ลดระดับโควิดป่วยน้อยไม่กัก

สธ.ปรับโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเหลือแค่โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เริ่ม 1 ต.ค.นี้ พร้อมประกาศแผนปฏิบัติตัวให้อยู่กับโควิดได้อย่างปลอดภัย ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ศบค.เผยยอดป่วยใหม่เกินพันอีกรอบ เสียชีวิต 13 ขณะที่ป่วยหนักต่ำกว่า 600 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจต่ำกว่า 300 ราย ไทยเตรียมขึ้นทะเบียนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือ LAAB หลังผลวิจัยชี้ชัดช่วยลดรุนแรงและเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ 2 ฉบับ ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 ก.ย.65 ประกอบด้วย 1.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2563 พ.ศ.2565 และ 2.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2565 โดยประกาศทั้ง 2 ฉบับจะมีผลยกเลิกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย แล้วกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.65 เป็นต้นไป

น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า โดยการยกเลิกโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายนี้ เนื่องมาจากสถานการณ์การระบาดทั่วโลกมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตลดลง การแพร่ระบาดและความรุนแรงของโรคในต่างประเทศก็มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับจำนวนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศมีเพียงพอกับความต้องการ ขณะที่ประชาชนได้รับวัคซีนในระดับความครอบคลุมสูง มีภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มขึ้น จึงสมควรปรับมาตรการทางกฎหมายให้สอดคล้องกับการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในประเทศและสถานการณ์ปัจจุบัน

“รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ติดตามและดำเนินการตามแผนงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 มาเป็นระยะ รวมถึงการจัดทำกรอบนโยบาย แนวปฏิบัติภายหลังโควิด-19 ปรับสู่การเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง แนวปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน เมื่อเข้าสู่ภาวะหลังการระบาดใหญ่ ซึ่งที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ จะได้พิจารณาอนุมัติแนวดำเนินการต่างๆ ซึ่งได้เตรียมไว้เพื่อไปสู่ในทางปฏิบัติต่อไปภายหลังโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งด้านกฎหมาย กลไกการจัดการในภาพรวม การดำเนินการด้านสาธารณสุข ด้านการแพทย์ และการสื่อสารให้สังคมเกิดความเข้าใจ โดยมีเป้าหมายคือประชาชนอยู่กับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัยและดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการพิจารณาในที่ประชุมศบค. วันที่ 23 ก.ย.นี้” น.ส.ไตรศุลีกล่าว

น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า การประกาศลดระดับโควิด-19 สู่โรคติดต่อเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข มีการผ่อนคลายทางนโยบายที่สอดคล้องกับที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ก.ย.65 ได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดโรคต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักร หรือเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกโควิด-19 ออกจากกลุ่มโรคต้องห้าม หลังจากที่ถูกกำหนดให้เป็นโรคต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา โดยประกาศจะมีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2565 โดยกล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้นทั่วโลก รวมถึงไทย โดยผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยกำลังรักษา ผู้ป่วยหนัก และผู้เสียชีวิตมีจำนวนลดลงต่อเนื่อง ประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครอบคลุมมากกว่า 82% และบางส่วนมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ แต่ยังคงมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคจำนวนหนึ่งที่ต้องขอให้มารับวัคซีนให้ครบ เพื่อให้มีความพร้อมเข้าสู่การดำเนินชีวิตที่เป็นปกติมากที่สุด โดยจะปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ ให้ประชาชนอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย ภายใต้การพิจารณาอย่างสมดุล ทั้งมุมมองด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ที่ประชุมวันนี้จึงมีมติเห็นชอบ 2 เรื่องคือ 1.แผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด-19 รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ต.ค.2565-ก.ย.2566) เนื่องจากได้ลงนามยกเลิกโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย และปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังลำดับที่ 57 และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2565 เป็นต้นไป แผนมียุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการป้องกัน เฝ้าระวังและควบคุมโรค 2.ด้านการแพทย์และรักษาพยาบาล 3.ด้านการสื่อสารความเสี่ยง ประชาสัมพันธ์ และข้อมูลสารสนเทศ และ 4.ด้านบริหารจัดการ กฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำเสนอครม.เห็นชอบต่อไป และให้ทุกจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้เกิดความพร้อมทุกด้าน โดยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจประกาศพื้นที่โรคระบาดตามความจำเป็น

2.มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยก่อนเข้าประเทศ ยกเลิกแสดงเอกสารวัคซีนหรือผลตรวจ ATK ยกเว้นโรคไข้เหลือง, ยกเลิกการสุ่มตรวจสอบบันทึกการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยยังคงเฝ้าระวังผู้เดินทางที่มีอาการป่วยของโรคติดต่ออันตรายหรือโรคติดต่ออุบัติใหม่, ปรับมาตรการแยกกักสำหรับผู้ป่วยอาการน้อย/ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ ให้ปฏิบัติตาม DMHT อย่างเคร่งครัด 5 วัน คือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือ และตรวจ ATK เมื่อมีอาการ ส่วนประชาชนทั่วไปให้สวมหน้ากากอนามัยป้องกันตนเองเมื่อเข้าไปในสถานที่มีผู้คนแออัด หรืออากาศไม่ถ่ายเท และให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการ และแนะนำหน่วยงานองค์กรคัดกรองอาการป่วยพนักงานเป็นประจำ หากจำเป็นอาจตรวจคัดกรองด้วย ATK ในพนักงานป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจได้ และใช้หลัก COVID Free Setting

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบอีก 4 เรื่อง คือ 1.การให้วัคซีนไฟเซอร์เด็กอายุ 6 เดือน-4 ปี คาดว่าเริ่มให้บริการได้ช่วงกลาง ต.ค.2565 ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการไปโรงเรียน แต่แนะนำให้เด็กทุกคนเข้ารับวัคซีน โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต 2.แนวทางการใช้ LAAB ที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติม 3.แนวทางเวชปฏิบัติดูแลรักษาโควิด-19 หลังการระบาดใหญ่ ประชาชนใช้สิทธิการรักษาเช่นเดียวกับโรคทั่วไป ได้รับยาต้านไวรัสตามแนวทางการรักษาล่าสุด รวมถึงแยกกักผู้ป่วยที่สอดคล้องกับสถานการณ์ระยะต่อไป และ 4.โครงการการใช้ยาคลอโรควินเพื่อป้องกันและลดการแพร่เชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ไวแวกซ์ ในพื้นที่ที่มีการระบาดบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

เมื่อถามว่าผู้ป่วยอาการน้อยหรือไม่มีอาการ ไม่ต้องแยกกักแล้วใช่หรือไม่ สามารถไปทำงานได้ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ให้เข้ม DMHT
เมื่อถามต่อว่าจะต้องเสนอ ศบค.หรือไม่ และเริ่มเมื่อไร นายอนุทินกล่าวว่า ก็จะรายงานให้ศบค.รับทราบ โดยแผนปฏิบัติการและมาตรการจะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. ยังควรสวมหน้ากาก แต่ให้ประเมินตามความเสี่ยงเช่นเดิม หากคิดว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เสี่ยงก็สามารถถอดได้ เช่น วิ่งในสวนสาธารณะ เว้นระยะห่างจากคนอื่นแล้ว
เมื่อถามอีกว่าเรื่องสิทธิการรักษาหลังวันที่ 1 ต.ค.เป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ยังเข้ารักษาฟรีตามสิทธิดังเดิม ส่วนกลุ่มที่วิกฤตก็ใช้สิทธิยูเซปพลัสได้

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีแดง เช่น หายใจล้มเหลว หรือความดันตก ยังคงมีสิทธิของ UCEP Plus คือเข้ารักษาได้ทุกสถานพยาบาล และให้รับรักษาจนหาย ซึ่งจะต่างจาก UCEP ทั่วไปที่จะรักษาจนพ้นภาวะวิกฤตและส่งกลับสถานพยาบาลตามสิทธิใน 72 ชั่วโมง

ด้าน ศบค.รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 1,129 ราย สะสม 4,675,532 ราย หายป่วย 934 ราย สะสม 4,634,493 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 13 ราย สะสม 32,668 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 8,371 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 2,650 ราย และอยู่ในร.พ. 5,721 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 598 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 292 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 9.1% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง

สำหรับผู้เสียชีวิต 13 ราย มาจากเชียงใหม่ 3 ราย, นครพนม 2 ราย, กทม. ขอนแก่น อุดรธานี ลำพูน ตรัง กระบี่ ลพบุรี และสิงห์บุรี จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากปริมณฑล ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 9 ราย หญิง 4 ราย อายุ 48-100 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด คืออ้วน 5 ราย, หลอดเลือดสมอง 5 ราย, โรคไต 3 ราย, โรคหัวใจ 3 รายและติดเตียง 2 ราย

การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 20 ก.ย.2565 ฉีดได้ 19,055 โดส สะสม 143,175,948 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,306,675 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,805,056 โดส คิดเป็น 77.4% และเข็มสามขึ้นไป 32,064,217 โดส คิดเป็น 46.1% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,492,498 โดส คิดเป็น 51.1% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรก 3,323,821 โดส คิดเป็น 64.5% เข็มสอง 2,479,662 โดส คิดเป็น 48.1% และเข็มสาม 50,100 คิดเป็น 1%

สำหรับจังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด คือ กทม. 382 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 64 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 13 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท นราธิวาส น่าน พระนครศรีอยุธยา พะเยา พังงา พัทลุง มุกดาหาร ระนอง สิงห์บุรี สุโขทัย และหนองบัวลำภู

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long Acting Antibody : LAAB) ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดหา LAAB ยี่ห้อ Evusheld ให้กลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำและร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยวัคซีน เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางก่อนการสัมผัสเชื้อ ขณะนี้ฉีดไปแล้วกว่า 3,400 ราย โดย LAAB สามารถออกฤทธิ์ลบล้างเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์กลายพันธุ์หลายตัว กลุ่มเป้าหมายระยะแรก ได้แก่ ผู้ป่วยไตวายระยะเรื้อรังที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต (ฟอกไต), ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก โดยกำลังพิจารณาเพิ่มกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วย LAAB เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและฉายแสง, ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องได้รับยากดภูมิขนาดสูง, ผู้ป่วยโรคข้อที่ต้องรักษาด้วยยากดภูมิ และผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำโรคอื่นๆ

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า สำหรับการนำมาใช้หลังรับเชื้อโควิด-19 ล่าสุดมีการศึกษาวิจัยโครงการ TACKLE Phase 3 ที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Respiratory Medicine ออกมาแสดงผลการศึกษา LAAB ยี่ห้อ Evusheld ขนาด 600 มิลลิกรัม ฉีดในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต จำนวน 910 ราย ในสถานพยาบาล 95 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น พบว่าการให้ภายใน 7 วันหลังมีอาการ สามารถลดการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิตได้ร้อยละ 50 เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาหลอก และหากให้ยาเร็วขึ้นอีกภายใน 5 วันและ 3 วันหลังมีอาการ จะลดการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิตได้ร้อยละ 67 และร้อยละ 88 ตามลำดับ และจากการศึกษาวิจัยแบบสุ่มที่มีการควบคุม (RCT) พบว่าการให้ Evusheld ขนาด 600 มิลลิกรัมในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและมีอาการมาไม่เกิน 12 วัน จำนวน 1,417 ราย จากสถานพยาบาล 81 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ยูกันดา และสิงคโปร์ พบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยา Evusheld มีอัตราการเสียชีวิตลดลงร้อยละ 30 ซึ่งแสดงถึงผลดีของภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปยี่ห้อ Evusheld ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด

“กระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่นอนุมัติให้ใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปยี่ห้อ Evusheld เพื่อการรักษาผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงจากการติดโควิด-19 ในวันที่ 30 ส.ค.65 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565 European Medicines Agency’s (EMA) ของยุโรป อนุมัติให้ Evusheld ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่เริ่มมีอาการในระยะแรก ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง ส่วนประเทศไทยกำลังจะยื่นเอกสารขออนุญาตขึ้นทะเบียนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Evusheld เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่งติดเชื้อในระยะแรกและมีความเสี่ยงสูงตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์”

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในวันที่ 22 ก.ย. จะมีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ในเวลา 10.30 น. โดยวาระการประชุมที่ถูกจับตาคือการพิจารณายกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากที่ประชุมศปก.ศบค.มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องเสนอต่อที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ให้พิจารณา
โดยการประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 23 ก.ย.นั้น จะมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบตามมติของศปก.ศบค.ที่เสนอมาหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน