บิ๊กเด่นยกเป็นมือปราบ ส.ขนส่ง-ยื่นข้อมูลส.ส. ผู้ค้าหวยแฉ-ไม่แค่ตร. จ่ายให้กองสลากด้วย
บิ๊กเด่น ผบ.ตร.ส่ง ‘บิ๊กเต่า’ ล้างบางสติ๊กเกอร์ส่วยทางหลวง เรียกประชุมระดับผกก.หน่วยทันที ลั่น บก.ทล.ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ส่วนผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้ทันการทำงานเข้มงวดตามกฎหมายของตำรวจ คมนาคมเผยผลตรวจสอบ ยันด่านชั่งใช้เทคโนโลยีตรวจจับ หากบรรทุกเกินติดสติ๊กเกอร์ก็ไม่รอด ปธ.สมาพันธ์หอบหลักฐานถึงก้าวไกลให้วิโรจน์ใช้เป็นข้อมูลสาวไส้ขบวนการ ประธานชมรมผู้ค้าสลากรากหญ้าทั่วไทย เผยส่วยหวยมีมานานกว่า 20 ปี ไม่ใช่แค่ของตำรวจ จนท.กองสลากก็เอาด้วย
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก ว่า สั่งการให้จเรตำรวจแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยเร็วแล้ว ขณะเดียวกันกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบร่วมด้วย พร้อมแต่งตั้งพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. ที่เป็นนายตำรวจที่มีผลงานเรื่องการปราบปรามการทุจริต มารักษาราชการในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) เพื่อให้ตรวจสอบในประเด็นส่วยสติ๊กเกอร์แล้ว และจะตั้งชุดเฉพาะกิจ บช.ก. เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย
“ยอมรับว่ามีเรื่องส่วยจริงและเป็นเรื่องที่ได้ยินมานานแล้ว อาจหายไปเป็นบางช่วงเวลา แต่เมื่อช่วงนี้กลับมาเป็นข่าวอีกจึงได้สั่งการให้ตรวจสอบโดยเร็ว ซึ่งเรื่องส่วยนั้นมีทั้งผู้รับและผู้ให้ โดยผู้ให้คือระบบขนส่ง ส่วนผู้รับเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องให้ผู้บังคับการ ปปป. เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในทุกมิติ” ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ยังกล่าวถึงการสั่งย้าย ผบก.ทล.เข้ามาปฏิบัติราชการที่บช.ก. เพื่อเปิดทางให้จเรตำรวจแห่งชาติตรวจสอบข้อเท็จจริงได้โดยอิสระ และส่งข้อมูลให้กับคณะกรรมการเนื่องจากจะมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเรื่องตำรวจ (ก.ร.ตร.) ร่วมพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมยังสั่งให้ขยายผลไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด หากพบว่ามีความผิดจริงจะดำเนินการโดยไม่ละเว้น
ส่วนเรื่องส่วยสติ๊กเกอร์อื่นๆ เช่น ส่วยสติ๊กเกอร์ลูกเต๋าของแรงงานต่างด้าวที่มีการเผยแพร่ลงในโซเชี่ยลมีเดีย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว บางส่วนเป็นข้อมูลเก่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ขอให้ประชาชนที่จะโพสต์แชร์ข้อมูลให้ตรวจสอบให้รอบคอบ มิฉะนั้นอาจเป็นการปรักปรำเจ้าหน้าที่ได้
“เรื่องนี้ไม่ใช่การประกาศสงครามกับส่วยสติ๊กเกอร์ แต่เป็นการปฏิบัติงานตามปกติของเจ้าหน้าที่ ที่ต้องกวาดล้างส่วยสติ๊กเกอร์ให้หมดไป โดยขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีตำรวจเรียกรับส่วย โดยยังต้องรอผลการตรวจสอบก่อน” ผบ.ตร.กล่าว
ที่ บก.ทล. ถ.ศรีอยุธยา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รรท.ผบก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล. , พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ ปิยะบุตร รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.จตุพล เร่งถนอมทรัพย์ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุมรภูมิ ไทยเขียว รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ธนนท์ โตงิ้ว รอง ผบก.ทล. พ.ต.อ.ศตวรรษ บุญมี ผกก.1 บก.ทล., พ.ต.อ.วชิรา นาวไทยสงค์ ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.อ.ศษณรรฐ รัตนเศวตรวงศ์ ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผกก.5 บก.ทล., พ.ต.อ.พิขญ์รุจ กุลวิมลประทีป ผกก 6 บก.ทล., พ.ต.อ.ชนกฤติ พงษ์ศิริ ผกก.7 บก.ทล., พ.ต.อ.วันชนะ ทิพย์อาสน์ ผกก.8 บก.ทล. เข้าร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นส่วยรถบรรทุก
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยก่อนเข้าร่วมประชุมว่า วันนี้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงระดับผู้กำกับการมาประชุมหารือ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการต่อไปและกำหนดแก้ไขปัญหาเร่งด่วน หลังประชุมจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับคำสั่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับเรื่องการพิจารณาเอาผิดนั้น เป็นนโยบายของท่านผบ.ตร. เน้นย้ำในการกวาดบ้านตัวเอง และในฐานะตำรวจทางหลวง เราไม่อยากตอบว่ามันไม่มีเรื่องส่วยเกิดขึ้น เพราะมันอยู่ใต้พรมมานาน ขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผย ขอบคุณสมาพันธ์รถบรรทุกแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาให้ข้อมูล
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนนั้น ขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ด้วย เราจะไม่ให้ความช่วยเหลือใคร ใครทำอะไรไว้ก็จะต้องยอมรับในสิ่งนั้น ไม่มียกเว้นแน่นอน ตนทำงานมาเยอะ มีพื้นฐานการทำงานในสิ่งอยุติธรรมมาเยอะ จะไม่ทำให้ ปปป.เสื่อมเสีย มาตรงนี้แม้มาแก้ไขในช่วงสั้นๆ แต่จะยกเลิกคำสั่ง แก้ไขปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ในบรรดาหน่วย เฉพาะกิจ ตนจะยกเลิกทั้งหมด อะไรที่เป็นปัญหาส่อทุจริต อาจจะพิจารณายกเลิกใน วันนี้ และหลังประชุมเสร็จสิ้นอาจจะสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
“ตำรวจทางหลวงมาถึงการเปลี่ยนแปลงแล้ว จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม แม้ว่าทุกขั้นตอนหลังจากนี้ย่อมกระทบไปถึงธุรกิจหรือผู้ประกอบการ แต่ต้องปรับตัวตามให้ทัน ส่วนประเด็นที่มีการพูดกันว่าหลังจากนี้รถบรรทุกอาจจะถูกจับทุกด่านตรวจนั้น เรามาถึงจุดนี้ต้องยอมรับความ เป็นจริง การปรับตัว คือบังคับใช้กฎหมาย อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม” พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าว
รรท.ผบก.ทล. กล่าวเพิ่มเติมว่า สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศเร่งตรวจสอบเรื่องสติ๊กเกอร์ ถ้าส่อ ว่ามีการทุจริต ขอให้รวบรวมมาเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนสืบสวนดำเนินการ แม้ว่าท้ายสุดจะมีบุคลากรตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องก็ไม่หนักใจ ถึงจะเสียบุคลากรก็ต้องยอมรับความจริง ส่วนเรื่องกรอบระยะเวลาการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงปัญหาเรื่องนี้ไม่ช้า เพราะเป็นคนทำงานเร็ว ลูกน้องต้องเดินตามให้ทัน ส่วนเรื่องเส้นเงิน ถ้าพบข้อเท็จจริงจะประสาน ปปป. เข้ามาดูในเรื่องการทุจริต โดยจะทำควบคู่กัน อาจจะเรียกเข้ามาพูดคุย จากนั้นจะมีขั้นตอนดำเนินการอีกครั้งในภายหลัง
สำหรับประเด็นนโยบายบังคับใช้กฎหมายอาจจะกระทบกับภาคการขนส่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุว่า จริงๆ ก็เป็นห่วง แต่อยากให้เข้าใจว่าตำรวจทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ทำโดยอะลุ้มอล่วยมาตลอด เพื่อให้ฟันเฟืองทุกอย่างเดินไปได้ วันหนึ่งสิ่งที่ดำเนินการมันไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไข ทุกคนต้องยอมรับการแก้ไข ตนมาตรงนี้ไม่มีข้องเกี่ยวกับผลประโยชน์ใด ทำตามอำนาจหน้าที่ ไม่อยากให้เดือดร้อนแต่ทุกคนก็ต้องปรับตัว
“ส่วนใบสั่งต่างๆ และการแบ่งเปอร์เซ็นต์นั้น ประชาชนจะต้องยอมรับว่าใบสั่งที่โดนนั้น เป็นผลมาจากการกระทำความผิดหรือไม่ หากไม่ใช่ก็ชี้แจงได้ แต่หลังจากนี้ก็ต้องแก้ไขทั้งระบบ ทั้งเรื่องความเร็ว ระบบ และกระทรวงคมนาคมจะต้องไปแก้ไข ไม่อยากให้หมักหมม ที่สำคัญตนฝากหน่วยงานที่สูงกว่านี้ช่วยไปดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานสะดวกมากขึ้นด้วย” พล.ต.ต. จรูญเกียรติกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 1 มิ.ย. นาย อภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เตรียมนำข้อมูลและหลักฐานสติ๊กเกอร์ที่เป็นสัญลักษณ์ให้ผ่านทางได้แบบไม่ต้องเสียเงินไปมอบให้นายวิโรจน์ ที่พรรคก้าวไกล เพื่อเป็นข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป และยืนยันว่าสมาชิกของสหพันธ์ทั้ง 10 สมาคม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะได้ลงนามในสัญญา (เอ็มโอยู) ร่วมกันไว้ตั้งแต่แรก แล้วว่าสมาชิกจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่อง ผิดกฎหมาย
วันเดียวกัน นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการติดสินบนเจ้าหน้าที่โดยการติดสติ๊กเกอร์บนรถบรรทุก ครั้งที่ 1/2566 ว่า ที่ประชุมแต่งตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ จากบุคคล เพื่อนำกลับมารายงานผลอีกครั้งใน วันที่ 9 มิ.ย.นี้
จากการชี้แจงของกรมทางหลวง (ทล.) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของการรับสินบนเพื่อแลกกับการยกเว้นตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุก เบื้องต้นทราบว่า ทล.ติดตั้งด่านตรวจน้ำหนักรถบรรทุก ซึ่งใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาตรวจจับน้ำหนักตั้งแต่ปี 2549 โดยปัจจุบันมีด่านเปิดใช้งานแล้วจำนวน 97 ด่าน และมีแผนจะพัฒนาเพิ่มเป็น 128 ด่านทั่วประเทศ ทล.ใช้ระบบไอทีเข้ามาตรวจจับน้ำหนักรถบรรทุก ดังนั้น ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการติดสติ๊กเกอร์เพื่อแลกกับการไม่ตรวจชั่งน้ำหนักคงไม่ใช่ เพราะหากรถเข้าด่านแต่มีน้ำหนักเกินกำหนดติดสติ๊กเกอร์เครื่องก็สามารถตรวจจับน้ำหนักได้อยู่แล้ว และเมื่อพบว่ามีน้ำหนักเกินต้องถูกเรียกปรับตามกฎหมายกำหนด
ด้านนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองอธิบดี ทล. กล่าวว่า ปัจจุบัน ทล.ไม่ได้ใช้ระบบคนในการตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุก แต่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น คงไม่เกี่ยวเนื่องว่ารถที่มีสติ๊กเกอร์เท่านั้นที่จะผ่านด่านตรวจน้ำหนัก เพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ตรวจจับที่น้ำหนัก ไม่ได้ยกเว้นสติ๊กเกอร์ประเภทใด และหากตรวจจับน้ำหนักแต่ละคันมีผลอย่างไรนั้น ระบบหน้าด่านจะส่งผลมายังศูนย์ควบคุมกลาง เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับต่อไป
“ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐในประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบัน ทล.มีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจชั่งน้ำหนัก โดยจะมีการสลับพื้นที่หัวหน้าด่านฯ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำหน่วยทุกๆ 8 เดือน เพื่อป้องกันการกระทำความผิด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และตอบข้อสงสัยของสังคม ทล.จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เป็นผู้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง” นาย จิระพงศ์กล่าว
ขณะที่นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ขบ.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำผิดส่วยบรรทุก โดยมีนายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดี ขบ. และโฆษก ขบ. เป็นประธาน เพื่อรวบรวมข้อมูลตรวจสอบเกี่ยวกับการร้องเรียน หรือกระแสสังคมที่มีการกระทำผิดกรณีส่วยรถบรรทุกหรือรถขนส่งสาธารณะทุกประเภทที่ ขบ.กำกับและดูแล ซึ่งต้องดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 15 วัน จากนั้นให้นำเสนออธิบดีฯ ก่อนที่จะเสนอกระทรวงคมนาคมให้รับทราบต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.พนม เชื้อทอง ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เผยถึงกรณีสื่อออนไลน์เสนอข่าวเกี่ยวเจ้าหน้าที่ว่ามีการจับกุมคนต่างด้าว ก่อนที่คนต่างด้าวดังกล่าวจะโชว์สติ๊กเกอร์ลูกเต๋า เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม เหมือนการแสดงว่าจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่แล้ว หรือเรียกว่า ส่วยสติ๊กเกอร์ ว่า ขณะนี้ลงพื้นที่ตรวจสอบต้องจุดดังกล่าวแล้ว และนำเรียนผู้บังคับบัญชาทราบ ดังนี้
1.จุดที่มีการถ่ายภาพดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในท้องที่ สน.พลับพลาไชย 2 โดยตรวจสอบจากสถานที่จริงปรากฏตามตำแหน่งปัจจุบัน
2.สน.พลับพลาไชย 2 มีการกวดขันดำเนินคดีกับต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายมาโดยตลอด
3.เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ไม่ได้กระทำในลักษณะดังที่นำเสนอข่าวแต่อย่างใด
4.จากการตรวจสอบข้อมูลทางสื่อออนไลน์ พบว่าเป็นข่าวเก่าเมื่อ 30 พ.ค.2559 เจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานร่วมสนธิกำลังจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ต่างๆ กวดขันจับกุมแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย มีการนำเสนออย่างแพร่หลาย
5.รัฐบาลมีนโยบายผ่อนผันให้คนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) กลุ่มเป้าหมายอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และทำงานเป็นการชั่วคราวถึงวันที่ 31 ก.ค. 2566 ส่งผลให้แรงงานต่างด้าวเป้าหมายได้รับการผ่อนผัน
วันเดียวกัน นายสำอางค์ ซ่อนกลิ่น ประธานชมรมผู้ค้าสลากรากหญ้าทั่วไทย เผยถึงกรณีนายวิโรจน์แฉเพิ่มอีกประเด็น ส่วยหวย ‘SSK pass’ แผงไหนติดสติ๊กเกอร์ นั่นหมายความว่า สามารถขายเกินราคาได้ ตำรวจไม่จับ ว่า เรื่องส่วยลอตเตอรี่นั้นมีมานานมากแล้วราวๆ 20 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการขายลอตเตอรี่เกินราคา เป็นเรื่องการเอาตัวรอดของผู้ค้าลอตเตอรี่และเจ้าหน้าที่มากกว่า ต้นตอมาจากที่รับลอตเตอรี่มาจากต้นทางเกินราคา 80 บาทแล้ว ทำให้ต้องขายเกินราคา ผู้ค้าถูกกดให้อยู่กับคำว่า 80 บาทมาอย่างยาวนาน
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกดดันว่า ทำไมถึงไม่จัดการปัญหาการขายลอตเตอรี่เกินราคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกไปตรวจจับ และเปรียบเทียบปรับตั้งแต่ 2,000-5,000 บาท ทำให้ผู้ค้าโอดครวญกันอย่างหนักว่าหากถูกจับปรับแทบไม่เหลือกำไรเลย หาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่พอ ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่บางส่วนมาเจรจาต่อรองให้จ่ายเป็นรายเดือนแทน เดือนละ 500-1,000 บาท และจะไม่ตรวจจับ พร้อมกับช่วยดูแลทั้งเดือนขายกันได้แบบสบายใจ
นายสำอางค์กล่าวถึงสติ๊กเกอร์ ‘SSK pass’ ว่า ไม่ได้มีเพียงแค่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเท่านั้น ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลมีเช่นเดียวกัน และอาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากแผงใหญ่ มูลค่าเยอะ การดูแลต้องแพงกว่าปกติจำเป็นจะต้องมีสติ๊กเกอร์ เพราะมีหน่วยงานย่อยๆ หลายหน่วยงานและอาจเกิดการจับ ซ้ำซ้อน สุดท้ายคนเดือดร้อนคือผู้ค้าลอตเตอรี่ ทั้งนี้ ในแต่ละพื้นที่จะมีสัญลักษณ์แตกต่างกันออกไป ไม่ได้แค่ส่วยตำรวจเท่านั้น แต่ยังมีส่วยของส่วนกลางสำนักงานกองสลากฯ อีกด้วย แต่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ถ้าหากว่าส่วนกลางสำนักงานกองสลากฯ เห็นสัญลักษณ์หรือสติ๊กเกอร์ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะไม่ตรวจจับ เพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ในท้องที่เข้ามาเคลียร์แล้ว
อย่างไรก็ตาม หากถูกส่วนกลางของสำนักงานกองสลากฯ จับนั้นจะถูกตัดสิทธิ ผู้ค้ารายนั้นไปเลย และไม่สามารถทำมาหากินได้อีก เคยมีคนถูกส่วนกลางสำนักงานกองสลากฯ จับแล้ว แต่นานๆ ครั้ง ส่วนมากผู้ค้ารายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในพื้นที่จะโดนเหมือนเป็นการบังคับให้ต้องมีสติ๊กเกอร์เพื่อเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ ขณะเดียวกันบางพื้นที่ไม่ได้มีการเก็บส่วยลอตเตอรี่ เนื่องจากเห็นใจคนทำมาหากิน อาจจะใช้วิธีการขอความร่วมมือช่วยงานบุญงานกุศลแทน
ประธานชมรมผู้ค้าสลากฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สุดท้ายนี้อยากฝากไปถึงสำนักงานกองสลากฯ ให้ปรับการบริหารจัดการเพื่อช่วย ผู้ค้าและผู้บริโภคแบบวิน-วิน และอยากให้จัดการเรื่องหวยทิพย์ เนื่องจากยังเกลื่อนประเทศอยู่ อีกทั้งเงินก็ไม่ได้เข้ารัฐเลย ไปดูแลในส่วนนั้นก่อนดีกว่า