบาด ของโควิด ถือเป็นวิกฤตของชาติ แต่การแก้ปัญหารัฐบาลยังไม่ถูกจุดเหมือนไม่รู้ปัญหา การล็อกดาวน์ที่รัฐบาลออกมาล่าสุด เป็นการแก้ปัญหาแบบโง่ๆ ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังคงมีความคิดเดิมๆ และเชื่อว่าไม่สามารถ ลดการแพร่กระจายของเชื้อได้ เพราะไม่มีการตรวจคัดกรองหรือแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนได้ ทำไมไม่สอนวิธีการตรวจให้อสม. เพื่อไปตรวจให้ประชาชนในพื้นที่ หากพบ ผู้ติดเชื้อสามารถคัดแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน พร้อมส่งให้แพทย์รักษาได้ อย่ากลัวตัวเลข ผู้ติดเชื้อจะพบกี่หมื่นคน เพราะยิ่งตรวจมากยิ่งแก้ปัญหาได้ไว
ผลจากระบอบประยุทธ์ ที่บริหารประเทศผิดพลาดมาตลอด ได้ทำลายประเทศอย่างย่อยยับ ในรอบหลายสิบปี ทำลายระบบสาธารณสุขย่อยยับ จนถึงขั้นล่มสลาย ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ที่สำคัญการนำชีวิตประชาชนมาเสี่ยง โดยที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รับผิดชอบ ยังคงบริหาร สถานการณ์แบบไร้จิตสำนึก และไร้มนุษยธรรม เห็นประชาชนตายโดยไม่รู้สึกผิดอะไร
“ถึงเวลานี้ต้องถามพรรคร่วมรัฐบาลว่า จะยอมตายเพื่อพล.อ.ประยุทธ์ หรือจะยอมตาย เพื่อประชาชน ในเมื่อนักการเมืองทุกคน มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากระบอบประยุทธ์ หากคิดถึงแต่ผลประโยชน์ที่รัฐบาลจัด ถือเป็น การทรยศหักหลังประชาชน เมื่อมาจากประชาชน แต่กลับเลือกปกป้องพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เลือกปกป้องประชาชน ถามว่าประชาชนที่ไหนเขาจะ เลือกคุณ” นพ.ชลน่านกล่าว
ประชาชาติไล่ส่ง‘บิ๊กตู่-อนุทิน’
นายธงชาติ รัตนวิชา ที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า รับไม่ได้ที่นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาแถลงที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 21 ก.ค. โดยกราบขอโทษประชาชนที่จัดหาวัคซีนไม่ทันสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เหตุผลที่รับไม่ได้ และรู้สึกแค้นเคือง อย่างรุนแรงคือ เหตุใดรัฐบาล และศบค. ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด และบริหารงานแบบซิงเกิล คอมมานด์ ไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยตนเอง
ในวันที่นพ.นครแถลง เป็นวันเดียวกับตัวเลขคนติดเชื้อโควิดที่ศบค.แถลงพุ่งสูงถึง 13,002 ราย เสียชีวิต 108 ราย มีภาพคนไทยนอนตายกลางถนนอย่างน่าอนาถใจปรากฏออกไปทั่วโลก ความผิดพลาดล่าช้าของรัฐบาลผสม และศบค. ทำให้ประชาชนทนไม่ได้ และคับแค้นใจที่สุด พอคนออกมาขับไล่ รัฐบาล สั่งตำรวจให้สกัดกั้นรุนแรง ใช้แก๊สน้ำตาฉีดใส่ ยิงกระสุนยาง จับกุมตั้งข้อหา อย่างนี้ตัดสินใจ ได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ทำไมเรื่องหาวัคซีน เรื่องฉีดวัคซีน เรื่องปากท้องกลับล่าช้า และบริหารอย่างผิดพลาดไร้น้ำยา
“พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ควรมีสำนึกละอายใจ และควรแสดงความ รับผิดชอบด้วยการลาออกไปได้แล้ว จะทนให้ คนออกมาขับไล่ไปอีกนานแค่ไหน หรือความสูญเสียขณะนี้ยังน้อยไป ไม่เพียงพอต่อความผิดพลาดล้มเหลวที่เกิดขึ้น” นายธงชาติกล่าว

ข้างถนน – ตำรวจสน.บางซื่อ และเจ้าหน้าที่เขตพญาไท ช่วยเหลือชายเร่ร่อนนอนหมดสภาพอยู่บนสะพานลอยคนข้าม ตรวจเบื้องต้นไม่พบติดเชื้อโควิด จึงนำไปส่งศูนย์พักคอยเพื่อรักษาและฟื้นฟูร่างกาย เมื่อวันที่ 22 ก.ค.