เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวัน ว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 1,093 ราย ป่วยสะสม 4,667,546 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,101 ราย สะสม 4,622,241 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย เสียชีวิตสะสม 32,539 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 12,766 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 5,397 ราย และอยู่ในร.พ. 7,369 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 681 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 343 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 11.3% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง
สำหรับผู้เสียชีวิต 19 ราย มาจากประจวบคีรีขันธ์ 7 ราย, มหาสารคาม ปราจีนบุรี จังหวัดละ 2 ราย, นครปฐม นนทบุรี สกลนคร เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง เพชรบุรี และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจาก กทม. ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 11 ราย หญิง 8 ราย อายุ 46-97 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 95% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด คือหลอดเลือดสมอง 5 ราย, มะเร็ง 3 ราย, โรคไต 3 ราย, หัวใจ 3 ราย, และติดเตียง 1 ราย
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 10 ก.ย. 2565 ฉีดได้ 31,294 โดส สะสม 143,001,342 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,285,641 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,768,266 โดส คิดเป็น 77.3% และเข็มสามขึ้นไป 31,947,435 โดส คิดเป็น 45.9% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,467,425 โดส คิดเป็น 50.9% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 3,315,505 โดส คิดเป็น 64.4% เข็มสอง 2,456,391 โดส คิดเป็น 47.7% และเข็มสาม 39,272 คิดเป็น 0.8%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 535 ราย 2.ชลบุรี 56 ราย 3.นนทบุรี 35 ราย 4.สมุทรปราการ 32 ราย 5.กาญจนบุรี 29 ราย 6.ขอนแก่น 24 ราย 7.นครราชสีมา 24 ราย 8.สมุทรสาคร 22 ราย 9.ลำปาง 18 ราย และ 10.เชียงราย 16 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 64 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 13 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ตาก น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พังงา พัทลุง เพชรบูรณ์ ยะลา ระนอง และสุโขทัย
รบ.ย้ำฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดยังมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัคซีนเข็มกระตุ้นตั้งแต่เข็มที่ 3 เป็นต้นไป เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (กลุ่ม 608) และกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ขวบ ซึ่งปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นไปแล้วประมาณร้อยละ 50 ของประชากร จากที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าการฉีดเข็มกระตุ้นตั้งแต่เข็มที่ 3 ขึ้นไปไว้ที่ร้อยละ 60-70 ดังนั้น เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงขอความร่วมมือประชาชนทุกคนให้ความสำคัญกับการรีบเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันหมู่โดยรวมของประเทศ รองรับการเปิดประเทศเต็มรูปแบบและการท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อจากนี้ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยว อย่างทั่วถึง ยั่งยืน และสมดุลบนพื้นฐานของแนวคิดไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลังตลอดจนขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าต่อไปได้
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่กลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน-น้อยกว่า 5 ขวบ โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับสัญญาการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ที่คงเหลือจำนวน 3,000,000 โดส ให้เป็นวัคซีนสำหรับกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน ถึงน้อยกว่า 5 ขวบ (ฝาสีแดง) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครอบคลุมทุกช่วงวัย
ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับมอบวัคซีนดังกล่าวภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 เพื่อดำเนินการฉีดให้แก่กลุ่มเด็ก จำนวน 1,000,000 คน อัตรา 1 คนต่อวัคซีน 3 เข็ม โดยมีระยะห่างในการฉีดวัคซีนคือ ฉีดเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ห่างกันประมาณ 3 สัปดาห์ ภายหลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้ว ให้เว้นระยะเวลา 6 สัปดาห์ จึงเข้ารับการฉีดเข็มที่ 3 ตามลำดับ เพื่อป้องกันการเกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็กหากมีการติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงภาวะการเกิด MIS-C (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) หรือกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบที่เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็กที่หายป่วยจากโรคโควิด-19
“ประชาชนสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นได้ที่โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน รวมถึงที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อที่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนซึ่งจะให้บริการถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตามหากมีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเร่งฉีดอีกครั้ง ทางศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อก็เตรียมการตามแผน “ปิดแต่พร้อมเปิด” ไว้รองรับแล้วโดยสามารถจะเปิดศูนย์เพื่อให้บริการใหม่ได้ภายใน 1 วัน” นายอนุชากล่าว