ศธ.ยันในรร.ยังจำเป็นรวมทั้งบนรถไฟฟ้าด้วยราชกิจจาฯออกประกาศเตือนกลุ่มเสี่ยงระวังพันธุ์ย่อยป่วยพุ่ง181

ราชกิจจาฯ ออกประกาศแล้ว ไม่บังคับใส่หน้ากากในที่โล่ง หลังโควิดเริ่มคลี่คลายให้ถอดแมสก์ได้ตามความสมัครใจ แต่ผู้ติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยง 608 อยู่ในพื้นที่แออัด รวมกลุ่มกันเยอะ พื้นที่อากาศระบายถ่ายเทไม่ดียังต้องใส่หน้ากาก ‘บิ๊กตู่’ ยันคิดรอบคอบแล้ว รมว.ศึกษาธิการให้ทุกโรงเรียนต้องใส่หน้ากากเวลาอยู่ในห้องเรียน ศูนย์จีโนมฯ เผยไทยป่วยโอมิครอนสายพันธุ์ BA.4-BA.5 พุ่ง 181 ราย โดยสายพันธุ์ BA.5 ยอดป่วยเพิ่มขึ้น ชี้อาจทำให้ปอดอักเสบมากขึ้น เนื่องจากตำแหน่งกลายพันธุ์เหมือนเดลตา แต่ยังไม่ชัดเจน มีความรุนแรง คาดเป็นพันธุ์หลักต่อไป

ป่วยเกิน 2 พัน 3 วันติด-ดับ 16
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 2,313 ราย เป็นวันที่ 3 ติดเชื้อสะสม 4,509,541 ราย หายป่วยเพิ่ม 1,489 ราย หายป่วยสะสม 4,456,524 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 16 ราย สะสม 30,559 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 22,458 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 12,169 ราย และอยู่ในร.พ. 10,289 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 602 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 284 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 9.1% ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ ส่วนผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 4 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 16 ราย มาจาก 14 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี 3 ราย, กทม. สมุทรปราการ นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ลำปาง สิงห์บุรี สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ตราด และปราจีนบุรี จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภาคใต้ ภาพรวมผู้เสียชีวิตเป็นชาย 12 ราย หญิง 4 ราย อายุ 46 – 98 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัว รวม 88%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 23 มิ.ย.65 ฉีดได้ 60,810 โดส สะสม 139,354,423 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 56,934,794 โดส คิดเป็น 81.9% เข็มสอง 53,073,219 โดส คิดเป็น 76.3% และเข็มสามขึ้นไป 29,346,410 โดส คิดเป็น 42.2% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 5,850,898 โดส คิดเป็น 46.1% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เข็มแรกฉีดได้ 3,138,638 โดส คิดเป็น 60.9% และเข็มสอง 1,984,324 โดส คิดเป็น 38.5%

กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ว่า กรุงเทพฯ มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด 1,588 ราย และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดมี 17 จังหวัด ได้แก่ ตาก นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก ภูเก็ต ยะลา ลำปาง สตูล สมุทรสงคราม อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน

ให้สวมแมสก์ตามความสมัครใจ
ด้านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 46 ระบุว่า ตามที่สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ปัจจุบันคลี่คลาย และมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น จากการดําเนินมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเข้มข้นและ ต่อเนื่อง ส่งผลให้จํานวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวลดลงเป็นลําดับ จนสามารถผ่อนปรนบรรดามาตรการและข้อจํากัดต่างๆ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถดํารงชีวิตและดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมได้ใกล้เคียงกับปกติ รวมถึงการผ่อนคลาย ข้อจํากัดเรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทาง ระหว่างประเทศจากเดิมที่เคยกําหนดเป็นมาตรการสกัดกั้นเชื้อโรคอย่างเร่งด่วน โดยปรับ ให้สอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศ ของรัฐบาล เพื่อรับผู้เดินทางจากทั่วโลก การดําเนินการตามแผนและมาตรการจัดการด้านสาธารณสุขทั้งหลายนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่ระยะ Post-Pandemic ที่จะประกาศให้เป็นโรคติดต่อทั่วไป

ในการนี้ รัฐบาลโดยข้อเสนอของฝ่ายสาธารณสุข จึงเห็นสมควรพิจารณาปรับลดระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร ผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันโรคให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการคงดำเนินมาตรการที่จำเป็นสำหรับป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโรคต่อไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อควบคุมการระบาดของโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยในข้อ 3 ของข้อกำหนดดังกล่าว ได้ระบุถึงการผ่อนคลายข้อปฏิบัติในการ สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนสามารถดําเนินชีวิต ได้ใกล้เคียงกับสภาวะปกติยิ่งขึ้น จึงสมควรผ่อนคลายข้อจํากัดในเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า โดยยกเลิกความในข้อ 1 แห่งข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 19 มิ.ย.2564

การสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าให้เป็นการปฏิบัติโดยความสมัครใจ โดยขอให้ประชาชนพิจารณาประโยชน์ตามข้อมูล ที่ฝ่ายสาธารณสุขรายงานว่า การสวมหน้ากากอย่างถูกวิธีเป็นประโยชน์ด้านสุขอนามัย ในการป้องกันการแพร่เชื้อและการรับเชื้อ ทั้งเชื้อโรคโควิดและโรคติดเชื้อ ทางระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รวมทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จึงมีข้อแนะนําให้ประชาชนทั่วไปสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสถานที่หรือในพื้นที่แออัด มีการรวมกลุ่มคนจํานวนมาก ไม่สามารถ เว้นระยะห่างได้ หรืออากาศระบายถ่ายเทไม่ดี เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ หรือรับเชื้อ

กลุ่มเสี่ยงยังต้องสวมหน้ากาก
กรณีเป็นผู้เข้าข่ายเสี่ยงที่เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จะมีอาการรุนแรงหรือความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต (กลุ่ม 608) หรือผู้ที่มีโรคประจําตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจควรสวมหน้ากาก อนามัยอย่างถูกวิธีตลอดเวลาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ และกรณีเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจากเชื้อโควิด-19 จําเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีตลอดเวลาเมื่อ อยู่ร่วมกับบุคคลอื่นเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่โรค

ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งชี้แจงประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้ประชาชนทุกภาคส่วนทราบถึงแนวการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรการสังคม ชุมชน และองค์กร เปลี่ยนผ่านสู่ระยะ Post-Pandemic เฝ้าระวังและกํากับติดตาม สถานการณ์ รวมทั้ง จัดทําแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 23 มิ.ย. 2565

‘บิ๊กตู่’ยันคิดรอบคอบแล้ว
วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม อารมณ์เสีย หลังสื่อถามกรณีราชกิจจานุเบกษาประกาศการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ที่ไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัย โดยกล่าวว่า แล้วอย่างไร อ่านกันหรือยังว่าทุกอย่างเขียนไว้อย่างไร อยากให้สื่อไปทำความเข้าใจกันก่อนแล้วค่อยมาถามตน ว่าออกมาเพื่อความมุ่งหมายอะไร และอะไรคือสาระสำคัญ แล้วค่อยมาถามตนต่อ แล้วมาตรการที่ว่ามีปัญหาอย่างไร ออกมาเพื่อใคร ตนเชื่อว่ารอบคอบแล้วถึงได้ประกาศออกมา เพราะเป็นเรื่องของความเดือดร้อนและความจำเป็น อย่าให้มีปัญหาทุกเรื่อง

‘บีทีเอส’ย้ำผู้โดยสารต้องใส่แมสก์
ด้านบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ระบุว่า เนื่องจากมีการประกาศการผ่อนคลายการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารส่วนรวม รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงกำหนดให้มีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาการใช้บริการ

พบสายพันธุ์ BA.5 เพิ่มขึ้น
ที่โรงแรมริชมอนด์ แกรนด์ จ.นนทบุรี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์ โควิด-19 และการกลายพันธุ์ว่า หลังโควิด-19 ระบาดมา 2 ปีกว่า เรามีสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) เหลือสายพันธุ์เดียว คือโอมิครอน ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกเกือบ 100% สายพันธุ์อื่นหายไปเกือบหมดแล้ว โดยโอมิครอน ยังไม่มีการแตกลูกที่เปลี่ยนแปลงเป็นตัวใหม่ แต่มีการกลายพันธุ์ของลูกหลานเป็น BA. ต่างๆ ซึ่งองค์การอนามัยโลกมีข้อมูลมากขึ้นก็เห็นว่าบางตัวน่าจะจัดชั้นว่าต้องจับตาดู (LUM) ซึ่งขณะนี้มี 6 ตัว ที่เป็น VOC-LUM ได้แก่ BA.4, BA.5, BA.2.12.1, BA.2.9.1, BA.2.11 และ BA.2.13

ทั้งนี้ การกลายพันธุ์ที่เหมือนกันของ BA.4 และ BA.5 คือตำแหน่ง L452R คล้ายกับ สายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีการวิจัยว่าการกลายพันธุ์ตรงนี้ทำให้เซลล์ปอดเชื่อมกัน ทำให้เกิดปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น ทำให้เป็นที่วิตกกังวลว่า โอมิครอนนั้นแพร่เร็ว และหากรุนแรงพอๆ กับเดลตาจะเกิดปัญหาขึ้น แต่ข้อมูลนี้ยังเป็น การทดลองในห้องแล็บและการสันนิษฐานจากตำแหน่งทางพันธุกรรม (Genetic) จึงต้องรอเวลาติดตามดูต่อไป

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ขณะนี้ข้อมูลที่ทุกประเทศช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมแล้วส่งเข้ามาในฐานข้อมูลโลก GISAID ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายพบว่า BA.5 มีทั้งหมด 31,577 ตัวอย่าง ใน 62 ประเทศ น่าจับตาใกล้ชิดมากกว่า เพราะมีการเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 25% ส่วน BA.4 พบ 14,655 ตัวอย่าง แนวโน้มลดลงจาก 16% ลดเหลือ 9% ขณะที่ BA.2.12.1 ก็ลดลงเช่นกันจาก 31% เหลือ 17% เป็นธรรมชาติของสายพันธุ์ที่แพร่เร็วกว่าจะเบียดตัวที่แพร่ช้ากว่า ซึ่งอีกไม่นาน BA.5 น่าจะเป็นสายพันธุ์หลักของการระบาดทั่วโลก รวมถึงไทย

ไทยป่วย BA.4/BA.5 แล้ว 181
นพ.ศุภกิจกล่าวด้วยว่า ส่วนการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เราตรวจ แบบเร็ว ซึ่งจะยังแยก BA.4 และ BA.5 ไม่ได้ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 18-22 มิ.ย. ตรวจ 400 กว่าราย พบ BA.4/BA.5 181 ราย โดยกลุ่ม ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศพบสัดส่วนเป็น BA.4/BA.5 มากกว่า 72% ส่วนการตรวจ ในประเทศสัดส่วน BA.4/BA.5 พบประมาณ 40% สำหรับการตรวจโดยถอดรหัสพันธุกรรม ทั้งตัวและส่งข้อมูลไป GISAID แล้ว พบว่า BA.4 และ BA.5 รวม 81 ตัวอย่าง แบ่งเป็น BA.4 จำนวน 32 ตัวอย่าง และ BA.5 จำนวน 49 ตัวอย่าง ถามว่าไทยเรามีเท่าไร น่าจะมีประมาณ 200 กว่าตัวอย่าง เพราะการ ถอดรหัสพันธุกรรมส่วนหนึ่งดึงมาจาก การตรวจแบบเร็ว จึงมีความทับซ้อนกัน อยู่จำนวนหนึ่ง

“ในประเทศไทยถือว่า BA.4 และ BA.5 มีสัดส่วนมากขึ้น แต่ที่สัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นไปเกือบ 50% จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่พบไม่มาก เนื่องจากตัวอย่างเพิ่งส่งมาให้ตรวจ ยังต้องดูอีก 2-3 สัปดาห์ต่อเนื่องว่าแนวโน้มที่จะเกิดในบ้านเราเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะเฝ้าระวังในคนอาการหนักเป็นพิเศษ เพราะโจทย์เราคือรุนแรงขึ้นหรือไม่ โดยจะร่วมมือกรมการแพทย์ ร.พ.ใหญ่ๆ ในภูมิภาคว่า คนที่ใส่ท่อช่วยหายใจ มี BA.4 BA.5 เพิ่มมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีคนไข้หนักขอให้ส่งตัวอย่างมาตรวจสายพันธุ์ด้วย” นพ.ศุภกิจกล่าว

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ทุกครั้งที่กลายพันธุ์ จะมีคำถามว่าแพร่เร็วขึ้นหรือไม่ หลบภูมิคุ้มกัน หรือไม่ และรุนแรงทำให้อาการหนัก เสียชีวิตมากขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ย้ำว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ข้อมูลในปัจจุบันพบชัดเจนว่ามีการแพร่เร็ว แต่เป็นการรายงานของแล็บ ซึ่งเมื่อเทียบกับ BA.2 พบว่า BA.4 และ BA.5 มีความเร็วกว่า แอนติบอดีที่จะทำลายฤทธิ์ของเชื้อใช้ได้ น้อยลง คือ สู้แอนติบอดีได้ดีกว่า และยารักษาสำหรับบางรายที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอ ก็ตอบสนองน้อยลง แต่สรุปว่ารุนแรงหรือไม่ ต้องรอข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม เพราะยังเป็นข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีสำนักไหนฟันธงว่ารุนแรง ขึ้นจริง

“ข้อมูลจากประเทศอังกฤษพบว่า BA.4 และ BA.5 เมื่อเทียบกับ BA.2 ก่อนหน้านี้ บางประเทศพบว่าแพร่เร็วกว่าจริง คือ อังกฤษเร็วมากกว่า 1.4-1.5 เท่า สหรัฐอเมริกา เร็วกว่า เกือบ 1.5 เท่า แอฟริกาใต้เร็วกว่า 1 เท่าเศษ ส่วน ฝรั่งเศสและเยอรมนีแพร่เร็วไม่ต่างจาก BA.2 ส่วนเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก โปรตุเกส แพร่เร็วต่ำกว่า BA.2 ซึ่งยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร จึงยังต้องจับตาดูต่อไป” นพ.ศุภกิจกล่าว

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า คนที่เคยติดเชื้อโอมิครอน BA.1 BA.2 มาก่อนสามารถติดเชื้อ BA.4 BA.5 ซ้ำได้ โดยคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะพบว่า เมื่อมาติด BA.5 ภูมิคุ้มกันที่จะสู้กับเชื้อลดลงไปมาก 6-7 เท่า ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีน ภูมิคุ้มกันที่จะสู้กับเชื้อลด 1-2 เท่า ดังนั้น ถ้าฉีดวัคซีนและภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงมากพอจะสู้ได้มากกว่าคนไม่ฉีดวัคซีน การรับวัคซีนเข็มกระตุ้นยังจำเป็น เพราะช่วยให้มีภูมิคุ้มกัน มากพอ ช่วยลดความรุนแรงและอาการต่างๆ

เผยทำให้ปอดอักเสบง่ายขึ้น
ด้านนพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ข้อมูลการ กลายพันธุ์ของ BA.4 และ BA.5 ในตำแหน่ง L452R ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบง่ายขึ้น เป็นผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการ ข้อมูลทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอ และปัจจุบัน WHO ก็สรุปว่า BA.4 และ BA.5 ความรุนแรงไม่ได้มากกว่า BA.1 หรือ BA.2 ซึ่งทราบกันดีว่า BA.1 และ BA.2 อ่อนกว่าเดลตาเยอะ

เมื่อถามว่ามีการคาดหรือไม่ว่า BA.4 BA.5 จะทำให้เกิดการระบาดอีกระลอกของประเทศไทย นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ เพราะวันนี้หลายประเทศในโลกทำคล้ายกันหมด คือตรวจลดลง ตัวเลขจริงโอมิครอนวันนี้ทำให้ติดเชื้อป่วยเท่าไร ตัวเลขรายงานทุกวันนี้ น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก ก็เหมือนโรคทั่วไปที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีอาการรุนแรง ผิดปกติเห็นได้ชัด จะมากหรือน้อยอาจไม่ได้กังวลมากนักในปัจจุบัน แต่ถ้ามาเร็วพร้อมความ รุนแรง เช่น ผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ก็ต้องมี มาตรการบางอย่าง ซึ่งเรามีการเฝ้าระวังติดตาม

‘สาธิต’แจงถอดแมสก์สมัครใจ
นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้สวมหน้ากาก อนามัยตามความสมัครใจ ว่า กรมอนามัยออกคำแนะนำให้ความรู้ประชาชนถึงพื้นที่หรือสถานที่ที่สามารถเปิดหน้ากากได้ตามสมัครใจ โดยเน้นย้ำว่ายังต้องเว้นระยะห่างจากผู้อื่น และยังแนะนำให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อโควิดช่วงนี้อาจจะไม่มาก แต่พบว่าเริ่มสูงขึ้น เนื่องจากอาจมีการผ่อนคลายกิจกรรม เช่น สถานบันเทิง ฉะนั้นอยากให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่า ขอให้ทุกคน เคร่งครัดตามคำแนะนำของกรมอนามัยทั้งในส่วนที่ถอดหน้ากากได้ หรือคำแนะนำในส่วนที่ยังควรต้องใส่อยู่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ แม้การติดเชื้อจะอาการไม่รุนแรง แต่อย่าลืมว่าบางส่วนอาจเป็นลองโควิดที่เรื้อรังด้วย การไม่ติดเชื้อจึงดีที่สุด

“ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการถอดหน้ากากอนามัย ด้วยความสมัครใจในสถานที่ต่างๆ ตามคำแนะนำ และควรใส่หน้ากากในสถานที่มีความเสี่ยง เป็นเรื่องที่ควรตระหนักให้ดี” นายสาธิตกล่าวและว่า ส่วนโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 BA.5 ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ติดตามข้อมูลอยู่ แต่ยังไม่มีรายงาน ที่ชัดเจนว่ามีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น เราจะต้องติดตามตัวเลขผู้ติดเชื้อรวมถึงอาการของผู้ป่วยว่ามีความรุนแรงขึ้นหรือไม่ต่อไป

ร้านอาหารยังต้องเข้มงวด
เมื่อถามว่ายังคงต้องเข้มงวดเรื่องใส่หน้ากาก ในกลุ่มผู้สัมผัสอาหารและร้านอาหารหรือไม่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยกำหนดสถานที่และกิจกรรมว่า พนักงานและผู้บริการที่ต้องใกล้ชิดผู้คน ให้สวมหน้ากากตลอดเวลาที่ให้บริการ ถ้าไม่ให้บริการอาจไม่ต้องสวม งานที่ไม่ต้องสัมผัสใกล้ชิดผู้มารับบริการ ก็อาจไม่ต้องสวม ทั้งนี้ กลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น สำหรับประชาชนทั่วไป หากเป็นสถานที่ภายนอกอาคาร ที่โล่งแจ้ง ถอดหน้ากากได้ แต่ยังควรสวมหน้ากาก เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น โดยไม่สามารถเว้นระยะห่าง มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศไม่ดี เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬา หรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม

“กรณีอยู่ภายในอาคารให้สวมหน้ากาก สามารถถอดได้ในกรณีที่อยู่คนเดียว หากอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่พำนักเดียวกัน ต้องสามารถเว้นระยะห่างได้ ไม่รวมกลุ่มแออัด ให้อยู่ในที่ระบายอากาศได้ดี และกรณีมีกิจกรรมที่จำเป็น ต้องถอดหน้ากาก เช่น รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย บริการบริเวณใบหน้า ศิลปะการแสดง เป็นต้น โดยให้ ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เมื่อกิจกรรมนั้นเสร็จสิ้น ควรสวมหน้ากากทันที”

สำหรับสถานที่ประกอบกิจการหรือกิจกรรม กำหนดเงื่อนไข ดังนี้ 1.ผู้ให้บริการ ขอให้สวมหน้ากากตลอดเวลาขณะให้บริการ โดยได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์และเข็มกระตุ้น ให้ตรวจเอทีเคเมื่อมีอาการหรือมีความเสี่ยง ส่วนผู้ติดเชื้อ ให้งดมาปฏิบัติงาน และผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงไปทำงานได้ แต่ให้แยกพื้นที่กับผู้อื่น 2.สถานที่ให้ปฏิบัติตามหลักของสุขาภิบาล และอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจัดให้มีอุปกรณ์และสถานที่ล้างมืออย่างเพียงพอ มีการทำความสะอาด มีการจัดการของเสีย ส้วมและสิ่งปฏิกูลเป็นไปตามมาตรฐาน พื้นที่สัมผัส/อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน ให้ทำความสะอาด อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง จัดให้มีการระบายอากาศ และกำหนดความจุคนในอาคาร ให้เป็นไปตาม ที่กฎหมายกำหนด

แห่ใช้‘หมอพร้อมแชทบอท’ 4.7 ล.
นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงผลการให้บริการข้อมูลประชาชนของ “หมอพร้อมแชทบอท” ว่า สธ. ร่วมกับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พัฒนา “หมอพร้อม แชทบอท” เป็นช่องทางให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ข้อมูลการตรวจโควิด ข้อมูลการดูแลตนเองเมื่อติดเชื้อ แบบประเมินความเสี่ยงสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด ข้อมูลการใช้งานเอกสารรับรอง EU Digital COVID Certificate (EU DCC) สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ การให้บริการและการใช้งานระบบหมอพร้อม เปิดให้บริการผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่หมอพร้อม LINE OA, หมอพร้อมแอพพลิเคชั่น และเพจเฟซบุ๊กหมอพร้อมของสธ.

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า หมอพร้อมแชท บอทเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.2565 ถึงปัจจุบัน มีการสนทนาแล้ว 13.6 ล้านข้อความ เฉลี่ย 93,000 ข้อความต่อวัน โดยมีผู้ใช้งานฟังก์ชันหมอพร้อมแชทบอทแล้ว 4.7 ล้านคน ประเด็นที่ถูกถามและให้ความสนใจมากที่สุด คือข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด ใบรับรองการฉีดวัคซีน การประเมินความเสี่ยงสำหรับผู้ติดเชื้อ และข้อมูลคำแนะนำสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด โดยใช้ช่องทาง LINE OA มากที่สุด 76%

“จากผลการให้บริการของหมอพร้อม แชทบอท ถือว่าได้รับความสนใจจากประชาชน อย่างมาก ในการช่วยเหลือตอบข้อสงสัย หรือให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับโควิด ในเรื่องต่างๆ และมีความแม่นยำสูงในการ ให้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการมากถึง 90% โดยกระทรวงสาธารณสุขจะพัฒนาระบบหมอพร้อมแชทบอทให้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้นต่อไป เพื่อรองรับการเป็น Digital Health Platform ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นพ.โสภณกล่าว

‘ตรีนุช’ย้ำต้องใส่แมสก์ในห้องเรียน
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศผ่อนคลายโดยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าให้เป็นการปฏิบัติโดยความสมัครใจนั้นว่า ขอให้สถานศึกษายังยึดแนวปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างไรก็ตาม จัดการเรียนการสอนในสถานที่ปิด เช่น ห้องเรียน สถานที่คับแคบ เป็นต้น จำเป็น จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แต่หาก มีการจัดกิจกรรมในสถานที่โล่ง สามารถ ผ่อนปรนการสวมหน้ากากได้ ศธ.เป็นห่วงเด็กเล็กอย่างมาก ดังนั้น จะต้องลดความเสี่ยง ในการติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด

พิษณุโลกยังต้องการใส่แมสก์
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสวมใส่หน้ากากอนามัยของชาวจ.พิษณุโลก พบว่าส่วนใหญ่ยังคงสวมใส่เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นตามท้องถนน หรือสถานที่สาธารณะ

โดยบรรยากาศตามวัด ตามสถานที่สาธารณะ ชาวพิษณุโลกยังคงสวมหน้ากากเป็นปกติ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากหลายคนยังคิดว่าหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ ในการป้องกันโควิดได้ดี

ขอนแก่นก็ยังใส่แมสก์
เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวขอนแก่นส่วนใหญ่ยังคงสวมใส่หน้ากากอนามัย ตรวจวัดอุณหภูมิและใช้แอลกอฮอล์ล้างมือกันอย่างเข้มงวดเช่นเดิม มีจำนวนน้อยมาก ที่ไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยในพื้นที่โล่งกว้าง

น.ส.วัลยา ภูงาม อายุ 35 ปี ชาวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า แม้จะเป็นวันแรกที่รัฐบาลประกาศไม่บังคับเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัย แต่โดยส่วนตัวแล้วเพื่อความปลอดภัยยังคง ขอสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างนี้ต่อไป ทั้งใน พื้นที่โล่ง พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ปิด เนื่องจาก ยังคงเน้นหนักเรื่องของการรักษาสุขภาพ และปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

ด้านนพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผอ.ศูนย์อนามัย ที่ 7 กล่าวว่า ยังคงย้ำเตือนให้ประชาชน ทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและปฏิบัติตนในการป้องกันตัวจากสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเข้ารับบริการการฉีดวัคซีน เข็มกระตุ้นเข็ม 3 และ เข็ม 4 ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านที่ทั้งหมดจะต้องดำเนินการกันอย่างเข้มงวดและจริงจัง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน