โควิดลดต่อเนื่อง ป่วยใหม่ต่ำพัน เหลือ 698 ราย หายป่วยเพิ่ม 1,966 ราย เสียชีวิต 15 ราย กทม.ติดเชื้อ 365 ราย ไม่มีผู้ป่วยใหม่ 33 จังหวัด ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ถกด่วน ออกคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิดในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี ทั้งวิธีการฉีด ขนาด และความจำเป็น ย้ำช่วยป้องกันป่วย อาการรุนแรง ป้องกันติดเชื้อแล้วเกิดภาวะ MIS-C ชี้มีความปลอดภัย ไม่พบปัญหาโรคหัวใจ “อนุทิน” แจงปมนักวิชาการวงนอก จี้ถอดใช้ “ยาฟาวิพิราเวียร์ รักษาโควิด ย้ำแนวทางรักษามีคณะกรรมการและหลักวิชาการรองรับ ไม่ได้มาจากรมต.สธ. ต้องเชื่อถือผู้ที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 698 ราย ติดเชื้อสะสม 4,668,244 ราย หายป่วยเพิ่ม 1,966 ราย หายป่วยสะสม 4,624,207 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย เสียชีวิตสะสม 32,554 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 11,483 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 4,354 ราย และอยู่ในร.พ. 7,129 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 678 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 344 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 11.2% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง
ผู้เสียชีวิต 15 ราย มาจากกทม. 5 ราย, ขอนแก่น 2 ราย, สมุทรปราการ นครราชสีมา หนองคาย สกลนคร เชียงใหม่ พิจิตร สงขลา และปัตตานี จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 7 ราย หญิง 8 ราย อายุ 36-96 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด คือโรคหัวใจ 3 ราย, อ้วน 2 ราย, หลอดเลือดสมอง 2 ราย, ติดเตียง 1 ราย และโรคไต 1 ราย
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 11 ก.ย. 65 ฉีดได้ 11,785 โดส สะสม 143,013,127 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,286,829 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,770,099 โดส คิดเป็น 77.3% และเข็มสามขึ้นไป 31,956,199 โดส คิดเป็น 45.9% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,472,048 โดส คิดเป็น 50.9% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 3,315,849 โดส คิดเป็น 64.4% เข็มสอง 2,457,252 โดส คิดเป็น 47.7% และเข็มสาม 39,990 คิดเป็น 0.8%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 365 ราย 2.ชลบุรี 39 ราย 3.สุพรรณบุรี 39 ราย 4.ตาก 29 ราย 5.สมุทรปราการ 26 ราย 6.ขอนแก่น 14 ราย 7.นครราชสีมา 14 ราย 8.สมุทรสาคร 14 ราย 9.จันทบุรี 13 ราย และ 10.นนทบุรี 9 ราย ภาพรวมมีรายงาน ผู้ป่วย 44 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 33 จังหวัด
ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ จะประชุมผู้เชี่ยวชาญบ่ายวันที่ 12 ก.ย. เพื่อออกคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึงน้อยกว่า 5 ปี เพื่อเป็นข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการฉีด ขนาดวัคซีน และความจำเป็นของการฉีดให้เด็กเล็กกลุ่มนี้ เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบ เมื่อติดเชื้อโควิดจะมีอัตราการป่วยรุนแรงและ เสียชีวิตสูงกว่าเด็กโต แม้ตัวเลขอาจไม่สูงมาก แต่ก็เป็นตัวเลขที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ และแม่ก็ไม่เคยป่วยโควิดมาก่อน ทำให้เมื่อคลอดลูกออกมา ลูกก็ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ โดยจะพิจารณาความจำเป็นถึงการฉีดวัคซีน เพราะขณะนี้มีส่วนหนึ่งยังกังวลว่า ควรนำบุตรหลานไปฉีดวัคซีนหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงต้องพาไปฉีด เพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน ยิ่งคนในประเทศมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นก็ยิ่งควบคุมการระบาด ได้มาก
เมื่อถามว่า ผู้ปกครองส่วนหนึ่งกังวลผลข้างเคียงจากวัคซีน mRNA ให้เด็กเล็ก ศ.นพ. สมศักดิ์กล่าวว่า วัคซีน mRNA แทบไม่มีผลข้างเคียงอะไร จะมีก็เป็นเรื่องปวดเมื่อย เป็นไข้ ที่ผ่านมาฉีดวัคซีน mRNA ให้เด็กโตอายุ 5-11 ขวบก็แทบไม่พบปัญหาโรคหัวใจอย่างที่กังวล โดยเฉพาะในไทย ยิ่งวัคซีนที่นำมาฉีดในเด็กน้อยกว่า 6 เดือน อย่างต่างประเทศมีข้อมูลว่า ผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโต และประเด็นเรื่องมีผลต่อหัวใจก็ไม่มี แต่หากไม่ฉีดวัคซีนโควิดในเด็ก ปัญหาที่น่ากังวลมากกว่า คือ เมื่อป่วย โควิด แม้ไม่มีอาการ แต่หลังจากนั้น 1 เดือนอาจมีภาวะของ MIS-C คือเกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาจรุนแรงได้ และถ้ามีโรค อื่นๆ ก็อาจเสียชีวิตได้ ซึ่งข้อมูลต่างประเทศพบเด็กเป็นมิสซี ส่วนใหญ่อายุ 8-9 ขวบ แม้พบไม่ถึง 1% แต่ก็ต้องระวัง ส่วนไทยมีแทบทุกช่วงอายุ 4-5 ขวบก็มี
“การฉีดวัคซีนโควิดดีที่สุด และไม่ต้องกลัว เพราะไม่ได้ฉีด DNA เข้าไป แต่ฉีด RNA ซึ่งเป็นตัวเดียวกับเมื่อติดเชื้อไวรัสจะสร้าง RNA แถม RNA ของวัคซีนปลอดภัยกว่า เพราะเลือกเฉพาะส่วนเดียวที่ช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกัน ผิดกับเชื้อธรรมชาติที่จะสร้างแอนติเจนไวรัส ที่สำคัญตัว RNA ไม่มีความคงทน สามารถสลายหายไปได้ ไม่อยู่ค้างในร่างกาย ดังนั้น การป้องกันเกิดโรคโควิดดีกว่า ยิ่งวัคซีนที่จะมาฉีดให้เด็กเล็กอายุ 6 เดือน ใช้โดสละ 3 ไมโครกรัม ถือว่าน้อยมากๆ การฉีดจึงต้องฉีด 3 เข็ม มีระยะเวลาห่างระหว่างเข็มตามคำแนะนำ อย่างต่างประเทศพบว่า เด็กเล็กที่ฉีดมีอาการไข้ ปวดเมื่อยบ้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่พบอาการรุนแรง” ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า การฉีดวัคซีนโควิดในเด็กเล็กต้องห่างจากวัคซีนพื้นฐาน เช่น ไอกรน คอตีบ กี่สัปดาห์ หรือฉีดพร้อมกันได้ ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมจะพิจารณาประเด็นนี้ แต่โดยหลักไม่มีความจำเป็นต้องฉีดห่างกันเป็นสัปดาห์ จะมีรายละเอียดในประกาศของราชวิทยาลัยฯ คาดว่าจะออกประกาศไม่เกินวันที่ 13 ก.ย. ส่วนข้อกังวลเรื่องเชื้อจะกลายพันธุ์นั้น จริงๆ ร่างกายเราฉีดวัคซีนมาก่อนแล้ว แม้สายพันธุ์เปลี่ยน แต่ร่างกายรู้จักก็จะสามารถสู้ได้ แต่ตอนแรกที่ระบาด ร่างกายเราไม่รู้จักเชื้อก็ไม่สามารถสู้ได้เลย
ที่ร.พ.ราชวิถี 2 (รังสิต) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นักวิชาการหลายคนแสดงความเห็นถึงงานวิจัยในต่างประเทศการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ช่วยลดความรุนแรงและไม่แนะนำให้ใช้ เสนอให้ถอดออกจากแนวทางการรักษาในไทย ว่า สธ.มีคณะกรรมการวิชาการด้านการใช้ยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ โดยออกมาเป็นแนวทางการใช้ยาตามหลักวิชาการด้านการแพทย์ เพื่อการนำมาปฏิบัติ ดังนั้นสธ.ยืนยันว่าการรักษาโดยยา เวชภัณฑ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่มีหลักวิชาการ มีการรับรองจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ ไม่ใช่มาจาก รมว.สธ.อย่างแน่นอน
“ไม่ทราบว่าจะไปต่อล้อต่อเถียงกับคนไม่เกี่ยวข้องอย่างไร เราต้องเชื่อถือคนที่เกี่ยวข้อง รักษาจริงที่หน้างาน ช่วงก่อนที่ไม่มียาโมลนูพิราเวียร์ ยาแพกซ์โลวิด ยาเรมเดซิเวียร์ ทุกคนก็ร้องหาแต่ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็แล้วแต่ แต่หน้างานก็ยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นล้านๆ คน เมื่อได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ตั้งแต่เริ่มมีอาการก็หายทุกคน แม้กระทั่งยาปัจจุบันที่รักษาโควิด-19 แต่หากอาการบานปลายไปแล้ว ก็ไม่ใช่รักษาได้ทุกคน” นายอนุทินกล่าว
ด้านนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ยินดีรับทุกความเห็น โดยเฉพาะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งนี้แนวทางรักษาผู้ป่วยโควิดของไทยมีผู้เชี่ยวชาญที่กรมฯได้เชิญมา เช่น คณะแพทย์ที่เกี่ยวข้อง สมาคมโรคติดเชื้อ สมาคมอุรเวชช์ฯ ซึ่งเรา มีข้อมูลวิชาการที่ร.พ.ศิริราช ทำไว้แล้ว ทั้งนี้ข้อมูลจากต่างประเทศที่สรุปมานั้นมีวิธีศึกษาต่างกัน โดยต่างประเทศเป็นการให้ผู้ป่วยประเมินเอง มีความหลากหลายของผู้ป่วย และให้ยาช้า แต่ประเทศไทยใช้บุคลากรแพทย์ประเมิน ทำการศึกษาในกลุ่มที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ใน 24 ชั่วโมงแรกกับกลุ่มไม่ได้รับ ดังนั้น วิธีการวัดผลจึงต่างกัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ของไทย พบว่า แม้ไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงของโรคหรือลดจำนวนไวรัส แต่การใช้ในกลุ่มผู้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงและมีอาการน้อยๆ อาการหายเร็วขึ้น เปรียบเทียบกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดที่สามารถใช้ยาแก้ไข้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส
“พบว่าคนไม่มีปัจจัยเสี่ยง อาการน้อยๆ อาการหายเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้รับยา กรม ไม่ได้จะแย้งใคร แต่จะให้ข้อมูลว่าทุกครั้งที่มีการคุยในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นำข้อมูลทุกอย่างมาคุยกัน ตอนนี้กำลังปรับแนวทางต่อไป ซึ่งผมก็พูดไม่ได้ว่ายาฟาวิพิราเวียร์จะอยู่หรือไม่ เพราะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญระดมความคิดกัน” นพ.สมศักดิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามแนวทางเวชปฏิบัติการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 24 วันที่ 11 ก.ค. 2565 แนะนำให้กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/โรคร่วมสำคัญและภาพถ่ายรังสีปอดปกติ อาจพิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์โดยเร็วที่สุด ตามดุลพินิจแพทย์ หากตรวจพบเชื้อเมื่อผู้ป่วยมีอาการมา 5 วันแล้วและผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยอาจไม่จำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส เพราะผู้ป่วยจะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ขณะที่ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบเล็กน้อย ยังแนะนำยาฟาวิพิราเวียร์ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรือมีโรคร่วม 1 ข้อ แนะนำยาโมลนูพิราเวียร์เป็นตัวแรก หากมีปัจจัยเสี่ยง 2 ข้อจะแนะนำยาเรมเดซิเวียร์เป็นตัวแรก จะเห็นว่ายาฟาวิพิราเวียร์ในกลุ่มที่มีอาการหรือมีปัจจัยเสี่ยงจะไม่ใช่ตัวเลือกแรกในการให้การรักษาแล้ว แต่ลดมาให้ในกลุ่มที่ไม่มีอาการ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง หรือหากเริ่มให้ยาช้าก็ไม่จำเป็นต้องรับยาเพราะสามารถหายเองได้