ไทยเจอป่วยรายแรก โควิดเจน 3 โอมิครอน BA.2.75.2 หรือ ‘เซนทอรัส 2.0’ ผู้ป่วยชาย อยู่ร.พ.บำรุงราษฎร์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถอดรหัสพันธุกรรม รายงานผล ระบุเป็นเจเนอเรชั่น 3 เป็นลูก คนที่ 2 ของ BA.2.75 กลายพันธุ์ได้ 100 ตำแหน่ง แต่เติบโต-ระบาดได้มากกว่าถึง 248% ชี้หลบวัคซีนได้ดีที่สุด เตือนให้เฝ้าระวัง สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร้องเรียน อาจารย์เข้าสอนไม่สวมแมสก์ แพร่เชื้อนิสิตป่วยแล้ว 8 มีอาการอีก 10 จี้ให้ปรับสอนออนไลน์คุมระบาด-เยียวยาผู้ป่วย ศบค.รายงาน ผู้ป่วยใหม่ขาลง เหลือ 619 ราย ตาย 10 ราย อาการหนัก 660 ราย ใส่ท่อหายใจ 338 ราย
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. เฟซบุ๊กศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความถึงการเฝ้าติดตามโควิด-19 “เจเนอเรชั่น 3” โอมิครอน “BA.2.75.2” โดยพบแล้วในไทย 1 ราย มีรายละเอียดโดยสรุปว่า สถาบันจีโนมประเทศอินเดียแถลงเตือนว่าโอมิครอน BA.2.75 ซึ่งพบระบาดในอินเดียมาตั้งแต่เดือนพ.ค.2565 คิดเป็นร้อยละ 82.9 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการคือ “เซนทอรัส” หรือมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้าในเทพนิยายกรีก มีนัยถึงการกลายพันธุ์ไปมากที่สุดเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่เคยระบาดมาก่อนหน้า ขณะนี้ BA.2.75 กลายพันธุ์ต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ “BA.2.75.2” มีชื่อไม่เป็นทางการว่า “เซนทอรัส 2.0” เนื่องจากเป็นลูกคนที่สองของ BA.2.75 ผู้เชี่ยวชาญภูมิคุ้มกันวิทยา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ระบุว่า BA.2.75.2 หลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดในปัจจุบัน อาจก่อให้เกิดการแพร่เชื้อได้มากขึ้นไปอีกในอนาคต
ศูนย์จีโนมฯ ร.พ.รามาธิบดีระบุต่อว่า โอมิครอน BA.2.75 กลายพันธุ์มาจาก BA.2 ถือเป็นเจเนอเรชั่น 2 มีการกลายพันธุ์ต่างจากไวรัสดั้งเดิม หรืออู่ฮั่น 95-100 ตำแหน่ง มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด ประมาณ 37% ส่วนโอมิครอน BA.2.75.2 กลายพันธุ์มาจาก BA.2.75 ถือเป็นเจเนอเรชั่น 3 กลายพันธุ์ต่างจากไวรัสอู่ฮั่น 95-100 ตำแหน่งเช่นกัน แต่มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดถึง 248% เมื่อเปรียบเทียบกับ BA.2.75 ที่ระบาดอยู่ในอินเดีย ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกในอินเดีย และแพร่ไปยังชิลี อังกฤษ สิงคโปร์ สเปน เยอรมนี และไทย BA.2.75.2 ยังมีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดถึง 90% เมื่อเปรียบเทียบกับ BA.5 และ 148% เมื่อเปรียบเทียบกับ BA.4
จากการสืบค้นจากฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมโควิดโลก (GISAID) พบ BA.2.75.2 จากไทยที่โหลดขึ้นมาเพียงรายเดียว ยังไม่สามารถคำนวณความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เปรียบเทียบกับ BA.4 และ BA.5 ได้ เพราะจำนวนตัวอย่างไม่มากพอ
ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์ จีโนมฯ ร.พ.รามาธิบดี กล่าวว่า จากการติดตามบนฐานข้อมูลโลก พบ BA.2.75.2 ในไทย 1 คน เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2565 เป็นผู้ป่วยชายไทย ที่ ร.พ.บำรุงราษฎร์ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้ถอดรหัสพันธุกรรมและรายงานเข้ามา เบื้องต้น BA.2.75.2 ถือเป็นลูกคนที่ 2 ของ BA.2.75 ที่มีตำแหน่งกลายพันธุ์ประมาณ 100 ตำแหน่ง มีความได้เปรียบในการเติบโต-ระบาด มากกว่า BA.2.75 ถึง 248% แต่ยังไม่สามารถบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ แต่เป็นสิ่งที่ให้ทุกคนต้องระวัง ส่วนการแพร่ระบาดที่มากขึ้น ก็ต้องขึ้นกับปัจจัยการฉีดวัคซีนของ พื้นที่นั้นด้วย ซึ่งขณะนี้ไทยมีการฉีดวัคซีนครอบคลุมกว่าร้อยละ 80-90 อาจจะไม่มีการแพร่ระบาดมาก
ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์โอมิครอน BA.2.75.2 เป็นเรื่องปกติของไวรัสที่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ถือเป็นลูกหลานของ BA.2.75 ขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีปัญหาอะไร สำหรับสายพันธุ์ ที่ระบาดในไทยขณะนี้ยังเป็นสายพันธุ์ โอมิครอน BA.5 กว่าร้อยละ 80 ยังไม่มี สายพันธุ์ใดเข้ามาแทน
ทั้งนี้ กรมวิทย์จะติดตามสายพันธุ์ย่อยต่างๆ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่า BA.2.75.2 จะระบาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่พบการระบาดที่มีนัยสำคัญ และขณะนี้ก็ระบาดอยู่ที่อินเดียเท่านั้น ประเทศอื่นยังไม่มี นอกจากนี้ กรมวิทย์ยังมีการถอดรหัสพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังสายพันธุ์ต่างๆ
ด้านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 619 ราย สะสม 4,668,863 ราย หายป่วย 1,827 ราย สะสม 4,626,034 ราย เสียชีวิต 10 ราย สะสม 32,564 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 10,265 ราย อยู่ ร.พ.สนามและอื่นๆ 4,064 ราย และอยู่ในร.พ. 6,201 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 660 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 338 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 9.9% ทั้งนี้ มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 3 ราย แต่ไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง
ผู้เสียชีวิต 10 ราย มาจากกทม. สกลนคร จังหวัดละ 2 ราย, ขอนแก่น นครราชสีมา เลย สุราษฎร์ธานี อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 3 ราย หญิง 7 ราย อายุ 25-89 ปี อายุเฉลี่ย 70 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 90% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดคือ หลอดเลือดสมอง 3 ราย, โรคไต 2 ราย, มะเร็ง 1 ราย และอ้วน 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากปริมณฑลและภาคเหนือ
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 12 ก.ย.2565 ฉีดได้ 8,575 โดส สะสม 143,021,702 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,287,738 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,771,365 โดส คิดเป็น 77.3% และเข็มสามขึ้นไป 31,962,599 โดส คิดเป็น 46% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,473,757 โดส คิดเป็น 50.9% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรก 3,316,201 โดส คิดเป็น 64.4% เข็มสอง 2,458,093 โดส คิดเป็น 47.7% และเข็มสาม 40,820 คิดเป็น 0.8%
ขณะที่กรมควบคุมโรค (คร.) รายงานว่า พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 328 ราย 2.สุพรรณบุรี 62 ราย 3.ชลบุรี 26 ราย 4.สมุทรปราการ 16 ราย 5.จันทบุรี 14 ราย 6.อุดรธานี 12 ราย 7.ปทุมธานี 10 ราย 8.นครสวรรค์ 9 ราย 9.ลำพูน 9 ราย และ 10.นนทบุรี 8 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 51 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 26 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชัยนาท ตราด นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พระนคร ศรีอยุธยา พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร เพชรบูรณ์ แพร่ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ระนอง ลำปาง ศรีสะเกษ สตูล สระบุรี สุโขทัย และอำนาจเจริญ
ด้านเฟซบุ๊กสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ประเด็น “โควิด-19” ระบุว่า จากกรณีอาจารย์ท่านหนึ่งไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยและมีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตเป็นระยะภายในชั้นเรียน ซึ่งภายหลังอาจารย์ตรวจพบเชื้อ และทำให้มีการแพร่ระบาดกับนิสิตในชั้นเรียน
ต่อมาพบว่ามีนิสิตในชั้นเรียนติดเชื้อ โควิด-19 ไปแล้วอย่างน้อย 8 คน และมีผู้มีอาการแล้วกว่า 10 คน สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงส่งหนังสือเปิดผนึกถึงคณบดี เพื่อขอให้ท่านพิจารณามาตรการและแนวทางการเรียนการสอน รวมถึงการเยียวยานิสิต อาจารย์ และบุคลากรที่ติดเชื้อและอาจติดเชื้อในอนาคต
สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์กังวลต่อกรณี ดังกล่าว และขอโปรดพิจารณาทบทวนแนวทางการเรียนการสอนที่เหมาะสม เช่น หากอาจารย์เสี่ยงติดเชื้อหรือมีอาการเสี่ยงติดเชื้อ ให้เปลี่ยนเป็นการสอนในรูปแบบออนไลน์ เน้นย้ำมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดเบื้องต้นในชั้นเรียนหากมีการเรียนการสอนในพื้นที่ตั้งของคณะ เช่น หากอาจารย์ไม่สะดวกสวมหน้ากากอนามัยขณะบรรยาย ให้อาจารย์และนิสิตรักษาระยะห่างภายในชั้นเรียนอย่างเหมาะสม และแนวทางการเยียวยานิสิต อาจารย์ และบุคลากรด้านอื่นๆ หากติดเชื้อโควิด-19 เพราะมหาวิทยาลัยและรัฐบาลไม่มีมาตรการใดรองรับในเบื้องต้นแล้ว
วันเดียวกัน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2565 รอบที่ 5 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับหน่วยบริการ สถานพยาบาล ที่ให้บริการสาธารณสุขโรคโควิด-19 สำหรับประชาชนทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย ในช่วงเดือนก.ย.-พ.ย.2565 รวม 3 เดือน วงเงิน 27,562.56 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรค โควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ.2564) วงเงิน 25,845.84 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1,716.71 ล้านบาท ให้ สปสช.ดำเนินการโดยใช้จ่ายจากแหล่งอื่น อาทิ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นลำดับแรก
ครม.ได้มอบหมายให้ สปสช.เร่งดำเนินการตรวจสอบค่าใช้จ่ายในกลุ่มที่หน่วยบริการ สถานพยาบาลที่อยู่ระหว่าง หรือคาดว่าจะส่งเบิกทันตามเวลาที่กำหนดไว้ เดือนธ.ค.2565 ว่ามีการบริการจริง พร้อมทั้งรวบรวมและจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
พร้อมกันนี้ ครม.ได้อนุมัติหลักการกลุ่มโครงการที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 6 โครงการ ซึ่งเกี่ยวกับการการดูแลโรคโควิด-19 รวมวงเงิน 13,124.102 ล้านบาท ซึ่งแยกเป็นการจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรทางการแพทย์โดยตรง วงเงิน 12,123.109 ล้านบาท และกลุ่มบุคลากรอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานด้านการสนับสนุน วงเงิน 2,167.354 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้ใช้จ่ายจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ.2564 จำนวน 12,123.109 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 1,000.99 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พิจารณาใช้จ่ายจากแหล่งอื่นที่เหมาะสมต่อไป
สำหรับ 6 โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1.โครงการแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ : กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกองสาธารณสุขฉุกเฉิน 2.ค่าตอบแทนบุคลากรนอกภารกิจปกติ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3.โครงการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผล กระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ของกรมการแพทย์ 4.โครงการจ่ายค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับ ผู้ป่วยโควิด-19 ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 5.โครงการจ่ายค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ของกรมสุขภาพจิต และ 6.โครงการสนับสนุนการจัดบริหารทางการแพทย์และสาธารณสุขรองรับการระบาดของโควิด-19 ของกรมอนามัย