จนท.เฝ้าจุดเสี่ยงเจ้าพระยาจ่อล้น

กทม.เตรียมพร้อม 24 ช.ม. รับสถานการณ์เจ้าพระยาล้นตลิ่ง ส่งจนท.เฝ้าระวังจุดเสี่ยง หลังปภ.เตือนตั้งแต่ 27 ส.ค. กรุงเทพฯ กับอีก 5 จังหวัด ลพบุรี-สระบุรี-พระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี-นนทบุรี ได้รับผลกระทบจากเขื่อนป่าสักฯ เพิ่มระบายน้ำ ฝนถล่มกรุงนับชั่วโมง ส่งผลให้การจราจรบนถนนสายหลักติดขัดทันที ทั้งย่านสุขุมวิท พญาไท ฝั่งธนบุรี บรมราชชนนี ขาเข้า รถติดยาวเหยียด พุทธมณฑลสาย 5 น้ำในคลองทะลักท่วมสูง 30 ซ.ม. ต้องปิดทางกลับรถใต้สะพาน ‘วังตะไคร้-นางรอง’ เมืองนครนายก ระทึกอีก น้ำป่าบ่าซ้ำกลางดึก ท่วมบ้านริมตลิ่งซ้ำ ชาวบ้านไม่กล้านอน หวั่นน้ำป่าซัดซ้ำรอบสามแล้วจะหนีไม่ทัน ร.พ.สำโรงถูกฝนถล่มเต็นท์ปลิวพัง เสาไฟหักไฟดับ ต้องใช้ไฟสำรองดูแลผู้ป่วย

‘หมาอ๊อน’อ่อนลงคลุมลาว-พม่า
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า พายุดีเปรสชัน “หมาอ๊อน” ได้อ่อน กำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศลาวตอนบนแล้ว และมีแนวโน้ม จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเมียนมาตอนบนในระยะต่อไป

ด้านกรมชลประทาน ได้ประเมินปริมาณน้ำที่จะเกิดจากพายุฝน ตามคาดการณ์ของ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) จะมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระหว่างวันที่ 24-30 ส.ค. รวม 133.26 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ปริมาตรน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะมีจำนวน 355 ล้านลบ.ม. สูงกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ และเพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการรองรับน้ำเหนือในช่วงถัดไป กรมชล ประทานจะเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากอัตราวันละ 34.56 ล้านลบ.ม. เป็น 43.20 ล้านลบ.ม. หรือประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที

โดยจะทยอยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. เมื่อน้ำจำนวนนี้ไหลลงไปรวมกับปริมาณน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว จะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ในอัตราไม่เกิน 600 ล้านลบ.ม.ต่อวินาที

นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผวจ.สระบุรี ได้แจ้งเตือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ห้างร้าน ที่ประกอบกิจการในแม่น้ำป่าสัก งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร และกระชังปลา รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ขอให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด แม้น้ำ จะยังไม่ล้นตลิ่ง เพราะจากนี้จะมีปริมาณมวลน้ำ จำนวนมาก

กทม.จัดแผนรับน้ำเขื่อนบ่า
ที่ศาลาว่าการกทม. นายสมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ ผอ.สำนักการระบายน้ำ (สนน.) กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากการที่ ปภ. ได้เตือนกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดเฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่ง ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.นั้น สนน.ได้ประชุม ร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกสัปดาห์ โดยประมวล วิเคราะห์ และคาดการณ์สถานการณ์น้ำ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ซึ่งในส่วนของกทม.ได้เตรียมแผนรองรับจากการระบายน้ำเพิ่มขึ้นของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตามที่ ปภ.แจ้งเตือน โดยติดตามสถานการณ์น้ำเหนือหลาก การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่รอยต่อในการเร่งระบายน้ำไปออกอ่าวไทย ร่วมกับกรมชลประทาน ติดตามน้ำทะเลหนุนสูงจากกรมอุทกศาสตร์ จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำชนิดเคลื่อนที่ สำรองกรณีฉุกเฉิน ส่วนพื้นที่ชั้นใน กทม.ได้ลดและเร่งระบายน้ำในคลองสายหลักต่างๆ ไปลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยเร็วและให้อยู่ในระดับต่ำสุดตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ขณะเดียวกันได้เรียงกระสอบทรายในบริเวณ ที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวรและแนวป้องกัน ที่มีระดับต่ำ สำรวจตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำ ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำและบ่อสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำทะเลขึ้น จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบแนวป้องกันน้ำท่วมและแนวกระสอบทราย พร้อมวัสดุอุปกรณ์ และกระสอบทราย เพื่อแก้ไขจุด ที่คาดว่าอาจจะมีปัญหาน้ำรั่วซึมเข้ามาในพื้นที่ชั้นในอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัย อยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงบริษัท ห้างร้านที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยาให้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่าง ต่อเนื่อง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และบริษัท ห้างร้าน ที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยาติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงช่องทางการแจ้งเหตุเดือดร้อนและขอรับความช่วยเหลือจาก กทม.ได้ที่ http://dds.bangkok.go.th/www.prbangkok. comFacebook:@BKK.BEST สำนักงานประชาสัมพันธ์ Twitter:@BKK_BEST สำนักงานประชาสัมพันธ์ รวมถึงแจ้งจุดที่มีปัญหาน้ำท่วมบนถนนสายหลัก และแจ้งเหตุน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ผ่านสายด่วน กทม.1555 หรือศูนย์ควบคุมระบบป้องกัน น้ำท่วม โทร.0-2248- 5115 หรือแจ้งผ่านระบบ Traffy Fondue มายังสำนักการระบายน้ำ

ป้องตลิ่ง-เจ้าพระยาเอ่อ
ด้านนายธีรยุทธ ภูมิภักดิ์ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สภป.) กทม. กล่าวว่า สปภ.ได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย ยานพาหนะ อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการดับเพลิงและกู้ภัย ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาภัยจากอุทกภัยเพื่อรองรับสถานการณ์จากการระบายน้ำ ในเขื่อนและมวลน้ำที่จะไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.นี้เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันได้จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เข้าประจำจุดเสี่ยง และเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับสูง เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ประชาชนที่ประสบเหตุน้ำท่วม หรือเหตุสาธารณภัยสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 199 หรือ 1555 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่ สถานีวิทยุข่าวจราจรและความปลอดภัย (สวพ.91) รายงานสถานการณ์รถติด หลายเส้นทาง ในกรุงเทพมหานคร หลังจากที่มีฝนเทลงมาอย่างหนัก อาทิ สาทรใต้ สะพานตากสิน ถนนกรุงธนบุรี ออกไปราชพฤกษ์ หัวแถวติดไปตลาดสวนเลียบ, ทางด่วนมอเตอร์เวย์พระราม 9, หน้า ร.พ. พญาไท 1 ถนนศรีอยุธยา ทางขึ้นจตุรทิศ, วงแหวนกาญจนา-บางใหญ่ และถ.พญาไท จากอนุสาวรีย์ชัยฯ มุ่งหน้า แยกพญาไท, ถนนพระราม 1 จากราชประสงค์ ไปสี่แยกปทุมวัน จราจรติดสะสมต่อเนื่อง ถ.เพลินจิต นานา อโศก และถนนสุขุมวิท

ส่วนที่วงแหวนกาญจนาภิเษก ขาออก ไปบางบัวทอง มีปัญหารถเคลื่อนที่ได้ช้า จนเกิดท้ายสะสมเฉพาะแนววงแหวน ท้ายแถว อยู่แยกถนนตัดใหม่พรานนก-วงแหวนฯ ขณะที่ถนนบรมราชชนนี ขาเข้า รถติดต่อเนื่อง ถึงพุทธมณฑลสาย 5 มีน้ำในคลองทะลักท่วมสูง 30 ซ.ม. ที่ทางกลับรถ คลองบางคูเวียง ถนนวงแหวนกาญจนาฯ ขาออก ต้องปิดทาง และให้รถไปกลับที่คลองบางราวนก ถนนนครอินทร์แทน

ฤทธิ์พายุ – เสาไฟฟ้าบริเวณร.พ.สำโรงการแพทย์ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หักโค่นล้มระเนระนาดหลายต้น เต็นท์คัดกรองโควิดถูกลมหอบปลิวพังยับเยิน หลังเกิดพายุฝนกระโชกรุนแรง เมื่อเย็นวันที่ 26 ส.ค.

พายุถล่มร.พ.สำโรง
ส่วนที่จ.สมุทรปราการ วันดียวกัน ได้เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนักและมีลมกระโชกแรง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อ.เมือง ทำให้เต็นท์คัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้า ร.พ.สำโรงการแพทย์ ต.สำโรงเหนือ ถูกแรงลมพัดปลิวข้าวของในเต็นท์พังเสียหายก่อนลมจะพัดเต็นท์ไปถูกสายไฟฟ้าทำให้ เสาไฟฟ้าหน้าโรงพยาบาลหักเสียหายจำนวน 4 ต้น โดยขณะเกิดเหตุไม่มีใครอยู่ในเต็นท์ จึงไม่มีใครได้รับอันตราย

จากการสอบถามชาวบ้าน เล่าว่า ช่วงก่อนที่ฝนจะตกมีลมพัดม้วนมาแรงมากจนทำให้คนที่อยู่หน้าโรงพยาบาลวิ่งหนีหลบเข้าในอาคารจึงทำให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แล้วจู่ๆ ลมก็แรงขึ้นพัดเต็นท์ของโรงพยาบาลมาเกี่ยวสายไฟที่อยู่ด้านหน้าหักล้มเสียหาย 4 ต้น จากนั้นก็มีเสียงระเบิดตามมาก่อนจะทำให้ ไฟดับเป็นบริเวณกว้าง

ด้านเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ลงพื้นที่ตรวจสอบ แล้วพบความเสียหายมีเสาไฟฟ้าหัก 4 ต้น เสาไฟฟ้าหม้อแปลงแรงสูงเสียหาย 1 ต้น และได้ตัดไฟแล้วเพื่อความปลอดภัยทำให้ ในตลาดสำโรงไฟดับทั้งตลาด ส่วนทาง โรงพยาบาลก็ไฟดับเช่นกัน แต่มีระบบสำรองไฟฟ้าทำให้ยังไม่ได้รับผลกระทบ

จมประทาย – ภาพมุมสูงมวลน้ำจำนวนมากไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านพักอาศัยและนาข้าวนับพันไร่ ในต.ตลาดไทร อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ทั้งนี้ชาวบ้านระบุว่าปีนี้น้ำมากที่สุดในรอบ 30 ปี เมื่อวันที่ 26 ส.ค.

‘วังตะไคร้-นางรอง’ระทึกรอบ 2
ส่วนความคืบหน้าสถานการณ์น้ำป่าเขาใหญ่ ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ ต.สาริกา และต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างต้องขนของอพยพกันอย่างโกลาหลนั้น จากการตรวจสอบของหน่วยงานในพื้นที่ พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมตลิ่งคลองวังตะไคร้ คลองมะเดื่อ น้ำตกนางรอง และอีกหลายจุด ก่อนที่น้ำจะเริ่มลดลงและสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ทั้งชาวบ้าน ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำนครนายก ก็ได้รับผลกระทบ น้ำได้เอ่อท่วมบ้านแต่ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงดึกคืนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากระลอก 2 ในพื้นที่น้ำตกวังตะไคร้และน้ำตกนางรอง หลังมีฝนตกลงมาเพิ่มเติมเพียง 1 ช.ม. ทำให้กระแสน้ำเข้าท่วมบ้านเรือตามริมน้ำซ้ำอีก แต่สถานการณ์ ไม่รุนแรงเท่าเมื่อช่วงเช้าที่มารอบแรก และมาเพียงเวลาไม่นาน น้ำจึงได้เริ่มลดปริมาณลง จากทางต้นน้ำ แต่มวลน้ำที่ลงมานั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ทำให้มีบ้านเรือนประชาชนริมน้ำบางพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ต่ำได้มีน้ำเข้าท่วม แต่ไม่ได้รับความรุนแรงมาก

ต่อมาช่วงเวลา 12.00 น. วันเดียวกันได้มีฝนตกลงเมื่อเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องทำให้ เวลา 14.00 น. บริเวณสะพานน้ำตกนางรอง น้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงขุ่น และมีปริมาณเพิ่มขึ้น จนท่วมสะพาน ฝั่งร้านค้าเอกชน ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมกันมาเล่นน้ำ และพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ติดป้ายประกาศปิดพื้นที่น้ำตกนางรอง ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้า ไปท่องเที่ยว เนื่องจากสถานการณ์น้ำยังไม่สามารถลลงเล่นได้ รวมถึงฝั่งของร้านค้าเอกชนต่างๆที่ติดบริเวณริมน้ำก็ได้ประกาศปิดเช่นกัน ส่วนในจุดน้ำตกวังตะไคร้ และน้ำตกคลองมะเดื่อ น้ำก็เริ่มเปลี่ยนเป็น สีแดงขุ่น และเริ่มมีกระแสน้ำที่แรงขึ้น ซึ่งฝนก็ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง.

ชาวบ้านผวา-ไม่กล้านอน
ผู้สื่อข่าวสอบถามชาวบ้านบริเวณริมน้ำ ถึงสถานการณ์น้ำป่าในช่วงนี้ โดยชาวบ้าน ได้บอกว่า ช่วง 2 วันนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่น้ำป่า มาหนักที่สุดในรอบปี ถึงแม้ก่อนหน้านี้เคยเกิด มาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่รุนแรงขนาดนี้ และทุกครั้งจะมาเพียงรอบเดียวแล้วก็จะทิ้งระยะไปหลายวันกว่าจะเกิดขึ้นอีก แต่ในช่วงวันเดียวเกิดซ้ำถึง 2 รอบ แบบนี้ ยังไม่เคย เจอมาก่อน ซึ่งต้องนั่งเฝ้ากันตลอดทั้งคืน เพราะเกรงว่าทรัพย์สินจะเสียหาย เพราะรอบแรก พวกหม้อของใช้ต่างๆ ได้ลอยตามกระแสน้ำไปหมดแล้ว เลยไม่กล้านอน เนื่องจากน้ำ ชอบมาในช่วงเวลากลางคืน

ส่วนที่จ.ปราจีนบุรี เมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดลม กระโชกแรงและฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักนานนับชั่วโมง ส่งผลทำให้ตลาดเมืองปราจีนบุรี เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำระบายไม่ทันท่วมขัง จำนวนหลายจุด โดยช่วงที่น้ำท่วมตั้งแต่ถนน ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร หน้าโชว์รูมโตโยต้า ซอยสาธารณสุข เทศบาลปราจีนบุรี ทางไปสถานีรถไฟปราจีนบุรี รวมทั้งภายในขนส่งจังหวัด ส่วนร้านค้าและร้านอาหารถูกน้ำท่วมทรัพย์สินได้รับความเสียหายจำนวนมาก ความลึกของน้ำประมาณ 30-40 ซ.ม.

ส่วนในร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บริเวณจอดรถด้านหลังอาคารเกิดน้ำท่วมขังประมาณ 50-60 ซ.ม. ทำให้รถของเจ้าหน้าที่ที่จอดอยู่ด้านหลัง เกิดน้ำท่วมเกือบครึ่งคันรถ เบื้องต้นบรรเทาสาธารณภัยปภ.เขต 3 พร้อมด้วยทหารจากกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังมีประชาชนบางส่วนที่ขนของหนีน้ำไม่ทัน ข้าวของโดนน้ำท่วมเสียหายอีกหลายราย

หนีวุ่นฝนถล่มเวทีคอนเสิร์ต
ด้านอ.กบินทร์บุรี บริเวณงานสวนสนุกของดีสี่ภาค ตลาด บขส.กบินทร์บุรี ต.เมืองเก่า ภายในงานมีคอนเสิร์ตและมีนักท่องเที่ยวประมาณ 300 กว่าคน ขณะที่ดนตรีกำลังแสดงได้มีพายุลมกระโชกแรง และฝนกระหน่ำ ลงมาอย่างหนัก ทำให้นักท่องเที่ยวต้องหลบฝน เข้าไปอยู่ในเต็นท์ที่มีความยาวเกือบ 50 เมตร เต็นท์ทานแรงลมไม่ไหว พังลงมาทำให้ท่องเที่ยว วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 ราย นอกจากยังมีซุ้มไฟพังลงทับรถยนต์ได้รับความเสียหายไปด้วยดังกล่าว

ส่วนที่วัดเนินผาสุก ต.คำโตนด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี พายุฝนตกหนักจนเสาไฟฟ้า 2 ต้น หักโค่นทับกุฏิพระและกำแพงวัด ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าและเสาไฟฟ้าเสียหายใช้การไม่ได้ โดยญาติโยมที่มาทำบุญวันพระ ได้พากัน สอบถามเจ้าอาวาสด้วยความห่วงใย

เขาใหญ่เตือนน้ำตกไหลเชี่ยว
นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า หลังจากกรมอุตุนิยม วิทยา ได้มีการเตือนภัย จากพายุหมาอ๊อน บริเวณบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็เกิดฝนตกลงมาพื้นที่ป่าบางจุดมีฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงวันที่ 25-26 ส.ค. โดยได้รับการรายงานจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่กระจายอยู่รอบอุทยานฯ ทั้ง 24 หน่วย ฝนที่ตกลงมาในช่วงคืนที่ผ่านมา ประมาณเฉลี่ย 60-90% และวันเดียวกันได้ออกตรวจสอบปริมาณน้ำป่าที่ไหลมายังน้ำตกเหวนรกและน้ำตก เหวสุวัต น้ำตกสาริกา และน้ำตกนางรอง พบว่ามีปริมาณน้ำตกไหลรุนแรงมาก และน้ำมีสีขุ่นๆ จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและคอยตรวจสอบปริมาณน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เกรงว่าจะมีผลกระทบต่อหมู่บ้านชุมชนที่อยู่ริมคลองรับน้ำจากเขาใหญ่

นายชัยยากล่าวต่อว่า วันนี้ฟ้ามืดครึ้มมีฝนตกลงมาตลอดทั้งวัน การป้องกันอันตรายจากน้ำป่า บริเวณน้ำตกเหวสุวัต ได้ห้ามนักท่องเที่ยวลงไปบริเวณน้ำตกด้านล่างเด็ดขาด และอนุญาตให้เข้าไปดูและถ่ายภาพบริเวณจุดชมวิวน้ำตกด้านบนได้ ส่วนน้ำตกเหวนรกและจุดชมวิวผาเดียวดายปิดห้ามเข้ามาตั้งแต่ต้นเดือนส.ค.แล้ว โดยการดูแลความปลอดภัยตามถนนบนอุทยานฯ การเกิดดินหินสไลด์ ลงมาจากภูเขาทับถมถนน หากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจตามจุดเสี่ยงอันตรายตลอดทั้งวัน ส่วนประชาชน ที่อยู่ตามหมู่บ้านด้านล่างด้าน จ.นครนายก ปราจีนบุรี และอ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา คอยติดตามและจะรายงานให้นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง ทราบต่อไป

ที่ห้องประชุมตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการ น้ำแห่งชาติ (กอนช.) และการประชุม คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ

พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ในช่วงฤดูฝนในปีนี้ ที่มีปริมาณฝนมากและ มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ได้ พร้อมทั้งได้สั่งการให้ดำเนินงานตามมาตรการ ที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีประสิทธิภาพ สูงสุด และแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ย้ำแผนเผชิญเหตุช่วยน้ำท่วม
ทั้งนี้ ที่ประชุม กอนช. เห็นชอบโครงสร้างและรูปแบบการดำเนินการของศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้สามารถ ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดกรอบโครงสร้างการปฏิบัติงานตามภารกิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก คือ ส่วนอำนวยการ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนภัย พร้อมทั้งรายงานและเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า กลุ่มที่ 2 ส่วนปฏิบัติการ/เผชิญเหตุ เพื่อประสานงานและบูรณาการข้อมูลในการเตรียมความพร้อมทั้งสรรพกำลัง เครื่องมืออุปกรณ์ แผนปฏิบัติการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และกลุ่มที่ 3 ส่วนสนับสนุน การปฏิบัติงานด้านการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนและระบบของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องปัญหาอุทกภัย

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขอย้ำหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือตามกรอบโครงสร้าง และรูปแบบการดำเนินการตั้งศูนย์ส่วนหน้าในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยเฉพาะ ในระยะนี้ต้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม ได้กำชับ ให้มีแผนเผชิญเหตุเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ได้ทันท่วงที พร้อมทั้งให้ปรับอำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานและภาคเอกชน ที่ไม่ได้อยู่ในศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าฯ สามารถ เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกันได้

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ยังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาในเรื่องการปรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา โดยหากกรมชลประทานมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

เร่งช่วย 5 จังหวัดยังจม
วันเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานภาวะ ฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 150 มิลลิเมตร และปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก ลำน้ำสาขามีปริมาณมาก โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูน ประกอบกับ การระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,500-1,800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จึงส่งผล ให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่เฝ้าระวังช่วงระหว่างวันที่ 24-30 ส.ค. โดยตั้งแต่วันที่ 24-26 ส.ค. มีพื้นที่ประสบภัย 10 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ตาก อุบลราชธานี อุดรธานี เลย จันทบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง นครนายก และปราจีนบุรี รวม 25 อำเภอ 108 ตำบล 460 หมู่บ้าน ประชาชน ได้รับผลกระทบ 15,207 ครัวเรือน

ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 5 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง อุบลราชธานี พระนคร ศรีอยุธยา อ่างทอง และปราจีนบุรี รวม 12 อำเภอ 76 ตำบล 327 หมู่บ้าน ภาพรวมระดับน้ำลดลง แต่บางพื้นที่ยังทรงตัว

สั่งรับเขื่อนกิ่วลมเพิ่มระบาย
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่กู้ภัยตำรวจทางหลวงลำปาง พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวงอำเภองาว เดินทางตรวจสอบหลักกิโลเมตรที่ 756 ถนนพหลโยธิน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ขาขึ้นพะเยา เขตบ้านปางหละ ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง เพื่ออำนวยความสะดวก ด้านการจราจรหลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงลำปางที่ 2 (บ้านเสด็จ) ว่าเกิดหินขนาดใหญ่ร่วงลงขวางถนน ขวางการจราจร 1 ช่องทาง เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่จึงนำกรวยยางมาวางกั้นจุดดังกล่าว เข้าเคลียร์หิน ที่ถล่มลงมา และป้ายแจ้งเตือน เบื้องต้นคาดว่าเกิดฝนตกหนักทำให้ดินอุ้มน้ำก่อนที่หินขนาดใหญ่จะร่วงลงถนนดังกล่าว โชคดีที่ไม่มี รถขับผ่านตอนหินร่วง

ด้านนายพีระยุทธ์ เหมาะพิชัย ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา นายวศิน ลีลาชินาเวศ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา แม่วัง และเจ้าหน้าที่ชลประทาน ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แม่น้ำวัง บริเวณสะพานเสตุวารี ชุมชนท่านางลอย ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง พบว่าระดับน้ำได้ลดลงเล็กน้อย หลังจากเพิ่มขึ้นมา 1.2 เมตร เนื่องจากเขื่อนกิ่วลมระบายน้ำช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา และล่าสุดได้ระบายออกเพิ่มอีก 320 ลบ.ม.ต่อวินาที เพราะมีฝนตกหนัก ในพื้นที่ อ.แจ้ห่มและน้ำไหลเข้าเขื่อนมากถึง 39 ล้านลบ.ม.

เตือนแม่น้ำวังเพิ่มสูงขึ้น
นายพีระยุทธ์เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 24-25 ส.ค.65 ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องพื้นที่เหนือเขื่อนกิ่วลม ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน มากถึง 600 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือเท่ากับ 39 ล้านลบ.ม. ต่อวัน ส่งผลให้น้ำ ในเขื่อนที่รักษาระดับไว้เก็บกักสูงสุดอยู่ที่ 70 ล้านลบ.ม. เพิ่มเป็น 97 ล้านลบ.ม. ทำให้ ต้องระบายน้ำออกเพื่อรักษาระดับของเขื่อน ซึ่งมวลน้ำก้อนใหญ่นี้จะเดินทางมาถึงตัวเมืองลำปางบริเวณสะพานเสตุวารีเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน อาจทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทางเขื่อนยังคงต้องปล่อยน้ำในระดับนี้ อยู่อีกไม่ต่ำกว่า 2-3 วัน หากไม่มีฝนตกลงมาหรือน้ำลำห้วยสาขามาสมทบ ก็จะทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ คือรักษาระดับน้ำในเขื่อนไว้ที่ 70 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามต้องรอดูสถานการณ์จนถึงวันที่ 30 ส.ค.ว่าจะมีฝนหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน