ชัชชาติโต้เมินตู่ มิ่งขวัญตั้งพรรค ปปช.ชงถอดรมช.
‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ท้าเปิด หลักฐาน 2 บิ๊กฝ่ายรัฐบาลคนใน พปชร. ดอดบินพบ ‘ทักษิณ’ ที่สิงคโปร์ ‘บิ๊กตู่’ เปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร บอก ‘ไม่รู้จะตอบอย่างไร’ หลังสื่อถามทำไมผู้ว่าฯ กทม.ไม่มาต้อนรับ ด้าน ‘ชัชชาติ’ แจงไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครเชิญมา ถามปลัดกทม.แล้ว ก็ไม่มี ถ้าเชิญมาต้องไปแน่นอน ‘มิ่งขวัญ’ ดับฝันดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคธรรมนัส ประกาศตั้ง ‘พรรคโอกาสไทย’ เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เอง ป.ป.ช. ฟันอาญา 2 พ่อลูกตระกูลวิลาวัลย์ ‘สุนทร- กนกวรรณ’ คดีรุกป่าเขาใหญ่ ส่งศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอน ‘กนกวรรณ’ พ้น รมช.ศึกษาฯ ข้อหาผิดจริยธรรมร้ายแรง
‘บิ๊กตู่’เปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 8 มิ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร “SMART PIER SMART CONNECTION” พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม.เขต 1 พรรคพลัง ประชารัฐ (พปชร.) น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. เขต 2 โฆษกพรรคพลังประชารัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เรือไฟฟ้า – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นำคณะขึ้นเรือไฟฟ้าล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างเป็นประธานเปิดเดินเรือท่าช้าง-สาทร ‘SMART PIER SMART CONNECTION’ ที่ท่าเรือท่าช้าง เมื่อ วันที่ 8 มิ.ย.
พล.อ.ประยุทธ์เยี่ยมชมบริเวณจุดเชื่อมต่อระบบขนส่ง ล้อ ราง เรือ และจุดให้บริการบนท่าเรือสาทร ที่บริเวณด้านหน้าท่าเรือสาทร เขตบางรัก ซึ่งเป็นศูนย์รวมการให้บริการ ด้านคมนาคมแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป มี 19 หน่วยงานจากสังกัดกระทรวงคมนาคม จากนั้นได้นั่งเรือไฟฟ้าไปยังท่าเรือท่าช้าง เขตพระนคร เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เรามาหลายท่าน ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้ในขณะนี้ ในฐานะเป็นนายกฯ หัวหน้ารัฐบาลของพวกเรา ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทุกรูปแบบทั้งทางเรือ อากาศ ทางน้ำให้เจริญก้าวหน้าทันสมัย เชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพและทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายจากการยกระดับการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล เป็นการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ
รัฐบาลไม่ได้คิดแค่ตรงนี้ แต่คิดที่จะเชื่อมโยงไปอีก คือการนั่งเรือไฟฟ้าโก้ๆ สะดวกสบายแค่นั้นเหรอ มันไม่ใช่ แต่เป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งรถทั้งเรือต้องปรับหมด เป็นข้อตกลงบนเวทีโลกในการลดโลกร้อน ทั้งเรือไฟฟ้าและรถไฟฟ้า จัดประกอบในประเทศ ส่งผลธุรกิจการลงทุนเกิดขึ้นมาอีก ไม่ใช่นายกฯมาทุกครั้งเฉพาะพิธีเปิด แต่รัฐบาล ทบวง กรม คิดตามกัน หารือให้เกิดห่วงโซ่ แต่อาจติดค้างอยู่บ้าง หากทำไปก็จะสำเร็จ ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปี 2570 ต้องทำให้ได้ 29 สถานีเรือให้ครบวงจร
มึน‘ชัชชาติ’ไม่มา-โวยปมถล่มเพจ
“วันนี้ทุกคนฝากความหวังไว้กับรัฐบาล ตนก็ขอฝากความหวังไว้กับประชาชน ขอความร่วมมือให้กำลังใจแค่นั้นเอง สรุปได้ว่าเราพร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคตอันใกล้นี้ตามยุทธศาสตร์ที่เราวางไว้ 20 ปี หลายคนบอกนานเกินไปหรือเปล่าดูเฉพาะตัวอย่างท่าเรือที่ทำมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงปี 2570 เป็นการทำต่อเนื่อง 8 ปี เรื่องการลงทุนก็มีงบ สิ่งที่จะได้มาคือการท่องเที่ยว ริมฝั่งเจ้าพระยา การบริการ ทำอย่างไรให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุดโดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ นี่คือสิ่งที่เป็นความเจ็บปวดนายกฯและรัฐบาลเห็นใจหลายๆ อย่างที่เกิดผล กระทบจาก 2 เรื่อง ที่ผ่านมาคงรู้แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า
พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ไม่มาต้อนรับ ซึ่งปกติแล้วผู้ว่าฯ กทม.จะมาต้อนรับนายกฯในการลงพื้นที่ทุกครั้งว่า “ผมไม่รู้ จะตอบอย่างไร” ก่อนหันไปกล่าวกับนาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ว่า ทำไมสื่อชอบทำให้โมโห
ผู้สื่อข่าวถามว่า เพจเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-O-Cha’ ลืมปิดคอมเมนต์ แล้วมีประชาชนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ ได้อ่านแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ส่ายหน้าและอุทานว่า “ฮู้!” แล้วกล่าวอีกว่า “ถามดีๆ เรื่องดีๆ บ้าง ชอบพาให้ตกต่ำอยู่เรื่อย”
‘ชัชชาติ’แจงไม่มีใครเชิญมา
ที่ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ชี้แจงกรณีไม่ไปต้อนรับนายกฯ ที่เป็นประธานเปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร ว่า ไม่มีใครเชิญมา เราไม่รู้เรื่อง ได้ถาม ปลัดกทม.แล้ว ก็ไม่มี แต่ถ้าเชิญมาต้องไปแน่นอน เพราะเป็นนโยบาย แต่ไม่ทราบเรื่องเลย เมื่อเห็นข่าวก็ตกใจ เราไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่ถ้าเชิญก็ไปเพราะเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในนโยบายการเชื่อมการเดินทางหลายรูปแบบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการไลฟ์เฟซบุ๊กเมื่อเทียบกับนายกฯ แต่ยอดคนดูต่างกัน นายชัชชาติ กล่าวว่า อะไรที่เป็นเรื่องสื่อสารถึงประชาชนเป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องยอดไลก์อย่านำเป็นตัววัดหรือเป็นประเด็น เพราะเราทำหน้าที่ของเรา เราเป็นผู้น้อยส่วนท่านเป็นผู้ใหญ่ ไม่เปรียบเทียบกัน ต่างคนต่างทำงาน ใครทำงานก็ดีทั้งนั้น

แก้จราจร – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เข้าประชุมหารือกับตำรวจจราจร บช.น. เพื่อร่วมกันบริหารจัดการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.02) เขตจตุจักร เมื่อ 8 มิ.ย.
โต้โอเวอร์พีอาร์-มุ่งดึงคนร่วมมือ
นายชัชชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวที่วิจารณ์ประชาสัมพันธ์เกินจริงหรือ โอเวอร์ พีอาร์ว่า ตนไม่ได้โอเวอร์ พีอาร์ แต่อยากให้ประชาชนเห็นว่า กทม.และส่วนราชการทำงานกันอย่างไร พร้อมน้อมรับทุกอย่าง เชื่อว่าเป็นทางเลือกของประชาชน ขณะนี้เลือกตั้งเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องพีอาร์อะไร พีอาร์ไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่อยากให้เห็นการทำงานและให้กำลังใจคนทำงานช่วยกันแก้ปัญหา
สำหรับเหตุผลที่ต้องไลฟ์เฟซบุ๊กตอนทำกิจกรรม เพราะทุกคนจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา และเคารพกฎจราจร ขอขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ บางผลงานไม่ใช่ของเรา เป็นของผู้ว่าฯกทม.คนก่อน หลายอย่างมีมาก่อนแล้ว ดังนั้นอย่าให้มีประเด็น เพราะเราทำด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการสื่อสาร
รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายชัชชาติ จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อ ร่วมงานรับปริญญา ‘แสนดี’นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ บุตรชายวัย 21 ปี ที่จบการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 13 มิ.ย.
โฆษกรัฐแจงไลฟ์สดนายกฯ
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตวิจารณ์เชิงเสียดสีว่า พล.อ. ประยุทธ์ลอกเลียนแบบการไลฟ์สด ภารกิจลงพื้นที่เปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร “SMART PIER SMART CONNECTION” ซึ่งเป็น ช่วงเดียวกับที่นายชัชชาติลงพื้นที่ติดตามปัญหาการจราจร ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ว่า การถ่ายทอดสดดังกล่าวดำเนินการผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นเพจของส่วนราชการคือ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารรัฐบาลและภารกิจ นายกฯ อยู่แล้ว และการถ่ายทอดสดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 มีทั้งการลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชนในประเทศ การประชุมและการเยือนต่างประเทศ การแถลงข่าวในโอกาสต่างๆ จึงไม่ใช่การลอกเลียนแบบ
นอกเหนือจากการถ่ายทอดสดภารกิจ นายกฯ แล้ว เพจไทยคู่ฟ้ายังนำเสนอข่าวสารรัฐบาล มติคณะรัฐมตรี (ครม.) ความรู้ทั่วไป สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการประชาชน ซึ่งสื่อมวลชนและผู้ติดตามเพจจะทราบดีอยู่แล้ว นายกฯ มักจะเชิญชวนให้ครม.ส่งข้อมูลไปประชาสัมพันธ์ทางเพจไทยคู่ฟ้าและ เชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากเพจอยู่บ่อยครั้ง เพราะเนื้อหาทันสมัย เชื่อถือได้และมีประโยชน์
“ส่วนตัวเห็นว่าการสื่อสารประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในการทำงาน ซึ่งนายกฯ มีความตั้งใจสูง อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา ประชาชนอยู่ดีกินดี ส่วนผู้ว่าฯ ชัชชาติเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ย่อมต้องสื่อสารให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของตนเองเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ควรนำมาเปรียบเทียบให้เกิดความขัดแย้ง เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือประชาชน” นายธนกรกล่าว
จวกกลับเลขาฯ เพื่อไทย
นายธนกรกล่าวถึงกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่าเป็นอีแบบอยู่ข้างหลัง นักการเมืองในยุคปัจจุบันต้องโปร่งใส ไม่ต้องเหนียมอาย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยบอกว่าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไหนทั้งสิ้น เพราะไม่สนเกมการเมือง ขอมุ่งเน้นแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เป็นหลัก ไม่อยากให้นายประเสริฐอ่านหรือฟังข่าวแบบลวกๆ แล้วรีบออกมาวิจารณ์ ควรคิด วิเคราะห์ แยกแยะก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ จะได้ไม่ถูกนักการเมืองรุ่นใหม่ ถอนหงอกให้ขายขี้หน้าเปล่าๆ ยืนยันว่าการจะเป็นหัวหน้าพรรคไหนหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนนายกฯ สามารถดำเนินการได้ อยู่แล้ว
“นักการเมืองที่ดีควรมีความเหนียมอาย ในเรื่องที่น่าละอายไว้บ้าง ไม่ใช่ว่างานในสภาไม่ทำ แต่ประกาศอยากเป็นรัฐบาล หรือออกไปร่วมกับม็อบบนท้องถนนทั้งๆ ที่เสียงประชาชนส่วนใหญ่ต่างคัดค้าน และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยกลไกของสภา ยืนยันว่า นายกฯ ลุยแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มที่เสมอมา ไม่เหมือนบางพรรคที่ทำตัวเป็น อีแอบอยู่หลังม็อบเยาวชน แล้วยังกล้าเรียก ตัวเองว่านักประชาธิปไตย ที่สำคัญผมอยากจะร้องไห้ที่ได้ยินนายประเสริฐพูดเรื่องความโปร่งใสกับพล.อ.ประยุทธ์ เพราะคนทั้งประเทศทราบดีถึงความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใสในตัวพล.อ.ประยุทธ์ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยนั้นเต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส จนรัฐมนตรีหลายคนต้องติดคุกใช่หรือไม่” นายธนกรกล่าว
‘บิ๊กป้อม’ตั้ง‘นิโรธ’เป็นโทรโข่ง
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เผยว่า ตนได้รับการมอบหมายจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค เพื่อทำหน้าที่หลักในการปรับการสื่อสารการทำงานของพรรคในด้านต่างๆ และภาพรวมของพรรคออกสู่สาธารณะ
“พล.อ.ประวิตรมีดำริให้ปรับการทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ของพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และผมในฐานะโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคจะเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงรูปแบบการทำงานเชิงรุก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์งานด้านพีอาร์ของพรรค ในวันที่ 9 มิ.ย. เวลา 11.00 น. ที่ทำการพรรค” นายนิโรธกล่าว
‘สุชาติ’ท้าเปิดชื่อบิ๊กรบ.พบแม้ว
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผอ. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีแกนนำ และส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึงบุคคลสำคัญระดับบิ๊กฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐเข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประเทศสิงคโปร์ ว่า หากมีหลักฐานให้พูดมาเลยว่าเป็นใครไปพบ เพราะสามารถเช็กจากหนังสือเดินทางได้ว่ามีใคร หรือคนในรัฐบาล เดินทางไปที่ไหน
เมื่อถามว่ามีข้อสังเกตว่าบิ๊กรัฐบาลไปพบจะถูกเชื่อมโยงถึงเรื่องการเมือง หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่ทราบว่าใครไปพบ สำหรับตนมองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ต้องไปพบ เพราะคนละขั้ว ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าพูดแล้วทำให้จินตนาการหรือปล่อยข่าวให้เป็นประเด็น
ฝ่ายค้านล็อก 6 รมต.ขึ้นเขียง
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่ระหว่างการพิจารณาคัดตัวรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ เนื่องจากแต่ละพรรคที่เสนอ รายชื่อเข้ามา มีจำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายรวมกันแล้วมากกว่า 10 คน ซึ่งมองว่าจำนวนมากเกินไป
พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงได้หารือกัน โดยจะพิจารณาถึงความรุนแรงของข้อหา และความหนาแน่นของข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปราย คาดว่าจะเหลือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย 5-6 คน ซึ่งจะประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย. และต้องให้ได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 10 มิ.ย. เพื่อให้มีเวลาเขียนญัตติและจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานรัฐสภาได้ในวันที่ 15 มิ.ย.
ปัดตอบก้าวไกลกั๊กส่งชื่อ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดอยู่ เนื่องจากมีข้อมูลรัฐมนตรีเพิ่มเข้ามา 1-2 คน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อน ยืนยันว่ากำลังเร่งสรุปเนื้อหาและตัวรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน ก่อนที่จะยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาในวันที่ 15 มิ.ย.
เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ยังไม่ยื่นรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายต่อที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทำให้สรุปรายชื่อรัฐมนตรีที่จะอภิปรายไม่ได้ นายประเสริฐ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ได้แต่หัวเราะเท่านั้น
ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคก้าวไกลได้เตรียมตัวมาเรื่อยๆ ใน เรื่องข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งการอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว และเราต้องทำให้เต็มที่ แต่พลวัตการเมืองตอนนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงร่วมกัน เพราะมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายที่สะวิงโหวตอยู่ ตัวเลขตรงนั้นยังไม่ชัดเจน คณิตศาสตร์การเมืองตอนนี้ ยังตอบอะไรชัดเจนไม่ได้
พท.ตอกทร.มุ่งซื้อUAVของนอก
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี พล.ร.ท.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ประจำฐานบินชายฝั่งของกองทัพเรือ (ทร.) วงเงิน 4,070 ล้านบาท โปร่งใส มีการแข่งขันราคาที่เป็นธรรม ว่า ในเมื่อ ทร.ระบุความต้องการจัดหา UAV ที่สามารถใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายได้ โดยจะซื้อ UAV ติดอาวุธ 3 ลำด้วยเงิน 4,070 ล้านบาท แต่สุดท้ายไปเซ็นสัญญาซื้อ 7 ลำ แต่ไม่ซื้ออาวุธมาด้วย แปลว่าทร.ต้องตั้งงบจัดหาอาวุธมาติดตั้งอีก และหากในอนาคต ทร.ของบซื้ออาวุธมาติดตั้ง แต่ประเทศผู้ขายปฏิเสธ ทร.ช่วยตอบด้วยว่าใครต้องรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นจะซ้ำรอยกับเรือดำน้ำที่ซื้อเครื่องยนต์เยอรมันมาติดตั้งไม่ได้ แต่ไม่เห็นมีใคร ออกมารับผิดชอบ
ส่วนประเด็นที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) มีเอกสารยืนยันว่าไทยมีขีดความสามารถในการผลิต UAV ขนาดกลาง หรือ MALE UAV (Medium Altitude Long Endurance) ตามทีโออาร์เดียวกันกับที่ ทร.ซื้อด้วยราคาที่ถูกกว่าเท่าตัวนั้น การที่ ทร.ชี้แจงว่าได้ตรวจสอบแล้วยังไม่มีบริษัทในประเทศเคยผลิต UAV ตามทีโออาร์ที่ทร.ต้องการนั้น แปลว่าทร.ไม่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ที่เป็น S Curve ตัวที่ 11 ตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ การมุ่งซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่สามารถส่งเสริมและผลิตในประเทศได้ถือว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่อย่างไร จึงขอให้ผู้รับผิดชอบช่วยชี้แจงให้เกิดความกระจ่างด้วย
‘มิ่งขวัญ’ตั้งพรรคโอกาสไทย
ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ แถลงข่าวทิศทางการทำงานการเมือง มีร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง บุตรชาย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม.ร่วมสังเกตการณ์
นายมิ่งขวัญกล่าวว่า หลังจากที่ยื่นลาออกจากส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ดำเนินงานทางการเมืองและเตรียมการเลือกตั้ง โดยช่วงที่เงียบ 2-3 เดือน มีบุคคลในแวดวงการเมือง จากหลายพรรคติดต่อทาบทามมา และได้พูดคุยกับทุกคนทุกพรรคการเมือง ขณะเดียวกันได้ทำงานร่วมกับคนกลุ่มหนึ่งมาระยะหนึ่งในฐานะบุคคลธรรมดาให้เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง จึงขอประกาศตั้งพรรคการเมือง ชื่อ “พรรคโอกาสไทย” ใช้ตัวหนังสือสีเขียวสด สื่อถึงปัจจัยพื้นฐาน คือการเกษตร วางบนพื้นสีชมพู คือความทันสมัยของคนรุ่นใหม่ และคนร่วมสมัย สำหรับอุดมการณ์ทำงานจะเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ขณะนี้ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ทั้งราคาสินค้า น้ำมัน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งมหภาค การหารายได้เข้าประเทศ และส่งออก โดยเน้นลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนไทยอย่างเท่าเทียม และเห็นว่าถ้ามีอำนาจรัฐอยู่ในมือจะช่วยในเรื่องนี้ จึงเชิญชวนทุกคนที่อยากร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน และเวลานี้มีบุคคลที่ตอบรับมาบ้างแต่ยังไม่ขอเปิดเผย ส่วนรายละเอียดของการตั้งพรรค บุคคลที่จะมาร่วมงาน นโยบาย จะทยอยเปิดเป็นระยะ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนตั้งพรรคอย่างเป็นทางการ
นั่งหน.-เป็นแคนดิเดตนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะไปร่วมงานเป็นดรีมทีมกับพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เตรียมขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค นายมิ่งขวัญกล่าวว่า วันนี้เป็น คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าจะตั้งพรรคการเมือง ต่อข้อถามว่าพรรคเศรษฐกิจไทยได้มาเชิญให้ เข้าร่วมงานหรือไม่ นายมิ่งขวัญกล่าวว่า มี ทุกพรรคมาเชิญ เมื่อถามว่าสาเหตุหลักที่ ไม่ไปร่วมงานคืออะไร นายมิ่งขวัญกล่าวว่า เป้าประสงค์ของตน มุ่งทำเรื่องเศรษฐกิจ เป็นหลัก
ต่อข้อถามถึงจุดยืนของพรรคโอกาสไทย นายมิ่งขวัญกล่าวว่า จุดยืนประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ นายมิ่งขวัญกล่าวว่า อย่าถามให้ตนไปทะเลาะกับใครเลย และถามกลับว่านายกฯ จะให้สภาอยู่ถึงเมื่อไหร่ ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ มาจากการเลือกตั้ง จะสนับสนุนหรือไม่ นายมิ่งขวัญไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่าการประกาศตั้งพรรคครั้งนี้จะเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ เองหรือไม่ นายมิ่งขวัญกล่าวว่า แน่นอน คงต้องเป็นอย่างนั้น
‘ลูกอัศวิน’โผล่ฟังจุดยืน
ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง หรือเอิร์ธ อดีตโฆษกกทม. ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มารับฟังประเด็นจุดยืนของพรรคโอกาสไทย และจะรอติดตามนโยบายต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้เวลานานหรือไม่ ก่อนตัดสินใจมาร่วมงานด้วย ร.ต.อ.พงศกรกล่าวว่า นายมิ่งขวัญบอกว่า ประมาณ 2 สัปดาห์จะแถลงนโยบาย ก็จะคุยกันเวลานั้น
ต่อข้อถามว่าตอนนี้พ้นตำแหน่งโฆษก กทม.แล้ว จะลงสมัครส.ส. หรือไม่ ร.ต.อ. พงศกรกล่าวว่า ช่วงเวลา 2 ปีครึ่ง ที่ทำงาน กทม.และในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ประเด็นหลักที่คนพูดถึงคือเรื่องเศรษฐกิจ และเรามีนโยบาย ปิดจ๊อบความจน เพื่อคนกรุงเทพฯ ในช่วงของการหาเสียงที่ยังทำ ไม่จบ วันนี้จึงมาฟังนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งนายมิ่งขวัญ เคยพูดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ส่วนจุดยืนของพรรคมองว่า มีหลายอย่างที่ต้องไปคิดและคุยกับ นายมิ่งขวัญ ก่อน และหากจะลงสมัคร ส.ส.ก็ต้องแยกในส่วนของพ่อที่ประกาศจะไม่ทำการเมืองอะไร และที่มา วันนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อ
เมื่อถามว่าหลายพรรค เช่นพรรคสร้างอนาคตไทย พรรคเศรษฐกิจไทย ชูนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มีตัวเลือกเหล่านี้อยู่ในใจหรือไม่ ร.ต.อ.พงศกรกล่าวว่า ตนติดตามนายมิ่งขวัญมาตั้งแต่ปี 2562 เห็นว่าการพูดหลายเรื่อง เหตุการณ์ในวันนั้นยังไม่สาหัสเท่ากับวันนี้ จึงอยากมาฟังว่านโยบายที่เคยพูดใน ปี 2562 มีอะไรปรับไปบ้าง และจะมีใครมาร่วมงานกับพรรคด้วยหรือไม่ ส่วนพรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้คิดอะไร
วุฒิสภาโชว์ผลงาน-ปธ.ลั่นเป็นกลาง
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดกิจกรรม และเผยแพร่ประชา สัมพันธ์ของวุฒิสภา ในโอกาสวุฒิสภาครบ 3 ปี กล่าวถึงการจัดกิจกรรมโครงการ “เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อบอกถึงอำนาจหน้าที่ และ ผลงานด้านต่างๆ ของวุฒิสภา รวมถึงรับฟังความต้องการ ข้อเสนอแนะของประชาชน
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ส.ว.ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.2562 ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายอย่างต้องชะลอไป แต่เชื่อว่า 2 ปีที่เหลือจะเดินหน้าได้เท่ากับ 3 ปีที่ผ่านมา ขอให้คำมั่น และขอกำลังใจว่าสิ่งที่ทำไปเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำเป็นต้องชี้แจงบางอย่างที่ไม่เหมือนกับวุฒิสภาชุด ก่อนๆ แต่ถ้าผ่านบทเฉพาะกาลไปแล้ว วุฒิสภาจะกลับไปอยู่แบบเดิม ไม่มีการที่วุฒิสภาจะไปเลือกนายกฯ แล้ว

เหลียวหลังแลหน้า – นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา พร้อมรองประธานวุฒิสภา พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร และนายศุภชัย สมเจริญ ร่วมกิจกรรมโครงการ “เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน” ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสที่วุฒิสภาครบรอบ 3 ปี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่รัฐสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตลอด 3 ปี วุฒิสภาต้องทนต่อแรงเสียดทานของเสียงตำหนิในการทำงานมากหรือไม่ นายพรเพชรกล่าวว่า ตนเข้าใจเรื่องเสียงตำหนิ ยกตัวอย่างโครงการวุฒิสภาพบประชาชน มีเสียงตำหนิว่าเข้าไปจุ้นจ้านหรือไม่ เราก็อธิบายจนการดำเนินการโครงการปีที่ 2-3 ไม่มีเสียงตำหนิแล้ว ประชาชนเข้าใจ ไม่ได้มองว่าจะไปหาเสียงหรือจะเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะส.ว.ถูกต้องห้าม 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นส.ว.ไม่ได้อีกแล้ว
ต่อข้อถามว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภามีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจทางการเมืองหลายเรื่อง นายพรเพชรกล่าวว่า ที่เป็นปัญหามีเรื่องเดียวคือบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ สื่อบอกว่าตนเป็นหัวตอรอคำสั่ง ก็ไม่เคยโกรธ ยืนยันว่าไม่มีใครเคยสั่งอะไร แต่การที่ส.ว.จะหารืออะไรกันนั้นเป็นเรื่องทางการเมือง ที่เขาจะพูดคุยกันว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่ประธานวุฒิสภาวางตัวเป็นกลางตลอดมา และเมื่อตนเป็นกลาง องค์กรก็ไปได้ ส่วนความเห็นของสมาชิกเป็นเรื่องส่วนบุคคล ประธานไม่เคยสั่ง ไม่เคยก้าวก่าย
เล็งเปิดอภิปรายครม.โดยไม่ลงมติ
เวลา 13.30 น. มีการจัดสัมมนาในโอกาสครบรอบ 3 ปี วุฒิสภา โดยนายพรเพชร ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน : กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป” ว่า 2 ปี ต่อจากนี้ วุฒิสภายังต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มลดลง ทำให้การทำงานของวุฒิสภาเรื่องการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และปฏิรูป จะได้ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง สมบูรณ์ เพื่อให้วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปประเทศ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย
ดังนั้น วุฒิสภาจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น การขอเปิดอภิปรายทั่วไปของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 เพื่อให้ครม.ได้แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญ เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ปัญหาสำคัญของประเทศตอนนี้คือด้านเศรษฐกิจ และด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่วุฒิสภาโดยตรง คิดว่าการที่วุฒิสภาจะได้เพิ่มบทบาท ในการให้การบริหารราชการแผ่นดินของครม. ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องให้วุฒิสภาได้มีส่วนร่วม และเมื่อเสนอสิ่งใดไปคงได้มีการพัฒนาในส่วนนี้
ส.ว.ตั้งแง่-‘พรเพชร’ชี้นำไม่ได้
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายพรเพชร ระบุถึงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของวุฒิสภา ตามมาตรา 153 ว่า เป็นแนวคิดของสมาชิกที่พูดคุยกันในภาพ กว้างๆ ว่า ส.ว.ควรจะมีบทบาทในการเสนอแนะรัฐบาลบ้าง และเรื่องไหนที่ส.ว.ยังไม่ได้ทำ จึงคิดกันว่าน่าจะมีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อที่จะเสนอแนะให้คำแนะนำรัฐบาล เหมือนเป็นพี่เลี้ยงรัฐบาล ไม่ใช่เป็นลูกน้อง เรื่องการยื่นอภิปรายวันใดนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ส่วนจะอภิปรายวันใดก็อยู่ขึ้นอยู่กับประธานวุฒิสภา
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวว่า ที่ผ่านมาบทบาทของส.ว.ในการกลั่นกรองทำได้มากพอสมควรแล้ว และในเวลา 2 ปีที่เหลือควรทำในเชิงรุกมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังไม่ทำคือ การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของวุฒิสภา ตามมาตรา 153 ซึ่งนายพรเพชรพูดขึ้นมาในการปาฐกถาพิเศษช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีการเปิดอภิปรายหรือไม่มีขึ้นอยู่กับส.ว.เข้าชื่อกัน แต่นายพรเพชรไม่สามารถชี้นำให้เปิดอภิปรายได้ เนื่องจากเป็นประธานวุฒิสภา
ป.ป.ช.เชือด 2 พ่อลูก‘วิลาวัลย์’
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลนายสุนทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กับพวก กรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในเขต จ.ปราจีนบุรี
โดยชี้มูลเจ้าหน้าที่รัฐหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการออกโฉนดที่ดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ซึ่งอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน ได้ชี้มูลนายสุนทร และนางกนกวรรณ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 ฐานสนับสนุนการกระทำความผิด โดยส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดแล้วเพื่อให้พิจารณาส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ส่งศาลฟันซ้ำจริยธรรม‘กนกวรรณ’
นอกจากนี้ ยังมีมติชี้มูลความผิดนาง กนกวรรณ ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากกรณีดังกล่าวด้วย เนื่องจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยในส่วนของโทษฝ่าฝืนจริยธรรมนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนออกจากตำแหน่งด้วย ซึ่งกรณีของ นางกนกวรรณเมื่อส่งไปยังศาลฎีกาแล้ว หากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหรือไม่ ซึ่งคล้ายกับคดีรุกป่าของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2563 ชุดปฏิบัติการศูนย์การประสานการปฏิบัติ (ศปป.) ที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภายใต้การอำนวยการของอธิบดีกรมป่าไม้ ได้รับแจ้งว่ามีการนำรถแบ๊กโฮ 3 คัน เข้าไปขุดปรับพื้นที่บนเนินเขาและใช้รถดันต้นไม้ล้มเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี จากการตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของโฉนดที่ดินมีชื่อของนายสุนทรและบุตรสาว คือ นางกนกวรรณ เป็นผู้ครอบครอง
จากนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ ข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เข้ายึดถือครองป่าเพื่อตนเอง และทำให้เสื่อมสภาพ ก่อนที่ ต่อมาจะส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ต่อ เนื่อง จากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สภารับหลักการพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า
เมื่อเวลา 17.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ …) พ.ศ. … หรือร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า วาระที่หนึ่ง รับหลักการ ที่นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล กับคณะ เป็นผู้เสนอ มีสาระสำคัญคือ เปิดให้รายย่อยสามารถผลิตและจำหน่ายสุรา โดยลดเงื่อนไขการขออนุญาตลงมา แต่ในที่ประชุมสภาก่อนหน้านี้ครม.ขอนำร่างดังกล่าวกลับไปทบทวน แล้วส่งกลับมาให้ที่ประชุมสภาพิจารณาในวันนี้
จากนั้นที่ประชุมเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมติครม.ที่ไม่รับร่างฉบับนี้ และมีส.ส.ฝ่ายรัฐบาลสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า อาทิ นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย เป็นต้น
นายวรพจน์ ด้วงพิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎหมาย กรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า สิ่งที่สมาชิกได้อภิปรายล้วนแล้วแต่เป็นหลักเกณฑ์ในการอนุญาตขอผลิต ไม่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ทั้งสิ้น ขณะนี้กรมได้ปรับปรุงกฎกระทรวง ซึ่งจะยกเลิกทุนจดทะเบียน และทบทวนกำลังการผลิตให้เหมาะสมกับการควบคุม โดยจะใช้เวลาปรับปรุงภายใน 3 เดือน และจะเสนอรัฐมนตรีเพื่อให้บังคับใช้โดยเร็ว
เวลา 20.16 น.ที่ประชุมลงมติรับหลักการด้วยคะแนน 178 เสียง ไม่รับหลักการ 137 เสียง งดออกเสียง 15 เสียง จึงเห็นควรรับหลักการร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 25 คน แบ่งเป็นครม. 5 คน พรรคการเมือง 20 คน แปรญัตติภายใน 7 วัน และปิดการประชุมเวลา 20.34 น.
ฝนถล่มทำเนียบ-รถนร.พังยับ
เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 8 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาโครงการ “ลมหายใจเพื่อน้อง” ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มอบเงิน 151 ล้านบาทให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2565 และได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การจัดกิจกรรม Virtual Run ของ ปตท. เพื่อเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนเข้าร่วมสานต่อลมหายใจเพื่อน้อง สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคการศึกษาของประเทศ นับเป็นแบบอย่างที่ดี ในการดำเนินโครงการเพื่อสังคม ให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ทำให้นักเรียนที่ประสบปัญหาสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยและ ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น Better Thailand อย่ายั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายกฯ เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ลมแรง ป้ายเหล็กบอกเส้นทางจราจรภายใน และกรวย ล้มระเนระนาด จนเจ้าหน้าที่ต้องระดมกางร่มขนาดใหญ่ รับนายกฯ ระหว่างนั้นต้นไม้ใหญ่บริเวณริมรั้วข้างตึกบัญชาการ หักลงมาทับรถตู้ ทะเบียน นค 5815 ปทุมธานี ที่นำนักเรียนจากโรงเรียนสามโคก มารับทุนการศึกษาจากนายกฯ จนเกิดความเสียหาย และยังมีรถเก๋ง สีขาวฮอนด้า อีก 1 คัน ที่จอดอยู่ข้างกันได้รับความเสียหายด้วย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับ บาดเจ็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับกรุงเทพมหานครเพื่อนำกิ่งไม้ออกไป