เลขาฯชี้ต้องรับรองเป็นสส.ก่อน
แล้วจ่อคดีรู้ไม่มีคุณสมบัติยังฝืน
นักร้อง‘ศรี’เคว้ง-มท.ยุบสมาคม
กกต.มีมติตีตก 3 คำร้อง ‘พิธา’ ถือหุ้นไอทีวี ยื่นเกินเวลากฎหมายกำหนด แต่รับไว้พิจารณาคดีอาญา มาตรา 151 เหตุรู้อยู่แล้วไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งแต่ ยังฝืน เลขาฯกกต.ระบุเป็นเหตุให้ต้องรับรองเป็นส.ส.ไปก่อน ประธาน กกต.แย้มอาจมีนับคะแนน-เลือกตั้งใหม่อีก ป.ป.ช.แจงปม ‘ทิม’ ค้ำประกันหนี้ รอตรวจสอบเป็นก้อนเดียวกับที่เป็นข่าวไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ หัวหน้าก้าวไกลบุกภูเก็ตขอบคุณที่เลือก พรรคส้มยกเกาะ กรมการปกครองสั่งยุบสมาคมของ ‘ศรีสุวรรณ’ ชี้จัดตั้งไม่ถูกกฎหมาย เจ้าตัวลั่นเดินหน้าร้องหนักยิ่งขึ้น ในนามประชาชน
กกต.แย้มอาจนับคะแนนใหม่เพิ่ม
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. ให้สัมภาษณ์กรณีมีคำสั่งนับคะแนนใหม่ 47 หน่วยเลือกตั้ง เป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 16 หน่วย และส.ส.บัญชี รายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 31 หน่วยเลือกตั้ง ใน 16 จังหวัด ในวันที่ 11 มิ.ย.ว่า เป็นมติที่ประชุม กกต. เนื่องจากจำนวนบัตรออกเสียงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิตรงกัน แต่คะแนนที่นับออกมาไม่ตรงกัน อาจมีสาเหตุจากการขีดนับคะแนนผิดพลาดจึงจำเป็นต้องนับคะแนนใหม่ กระบวนการนับใหม่จะต้องทำโดยไม่ล่าช้า คิดว่าไม่เกิน 5 วันน่าจะเสร็จเรียบร้อย จากนั้นต้องส่งผลการนับคะแนนมาให้กกต.อีกครั้ง การนับคะแนนใหม่จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคได้รับ เพราะนับเพียงบางหน่วยเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่ากฎหมายให้อำนาจกกต.วินิจฉัยว่า ถ้าไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ลำดับส.ส.ไม่ต้องนับใหม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า มาตราดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรณีที่พบว่าบัตรออกเสียงไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับกรณีคะแนนที่กกต. สั่งนับ ยังมีกรณีสำนักงาน กกต.จะเสนอเรื่องเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้เลือกตั้งใหม่ให้กกต.พิจารณา ขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าจะมีความเห็นว่าอย่างไร ซึ่งจำนวนไม่มาก แต่อาจไม่มีอะไรเลยก็ได้
ส่วนเรื่องการประกาศรับรองผลการ เลือกตั้ง กฎหมายกำหนดให้ต้องประกาศรับรองผลไม่น้อยกว่า 95% จะทยอยประกาศไม่ได้ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนว่าจะประกาศรับรองผลได้เมื่อไร แต่เชื่อว่า กกต.จะประกาศรับรองผลได้เร็วกว่า 60 วัน เร็วกว่าเมื่อปี 2562 แน่ๆ เพราะกกต.เองไม่อยากให้ล่าช้า
ไม่กังวลถูกกดดันตีตกคำร้อง‘พิธา’
นายอิทธิพรกล่าวถึงคำร้องการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคว่า มีการยื่นมา 3 คำร้อง อยู่ในขั้นตอนสำนักงาน กกต.พิจารณาว่าจะรับเป็นคำร้องหรือไม่ และหากไม่รับเป็นคำร้อง จะรับเป็นความปรากฏต่อกกต.หรือไม่ หากรับจะตั้งคณะกรรมการไต่สวนและเชิญ ผู้ถูกกล่าวหามาให้ถ้อยคำ กระบวนการสอบสวนทำควบคู่ไปกับการประกาศรับรองผลได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องไม่ประกาศรับรอง นายพิธาเป็นส.ส.ก่อนหรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า ยังพูดอย่างนั้นไม่ได้ เวลานี้อยู่ที่ว่าเราจะรับคำร้องเรื่องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ และถึงแม้จะรับคำร้องไว้พิจารณาแล้วมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนก็ต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่เวลายังไม่แล้วเสร็จ หรือคาดว่ายังไม่แล้วเสร็จก็ไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องไปขวางไม่ให้มีการประกาศผล ต่อข้อถามว่านายพิธาได้เซ็นรับรองส่งผู้สมัครส.ส.ในฐานะหัวหน้าพรรคจะส่งผลให้ไม่ประกาศรับรองส.ส. พรรคก้าวไกลด้วยหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่าไม่ถึงขนาดนั้น
เมื่อถามว่าข้อบังคับพรรคก้าวไกลกำหนดให้สมาชิกพรรคต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง หากนายพิธาถูกชี้ว่าผิดเรื่องการถือหุ้นสื่อจะส่งผลต่อการรับรอ ง ส.ส.พรรคก้าวไกลหรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา เป็นเรื่องที่กกต.ต้องพิจารณาร่วมกัน และยังต้องใช้เวลาอีกมาก ไม่ได้กังวลกับการที่สังคม กดดันกกต.ให้รับหรือไม่รับเรื่องร้องเรียน นายพิธา เรารับทราบความเห็นของประชาชน แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติงานได้ ส่วนที่นายพิธากล่าวว่าหากได้เป็นนายกฯ จะโละองค์กรอิสระที่ไม่อิสระนั้น ตนเห็นว่าทุกคนมีสิทธิเสนอความเห็นและผลักดันให้เป็นไปตามนั้น เราเป็นเพียง ผู้ปฏิบัติ
ต้องรับรองส.ส.ก่อนฟันคุณสมบัติ
ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การพิจารณาคำร้องการถือหุ้นสื่อของนายพิธามีปัญหาทางเทคนิคอยู่ คือผู้ร้องมาร้องก่อนวันเลือกตั้ง 2 วัน ซึ่งกรณีมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติต้องร้องภายใน 7 วันก่อน วันเลือกตั้ง สำนักงานต้องพิจารณาว่าสิ่งที่ร้องมีเหตุหรือมีมูลที่จะดำเนินการต่อไปหรือไม่ เพื่อเสนอให้กกต.พิจารณา และกกต.มีความเห็นว่าให้ทำให้รอบคอบและเสนอขึ้นไปใหม่ ส่วนกกต.จะรับไว้พิจารณาหรือไม่เป็นอีกประเด็น ถ้ารับแล้วจะผิดหรือถูกก็เป็นอีกประเด็น ดังนั้น เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของสำนักงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าจะดำเนินการข้อหารู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้งส.ส.แต่ยังลงสมัคร นายแสวงกล่าวว่า เรื่องการมีลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครหากเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งต้องส่งศาลฎีกาวินิจฉัย แต่หลังเลือกตั้งก่อนการประกาศผลยังเป็นช่องโหว่อยู่ ซึ่งสำนักงาน กกต.คิดว่าหากมีการยื่นจะทำอะไรได้บ้าง สามารถทำคดีอาญาตามมาตรา 151 ได้ ส่วนถ้าประกาศรับรองผลไปแล้วการให้พ้นจากส.ส. ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 คือ สมาชิกรัฐสภาหนึ่งใน 10 เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกกต.สามารถยื่นได้ แต่ต้องมีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง
ต่อข้อถามว่าขณะนี้ กกต.กำลังพิจารณาควบคู่ระหว่างคดีอาญาตามมาตรา 151 และคดีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าคดีคุณสมบัติยังพิจารณาไม่ได้ เพราะยังไม่เป็นส.ส. ตอนนี้พิจารณาได้เฉพาะคดีอาญาตามมาตรา 151
“ตามคำร้องร้องว่าคุณไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครส.ส.เพราะคุณมีลักษณะต้องห้ามที่กฎหมายกำหนด เมื่อคุณไม่มีคุณสมบัติจะไปสู่ข้อหารู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติแต่ยังลงสมัคร ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 151 แต่เรื่องการพ้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ซึ่งตอนนี้ยังเป็นอนาคตที่มาไม่ถึง ยังไงก็ต้องประกาศผลให้เป็นส.ส.ไปก่อน เพราะพ้นในช่วงการยื่นของศาลฎีกามาแล้ว กกต.ไม่มีอำนาจไม่ประกาศ แต่สามารถพิจารณาคดีอาญาได้” นายแสวงกล่าว
มีมติตีตก 3 คำร้อง-รับไต่สวนม.151
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กกต. วันที่ 9 มิ.ย. กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ไม่รับคำร้องกรณีนายพิธา มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการสมัครรับเลือกตั้ง เหตุการถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น แต่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ โดยเห็นว่าคำร้องที่ได้ยื่นมาของผู้ร้องทั้ง 3 คน เป็นคำร้องที่ยื่นเกินระยะเวลาที่จะสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ในกรณีที่ร้องว่าผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงเห็นควรพิจารณาสั่งไม่รับคำร้องไว้ตามระเบียบ
แต่เนื่องจากกรณีคำร้องดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ และมีหลักฐานพอสมควร และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไป ว่านายพิธาเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงเห็นควรพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ โดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนที่ได้รับแต่งตั้งจะดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบต่อไป
ป.ป.ช.เผยแจ้งถือหุ้นไอทีวีแล้ว
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงานป.ป.ช. กล่าวกรณีนายพิธาแจ้งการถือหุ้นไอทีวีต่อป.ป.ช.ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นชื่อของนายพิธาจริง ถือครองหุ้นอยู่ 4.2 หมื่นหุ้น มูลค่า 4 หมื่นกว่าบาท ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ายื่นมาในฐานะอะไร เนื่องจากมีรายงานว่าเป็นผู้จัดการมรดก ตามกฎหมายหากเป็นเจ้าของก็ต้องยื่น ส่วนกรณีหากยื่นภายหลังอาจเข้าข่ายความผิดหรือไม่ก็ต้องดูที่เจตนา ไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องมีเรื่องเจตนาและระยะเวลา ขณะที่การตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าได้ยื่นบัญชีดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2562 เป็นการยื่นเพิ่มเติมภายหลังเข้ารับตำแหน่งแล้ว ไม่ใช่เป็นการยื่นหลังมีประเด็นแล้ว
“หน้าที่หรือคุณสมบัติต้องห้าม ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของป.ป.ช. แต่ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องการมีอยู่จริงของทรัพย์สิน ถ้ามีอยู่แล้วยื่นมาถือว่าไม่ได้มีเจตนาปกปิด แต่ถ้ามีแล้วไม่ยื่นถือว่ามีเจตนาหรือจงใจปกปิด ส่วนหลังตรวจสอบแล้วบัญชีทรัพย์สินนั้นจะขัดกับคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของ กกต. ซึ่งกกต.รับทราบและอยู่ระหว่างการพิจารณา” นายนิวัติไชยกล่าว
ค้ำประกันหนี้-เป็นสิทธิลูกหนี้
นายนิวัติไชยกล่าวถึงความคืบหน้ากรณี แจ้งบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา กรณีการ ค้ำประกันเงินกู้ 460 ล้านบาท ว่า ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบพบ นายพิธาเคยยื่นการค้ำประกัน เงินกู้ เข้ามา 1 ก้อนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นก้อนเดียวกันหรือไม่ ต้องขอเวลาตรวจสอบก่อน ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบของ ป.ป.ช.ยังไม่เคยมีใครร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีการค้ำประกันแล้วไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินจะมีความผิดหรือไม่ นายนิวัติไชย กล่าวว่า การค้ำประกันถือว่ายังไม่มีหนี้ที่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงสิทธิ์จากการ กู้ยืมเงิน หากลูกหนี้ตัวจริงผิดนัดชำระจะไปเรียกจากคนค้ำประกันที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบ แต่ตอนนี้เป็นสิทธิ์ของลูกหนี้กับผู้ค้ำประกันเท่านั้นเอง เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ป.ป.ช.ต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องยื่นรายการนี้ด้วยหรือไม่ แต่การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่านายพิธาเคยยื่นมา 1 บัญชีเกี่ยวกับการค้ำประกัน
ต่อข้อถามถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือการยื่นค้ำประกันลักษณะดังกล่าวหลังรับตำแหน่ง ส.ส.ต้องยื่นภายหลังหรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า หากยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาแจ้ง เว้นแต่ยื่นในกรณีพ้นจากตำแหน่งภายใน 30 วัน เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ยื่นเฉพาะรับตำแหน่งกับพ้นตำแหน่งเท่านั้น แต่ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งหากมีความผิดปกติเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ต้องตรวจสอบที่มาของรายได้ และหนี้สิน
เมื่อถามว่าจะเรียกนายพิธาเข้ามาให้ข้อมูลเรื่องนี้หรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า การตรวจสอบเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เช่น ถ้ามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ามาต้องดูว่าเป็นทรัพย์สินจริงหรือไม่ ของใคร ส่วนจะมีปัญหาในภายหลังหรือไม่ยังตอบ ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของป.ป.ช.

ภูเก็ตสีส้ม – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกฯ ขอบคุณชาวภูเก็ตที่เลือกส.ส. พรรคก้าวไกลยกจังหวัด ประกาศสนับสนุนเป็นเจ้าภาพ World Expo 2028 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.
‘พิธา’ขอบคุณ-ภูเก็ตเด็ดทั้งเกาะ
เมื่อเวลา 11.50 น. ที่สนามกีฬาหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต พรรคก้าวไกลนำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ลงพื้นที่ขอบคุณประชาชนและประชุมร่วมกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต ทันทีที่ทั้งหมดเดินทางมาถึงได้เดินมาที่เวทีกลางสนาม ที่จัดเป็นเวที รูปวงกลมสีดำคล้ายกับการปราศรัยครั้งสุดท้ายของพรรคก้าวไกล
นายพิธาขึ้นบนเวทีกล่าวว่า “Phuket, are you ready? พี่น้องชาวภูเก็ต ที่เคารพรักทั้งหลาย พวกเราชนะแล้ว ภูเก็ตเด็ดทั้งเกาะ เด็ดไม่เด็ดไม่รู้ ก็แค่ส้มยกจังหวัด” วันนี้เราจึงต้องลงมาขอขอบคุณความไว้วางใจจากพี่น้องชาวภูเก็ต ที่ชาวภูเก็ตมอบคะแนนเสียงให้กับพวกเราในปี 2566 ทำให้ได้คะแนนเสียงมากกว่าเลือกตั้งปี 2562 จำนวน 1 เท่าตัวเต็ม วันนี้ภูเก็ตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สำหรับตนมาในฐานะแอมบาสซาเดอร์การท่องเที่ยว และคนที่เคยขับเคลื่อนเรื่องสุราก้าวหน้า รวมถึงหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี ส.ส. 3 คน 3 เขต คอยรับใช้ประชาชนชาวภูเก็ต และสุดท้ายมาในฐานะว่าที่นายกฯ คนต่อไปของประเทศไทย
พี่น้องชาวภูเก็ตรู้ตัวหรือไม่ ว่าคะแนนของพวกท่านมีความหมายกับตนมากแค่ไหน เราต้องการเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ของมวลชน และจะเป็นพรรคระดับชาติได้ ไม่ใช่แค่พรรคท้องถิ่นหรือพรรคภูมิภาค จึงต้องมีส.ส.ให้ครบทุกภูมิภาค อันที่หนึ่ง คราวที่แล้วได้มา 6 ล้านเสียง คราวนี้ได้มา 14 ล้านเสียง มากกว่าเดิม 2 เท่า อันที่สอง ได้ส.ส.เขตมา 100 กว่าคน บัญชีรายชื่อได้มา 40 กว่าคน เป้าที่ 2 สำเร็จเรียบร้อย ส่วนเป้าที่สามจะเอาให้ครบทุกภูมิภาค หาเสียงอย่างถล่มทลาย คิดถึงพี่น้องที่สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช คราวนี้ไม่เป็นไรคราวหน้าไม่ปล่อยไว้แน่นอน
ดันเป็นไข่มุกของโลก
สำหรับภูเก็ตไม่เคยทำให้ผิดหวัง แตกหมดทั้ง 3 เขต จ.ภูเก็ต นอกจากเป็นไข่มุกอันดามันแล้วยังเป็นไข่มุกในใจตนด้วย 40% ของพี่น้องชาวภูเก็ตให้ความไว้วางใจพรรคก้าวไกล ขอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ไข่มุกเม็ดนี้ผิดหวังแน่นอน นอกจากจะมาขอบคุณทุกคน มาให้ความมั่นใจว่าจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังมีอีก 60% ของพี่น้องชาวภูเก็ตที่ยังไม่ให้ความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร ตนรับใช้ทุกคน
อีกเป้าหมายหนึ่งที่เร่งด่วนมาก ตนต้องการเอาภูเก็ต ไข่มุกในใจตนและไข่มุกอันดามัน ให้เป็นไข่มุกของโลกให้ได้เร็วที่สุด ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะมีการตัดสินใจว่าจะใช้เมืองไหนจัดงาน World Expo ประเทศไทยส่งภูเก็ตเข้าประกวด อเมริกาจะส่ง Minnesota ประเทศสเปนส่งเมืองของเขา เซอร์เบียร์ก็ส่งเมืองของเขา เราลงทุนประมาณ 5,000 กว่าล้าน เศรษฐกิจหมุนขึ้น 10 กว่าเท่า ชาวภูเก็ตจะได้รวย รวย รวยและรวย ดูเวลาตอนนี้เหลืออีกแค่ 10 กว่าวัน ทั่วโลกจะมีการโหวตกันว่าจะเอาภูเก็ตเป็นเมืองจัดงาน World Expo หรือไม่ คราวนี้ถึงได้เริ่มต้นทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ถามว่า Phuket, are you ready? แล้วส่งเสียงไปถึงปารีสแล้ว
“ผมทำการบ้านมาแล้วว่า ปกติจะมี นักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ตประมาณ 8 ล้านคน ปีที่ผ่านมาเหลือประมาณ 4 แสนคน ปีนี้มี 1.7 ล้านคน ยังหายไป 4 เท่า ตนจะเป็นนายกฯ คนต่อไปที่จะจัดการ 1.เศรษฐกิจ 2.สุขภาพ 3.แรงงานหมอพยาบาล 4.สิ่งแวดล้อม “ยังมีอีก 2 ค.ควาย ที่ต้องออกไปคือค้ายา ต้องหมดไปจากภูเก็ต และคอร์รัปชั่นต้องหมดไป” นายพิธากล่าว
ภายหลังปราศรัยขอบคุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง นายพิธาได้แจกลายเซ็น พร้อมถ่ายรูป เซลฟี่กับประชาชน ที่ต่อแถวเป็น 2 แถว ขนาบข้างนายพิธาจนถึงรถ
ถกภาคธุรกิจท่องเที่ยว
เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นายพิธาประชุมพบปะกลุ่มภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา เอกชน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที
นายพิธาแถลงว่า ภาคเอกชนของจ.ภูเก็ตมีข้อเสนอแนะให้พรรคก้าวไกลทั้งหมด 24 ข้อ นอกจากเหตุผลหลักในการช่วยกันดูแล ชีวิตของชาวภูเก็ตและการดูแลชาวภาคใต้แล้ว ยังมีวาระเร่งด่วน ที่จะสนับสนุนให้ภูเก็ต ได้รับเลือกให้เป็นจังหวัดในประเทศไทย ที่จะได้เป็นเจ้าภาพงาน Specialized Expo 2028 ตามมารยาททางการเมือง คงต้องให้เครดิตจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่มีมติ ครม.ให้ภูเก็ตเป็นตัวแทนเจ้าภาพในการจัด Specialized Expo 2028 ตอนนี้จะมีการโหวตของ 127 ประเทศ ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ที่กรุงปารีส
ต่อข้อถามถึงการปราศรัยช่วงเช้า มีการประกาศบนเวทีว่าเป็นแบรนด์ แอมบาส ซาเดอร์การท่องเที่ยว นายพิธาออกตัวว่า “ไม่มีครับ” เป็นการแซวเล่นเฉยๆ แซวตัวเองเล่นๆ แต่เท่าที่ตนฟังมีคนเรียกร้องมา หาก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ขัด ตนจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เป็นคนนำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่
ผู้สื่อข่าวถามว่าจ.ภูเก็ตจะเป็นจังหวัดแรกๆ ในการทำนโยบายกระจายอำนาจใช่หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า แน่นอนว่าจังหวัดใหญ่ๆ ในประเทศไทยจะมีความพร้อมในการเตรียมรับการกระจายอำนาจ งบประมาณ ภารกิจและบุคลากร นโยบายที่คิดไว้ก่อนเลือกตั้งต้องมีการทำแต่ต้องมีการดำเนินการที่มีสัดส่วน ไม่ใช่บอกว่าภูเก็ตส้มยกเกาะแล้วเราจะเอามาให้จ.ภูเก็ต จนละเลยจังหวัดอื่น ยืนยันว่าจะไม่มีแบบนั้นแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายพิธาพูดถึงการจัดงาน Specialized Expo ได้พูดเดือนผิดจาก มิถุนายน เป็น มิถุนาคม จนผู้สื่อข่าวทักท้วง ทำให้นายพิธากล่าวขอบคุณ และออกอาการเขินด้วย
‘เศรษฐา’ไม่คิดรับไม้ต่อ
เมื่อเวลา 10.15 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เข้ามาที่พรรคหลังเดินทางกลับมาจากประเทศอังกฤษ กล่าวว่า จะเข้ามารายงานพรรคเกี่ยวกับการรีแบรนด์พรรคให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายของพรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคทราบ และจะขอคำแนะนำจากคนที่อยู่ในพรรคมานานว่าวิธีการที่เราทำงานแบบใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้ามาถูกทางหรือไม่ การ รีแบรนด์พรรคมีความคืบหน้าตามลำดับ ขอให้ใจเย็น ถ้ามีความคืบหน้าจะแถลงได้ จากนั้นจะร่วมประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ ของพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลได้ทาบทามให้ไปร่วมทำงานหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่มีครับ ผมไม่ได้โฟกัสเรื่องการฟอร์มรัฐบาล ผมโฟกัสแค่พรรคเพื่อไทย อย่างเดียว” ต่อข้อถามว่ามองภาพรวมการฟอร์มรัฐบาลครั้งนี้อย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่าไม่ได้มอง เพียงแต่ให้กำลังใจการฟอร์มรัฐบาลครั้งนี้สำเร็จ เพราะเราเป็นฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน
ต่อข้อถามว่าหากนายพิธา เกิดอุบัติเหตุการเมือง ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยจะไปรับหน้าที่ตรงนั้นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ได้คิดตรงนั้น เป็นหน้าที่ของพรรคก้าวไกล เมื่อถามว่าก้าวไกลมีแคนดิเดต นายกฯ แค่คนเดียว นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องให้เขาเป็นคนจัดการเพราะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เราเป็นพรรคอันดับสอง และตนไม่เกี่ยวข้องกับการฟอร์มรัฐบาลหรือคณะทำงานเปลี่ยนผ่าน ตนทำเรื่องพรรคเพื่อไทย อย่างเดียว
ส่วนกระแสข่าวครอบครัวชินวัตร อยากให้นายทักษิณ ชินวัตร ชะลอการกลับประเทศไทย นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องเลย ผู้สื่อข่าวถามว่ากระแสข่าวระบุด้วยว่าน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยังไม่เหมาะ เป็นนายกฯ ตอนนี้ นายเศรษฐากล่าวว่า น.ส.แพทองธารมีความเหมาะ เชื่อว่าสื่อมวลชนก็เห็น ตอนนี้น.ส.แพทองธาร อายุ 37 ปีแล้ว เชื่อว่ามีวุฒิภาวะ และที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารพรรคมีความเห็นชอบให้เป็นแคนดิเดต นายกฯ แล้ว
‘สนธิญา’จี้ถามพท.แจกเงินหมื่น
เมื่อเวลา 11.40 น. ที่สำนักงาน กกต. นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.ให้สอบถามไปยังพรรค เพื่อไทย กรณีชะลอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท แก่ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป
นายสนธิญากล่าวว่า อยากให้ กกต.สอบถามเพื่อไทยว่าจะชะลอไปถึงปีไหน หรือถึงชาติไหน จะแจกหรือไม่แจก เพราะเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่มีการโฆษณาให้ประชาชนทั้งประเทศ และตนเชื่อว่าคนไทยหลายล้านคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยด้วยนโยบายเหล่านี้ แต่เมื่อประกาศจะชะลอจึงมาทวงถามผ่านกกต. และให้ถามด้วยว่า หากนายพิธาไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แน่นอนเพื่อไทยต้องมาเป็นแกนนำ ถ้าได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนโยบายแจกเงิน 10,000 บาท จะหยิบยกมาเป็นนโยบายแรกหรือไม่
ฝากไปยังพรรคเพื่อไทยว่าถ้าประกาศเป็นฝ่ายประชาธิปไตยแล้วฟ้องร้องตนนั้น ตนคงต้องเดินเข้าคุกถ้าศาลพิจารณาว่าติดคุกจริง แต่ฝากพรรคเพื่อไทยว่าถ้าตามพ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา 101 วรรคสอง ระบุหากพรรคไปแจ้งต่อ กกต.ว่าการกระทำของตนเป็นเท็จที่มาร้อง กกต. แต่ถ้าตนกล่าวไม่เท็จ อย่าลืมว่าโทษ มาตรา 101 บัญญัติไว้ว่าพรรคที่กล่าวหาประชาชนที่มาร้องจะมีโทษเป็น 2 เท่า คือยุบพรรค และตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคนั้นๆ ด้วย จึงขอให้พึงสังวรไว้ด้วย และยืนยันไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่นใด
‘สมชัย’ตัดเกรดกกต.7 เต็ม 10
ที่สำนักงานกกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. เปิดเผยว่า วันนี้ตนมาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 25 ปี กกต. การเจอกับกกต.นั้นได้พูดคุยกันปกติ ส่วนตัวได้ขอโทษที่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทางกกต.ก็เข้าใจและขอบคุณ ตนเข้าใจว่ากกต.ถูกกดดัน ส่วนตัวให้กำลังใจตลอดเวลา อย่างที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ก็พูดอย่างตรงไปตรงมา อะไรที่ทำดีตนก็ชม บางครั้งก็สะท้อนสิ่งที่เป็นความเห็นประชาชนให้กกต.รับรู้ ความเคลือบแคลงใจของประชาชน บางครั้งกกต.ก็ทำดีแล้ว แต่ประชาชนยังสงสัยเกินไปอยู่ เช่น การนับคะแนนใหม่ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่บางครั้งประชาชนไม่เข้าใจ อาจ มองว่าเป็นการเล่นตุกติกอะไรหรือเปล่า ตรงนี้ตนให้กำลังใจกกต.ว่าต้องทำงานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ และอย่าหวั่นไหวเสียงวิจารณ์ แก้เสียงวิจารณ์เพื่อให้เกิดผลงาน
เมื่อถามว่าเทียบการทำงานของกกต. ของนายสมชัย กับยุคปัจจุบัน นายสมชัยกล่าวว่า สมัยตนทำงานหนักกว่าเยอะ ยุคตนสำนักงานก็ไม่มี ต้องออกไปเร่ร่อนตามที่ต่างๆ ศูนย์ราชการถูกยึดเป็นเดือน สำนักงานในต่างจังหวัด 11 จังหวัดก็ถูกยึด ส่วนราชการไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน เป็นยุคที่ถูกคุกคามต่างๆ ไปไหน ไปเหนือ ไปใต้ก็โดนก็ถูกคุกคาม ไม่ใช่การคุกคามธรรมดา แต่คุกคามถึงชีวิต
เมื่อถามว่าให้คะแนนกกต.ชุดนี้เท่าไหร่ นายสมชัยกล่าวว่า ให้ 7 เต็ม 10 ถ้าแบ่งเป็นหมวด ซึ่งหมวดการสื่อสารกับประชาชน ยังให้ตก เพราะไม่ค่อยคุย ไม่ค่อยสื่อสารกับประชาชน แต่การทำงานโดยรวมทั้งหมด 7-8 คะแนนก็ให้ได้ เพราะทำงานประสบความสำเร็จ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาไม่น้อยเกินไป
มท.สั่งยุบสมาคม‘พี่ศรี’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.)ในฐานะนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งที่ 1015/2566 ลงวันที่ วันที่ 9 มิ.ย.เรื่อง เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยของนายศรีสุวรรณ จรรยา ระบุว่า ตามที่ได้มี คำสั่งรับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมนี้ขึ้น เมื่อ วันที่ 13 พ.ค.2552 นั้น จากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังการจดทะเบียนสมาคม พบว่าบุคคลในสมาคม ทั้ง 3 คน จากทั้งหมด 11 คนให้ถ้อยคำยืนยันสอดคล้อง ว่าไม่เคยเป็นสมาชิกสมาคมและบุคคลอีก 2 คนในสมาคม ให้ถ้อยคำยืนยันสอดคล้องกันว่าไม่เคยเข้าร่วมประชุมคณะผู้เริ่มก่อตั้งสมาคม ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2551 ประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคม ต่อนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานครนั้น บุคคลดังกล่าวมิได้ รู้เห็นด้วย
พยานหลักฐานจึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการยื่นคำขอจดทะเบียนสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 81 กล่าวคือ มีจำนวนสมาชิกไม่ครบ 10 คน จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49 ประกอบมาตรา 60 แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนและ ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย หากประสงค์จะอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ยื่นอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวต่อนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานครภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
‘ศรีสุวรรณ’เดินหน้าร้องต่อ
นายศรีสุวรรณ จรรยา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามขั้นตอนของพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ถือเป็นคำสั่งทางปกครองสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นภายใน 15 วัน หากชี้แจงได้อธิบดีอาจจะสั่งยกคำสั่งดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเรียกประชุมทีมนักกฎหมายของสมาคม เพื่อปรึกษาหารือกัน ส่วนที่ระบุว่ามีการแอบอ้างรายชื่อบุคคลอื่นนั้น ยืนยันว่าไม่มีการแอบอ้าง ล่าสุดตนโทรศัพท์พูดคุยกับนายกสมาคม เขาบอกว่า ทุกคนต่างเป็นตัวจริง เพียงแต่หลายคนอาจจะมีอายุมาก 70-80 ปี อาจจะหลงๆ ลืมๆ ว่าได้มาประชุมร่วมกันจริงหรือไม่ เพราะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว หลายคนเลยให้ถ้อยคำกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามในลักษณะพูดไปให้จบๆ บางทีคนแก่แล้วหูตึงบ้างอะไรบ้าง
ตนจึงบอกนายกสมาคมให้คณะกรรมการที่ได้ให้ถ้อยคำกับเจ้าพนักงานอาจจะผิดไป ยืนยันว่าได้รู้ ได้ร่วมประชุมรับทราบการจัดตั้งสมาคมอย่างแท้จริง โดยทำเป็นหนังสือยืนยันมา เพื่อจะได้ไปยืนยันต่ออธิบดี คิดว่าเรื่องน่าจะจบเรียบร้อย แม้จะมีการยุบสมาคม ตนยังเคลื่อนไหวในนามของ‘ศรีสุวรรณ’ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีมูลเหตุจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค เสรีรวมไทย (สร.) ส่งทนายยุบร้องสมาคม นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เรามีการยื่นตรวจสอบนักการเมืองอาจจะทำให้นักการเมืองโกรธเคือง รวมถึงแฟนคลับของนักการเมืองโกรธเคือง การทำหน้าที่ตรวจสอบนั้น ตนไม่เคยท้อ เพราะมีการเตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม
“การทำหน้าที่ของผมเป็นเรื่องที่มีแรงเสียดทาน มีแรงกดดันมาก เพราะแตะต้องคนที่มีอำนาจรัฐ นักการเมืองบิ๊กๆ การทำงานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยืนยันจะยังทำหน้าที่ต่อล้านเปอร์เซ็นต์ ในการตรวจสอบพรรคการเมือง นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงที่กระทำการโดยมิชอบตามกฎหมายต่อไป และจะหนักข้อยิ่งขึ้นในการทำหน้าที่ แต่จะเป็นในนามไหน หรือไม่จำเป็นต้องทำในนามไหนก็ได้ โดยรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง มีองค์กรรองรับ สามารถทำในนามของบุคคล ในนามประชาชนได้” นายศรีสุวรรณกล่าว

ถกสันติภาพ – พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานย่อยพรรคร่วมรัฐบาล ว่าด้วยเรื่อง ‘สันติภาพชายแดนใต้ ปาตานี’ ที่ห้องประชุมชั้น 3 พรรคก้าวไกล อาคารอนาคตใหม่ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.
สมช.นัดถกด่วนปมแยกเอกราช
วันเดียวกัน พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า ได้รายงานกรณีการจัดกิจกรรมของขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ ที่มีการจัดพิมพ์บัตรสอบถามความเห็นผ่านสื่อโซเชี่ยล สอบถามประชาชน เรื่องให้ประชาชนปัตตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกต้องกฎหมาย เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รับทราบแล้วตั้งแต่วันที่จัดงาน โดยพล.อ.ประยุทธ์ แสดงความเป็นห่วงกังวล เพราะเกรงว่าจะเกิดการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก จึงสั่งการให้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง รวมทั้งตรวจสอบไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการทำความเข้าใจกับประชาชน ในวันจันทร์ที่ 12 มิ.ย.สมช.จะมีการประชุมติดตามเรื่องดังกล่าว ก่อนสรุปรายงานเสนอต่อนายกฯ ตามลำดับ
การออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินการได้ และไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน เพราะบทบาทของส.ส.ที่เพิ่งจะผ่านการเลือกตั้งมาสามารถดำเนินการแทนได้อยู่แล้วด้วยการทำหน้าที่สะท้อนความต้องการ รวมทั้งปัญหาของประชาชน แล้วนำเข้าไปหารือเพื่อหาทางออกในสภาผู้แทนราษฎร
ในส่วนของรัฐบาลมีนโยบายสำหรับพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะกฎหมายความมั่นคงที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้เกิดความสงบ ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งยังสนับสนุนเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี อัตลักษณ์ ศาสนา และการศึกษาอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีกลไกการพูดคุยสันติสุข ที่เปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนเข้าร่วม ดังนั้น บรรดานักวิชาการสามารถมาร่วมได้โดยไม่จำเป็นต้องแยกตัวไปทำอะไรสุ่มเสี่ยงให้เกิดความแตกแยก
‘สมชาย’บี้กกต.ฟันการเมืองหนุน
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวเรียกร้องให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจากตนเชื่อว่ามีนักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง และขอเรียกร้องให้กกต.ตรวจสอบนักการเมือง รวมถึงว่าที่ส.ส.ของบางพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเวทีและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลุกปั่นให้นักศึกษาดำเนินการเรื่องดังกล่าว
ตนมีคลิปที่นักการเมืองบางพรรคที่จัดเวทีปลุกระดมซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตราว่าด้วยราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ คนที่ทำนั้นเข้าข่ายทำผิดเป็นกบฏ และเข้าข่ายยุบพรรค พรรคการเมืองที่ยุยงให้เกิดเรื่องการทำประชามติแบ่งแยก ดินแดนไม่สมควรเป็นพรรคการเมือง ไม่สมควรได้เป็นส.ส. อย่าอ้างความรักชาติ เรื่องนี้คือการเคารพพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย หากยังทำเรื่องนี้ คนไทยจะสู้ถึง ที่สุด และเป็นสงครามภายในประเทศ
การประกาศของนักศึกษาตามคำประกาศ เขาไม่รู้ว่านั่นคือการทำผิดที่ความผิดสำเร็จแล้ว ตนเชื่อว่าเขาไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่เพราะมีผู้ใหญ่ที่ปั่นหัวและอยู่เบื้องหลัง ขอข้าราชการ หน่วยงานที่มีหน้าที่อย่ากลัวนักการเมือง เพราะหากละเว้นจะเข้าข่ายมาตรา 157 แม้จะเคารพสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่ควรมีเรื่องแยกบ้านแยกเมือง เพราะจะทำให้ประเทศไปต่อไม่ได้ และคนในประเทศจะอยู่กันไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าเวทีดังกล่าวมีนายวรวิทย์ บารู ว่าที่ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ เข้าร่วมด้วย นายสมชายกล่าวว่า ตนฟังการชี้แจงจากนายวรวิทย์ระบุว่าไม่ทราบเรื่องและไปร่วมงานตอนบ่าย ดังนั้น ต้องตรวจสอบว่าใครจัดงานหรือใครสนับสนุน พรรคไหนให้งบในการจัดเวที
‘ศรีสุวรรณ’ไม่พลาดร้องเอาผิด
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดิน มาร้องทุกกล่าวโทษผู้ที่มีพฤติการณ์หรือกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ กรณีที่มีการจัดเสวนาเปิดตัวองค์กรขบวนนักศึกษาแห่งชาติ โดยกลุ่มเครือข่าย PerMAS เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ ม.อ.ปัตตานี โดยมีตัวแทนและผู้บริหารพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ รวมทั้ง นักวิชาการ กลุ่มประชาสังคมเข้าร่วมงานด้วย
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า พฤติการณ์หรือการกระทำดังกล่าวของขบวนนักศึกษาแห่งชาติและผู้ที่เกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายการละเมิดต่อหลักกฎหมายและบูรณภาพแห่งดินแดนที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 1 ที่บัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” ซึ่งความผิดตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดโทษสำหรับบุคคลธรรมดา แต่มีบทลงโทษสำหรับพรรคการเมือง ที่จะถูกยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารได้หากพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว ส่วนบุคคลธรรมดาจะได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเพราะเป็นความผิดฐานกบฏ
คณะทำงาน 8 พรรคยึดรธน.
เวลา 14.00 น. ที่พรรคก้าวไกล คณะทำงานย่อยพรรคร่วมรัฐบาล ประชุมนัดแรก มีตัวแทนจาก 8 พรรคร่วมมาอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายรอมฎอน ปันจอร์ ว่าที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคประชาชาติ มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนายมุข สุไลมาน รองหัวหน้าพรรค นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทย สร้างไทย ใช้เวลาหารือ 2 ชั่วโมง
นายรอมฎอนเปิดเผยว่า วันนี้เราคุยกรอบกว้างที่แต่ละพรรคให้สัญญาประชาชนไว้ แต่ครั้งหน้าถ้าจะลงลึกรายละเอียดว่าจะวางกรอบสร้างสันติภาพ ตอบสนองแนวนโยบายอย่างไรให้กับประชาชน โดยนัดหารือที่พรรคประชาชาติ ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้
ที่ประชุมยังเห็นว่า แนวทางการแก้ปัญหาวันนี้อาจต้องลดบทบาท วิธีคิด และกลไกทางทหารลง แต่เพิ่มบทบาทพลเรือน โดยเฉพาะตัวแทนที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน นั่นคือบทบาทรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร
ที่ประชุมยังได้พูดถึงกรณีเปิดตัวขององค์กรนักศึกษาสามจังหวัดชายแดนใต้ ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ในนามของว่าที่รัฐบาลใหม่ กรอบที่เรายืนอยู่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เรากำลังพูดถึงสถานภาพของรัฐเดี่ยวที่มองไปข้างหน้าและจะกระจายอำนาจ ให้อำนาจกับประชาชนท้องถิ่นมากขึ้น ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวออกไปของรัฐปัตตานี (ปาตานี) เพราะเราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแต่ต้องมีพื้นที่ให้แสดงความเห็น
ไม่ห่วงว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่ความแตกแยก แต่สิ่งที่กังวลคือเรื่องความรุนแรง เพราะอีกไม่กี่เดือนจะครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อว่าภายใต้รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นการกล้าเผชิญ คือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ส่วนความชัดเจนในการยุบ กอ.รมน.นั้น ยังต้องมีการพูดคุยในคณะทำงาน และต้องเป็นฉันทามติร่วมกันของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล
สมาพันธ์บุกก.ก.-ค้านปมกัญชา
ที่พรรคก้าวไกล กลุ่มสมาพันธ์กัญชาเพื่อประชาชน นำโดย นายรัฐพล แสนรักษ์ ผู้ประสานงานสมาพันธ์กัญชาเพื่อประชาชน และคณะ ยื่นหนังสือพร้อมร่วมหารือการดำเนินนโยบายกัญชาร่วมกับพรรคก้าวไกล
นายรัฐพลกล่าวว่า สมาพันธ์ทำเรื่องกัญชามา 10 ปี จุดยืนคือการคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เพราะการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดโดยไม่มีอะไรมารองรับ อาจส่งผลเสียต่อสังคมในวงกว้างมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดเดา สมาพันธ์ต้องการยื่นข้อเรียกร้อง 2 ประเด็น 1.จะต้องมีการพูดคุย หารือให้ชัดเจนก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรในระหว่างนี้ และ 2. อาจจะต้องเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการใช้ในเชิงสันทนาการ ควบคุมให้ชัดเจนตามแบบสากล ที่แยกระหว่างการใช้ทางการแพทย์และเพื่อสันทนาการ ส่วนในเอ็มโอยูของ 8 พรรคที่ตั้งรัฐบาลจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้น ปัจจุบันสมาพันธ์ยังคงคัดค้านและมองว่ายังมีทางออกที่ดีกว่านี้ที่จะมีกฎหมายมาบังคับใช้ โดยไม่ต้องนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด
ด้านนายวรภพ วิริยะโรจน์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า เรื่องกัญชาต้องมีการปรับปรุง 2 มิติ ต้องทำให้มีความสมดุลทั้งด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชน และผู้ที่ทำถูกต้องตามกฎหมายยังสามารถจะดำเนินกิจการต่อได้ ซึ่งจะมีการพูดคุยและหารือร่วมกับสมาพันธ์
เครือข่ายฯขู่ม็อบลงถนน
ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย พร้อมเครือข่ายสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ จัดกิจกรรมวันกัญชาไทย ซึ่งทางเครือข่ายกำหนดให้วันที่ 9 มิ.ย. เป็นวันกัญชาไทยนับจากนี้ พร้อมจัดเสวนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นว่า กัญชาควรควบคุมด้วย พ.ร.บ. หรือดึงกลับไปเป็นยาเสพติด เพื่อนำข้อเสนอยื่นถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยมีการ ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ ยืนยันเจตนารมณ์ไม่นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด และจากนี้จะเดินสายทั้งประเทศ เพื่อนำรายชื่อประชาชนมอบให้รมว.สาธารณสุข คนใหม่
ช่วงบ่าย เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ยื่นหนังสือถึงนายกฯผ่าน นายสมภาส นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ พร้อมแถลงการณ์ กำหนดเส้นทางการขับเคลื่อนจนกว่าจะประสบความสำเร็จ
นายประสิทธิ์ชัยกล่าวว่า พรรคการเมือง 3 พรรค ทั้งเพื่อไทย ก้าวไกล และประชาชาติ ที่ร่วมลงนามเอ็มโอยู ก็ร่วมศึกษา และเป็น ผู้เสนอว่าให้เอากัญชาออกจากยาเสพติด แต่มากลับคำพูดในภายหลัง เพื่อเอาชนะกันในทางการเมือง สร้างข่าวเท็จจนทำให้ประชาชนห่างไกลจากข้อเท็จจริงไปมาก คนที่ไม่เอา ข้อเท็จจริงมาพูดกันก็ไม่ควรเป็นรัฐบาล
ด้านม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้กัญชามาเป็นเวลานาน กล่าวว่า ตนยืนยันว่ากัญชามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาบริหารประเทศ ถ้าดึงดันนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เจอม็อบเต็มถนนแน่นอน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าถ้านำกัญชามาใช้ เพื่อทางการแพทย์เพื่อสุขภาพ ยังเป็นประโยชน์อยู่ และเราได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งปี 2562 ทุกประการ ว่าจะนำกัญชาออกจากบัญชี ยาเสพติด เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ส่วนพรรคอื่นจะมีนโยบายอย่างไรขึ้นอยู่กับแต่ละพรรค
ต้องทำความเข้าใจกรณีที่มีหลายคนอยากให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณานำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติด เรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถปลดล็อกหรือจะให้นำกลับไปสู่บัญชียาเสพติดได้ เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ซึ่งกว่าจะประชุมพิจารณาออกจากบัญชียาเสพติดต้องใช้เวลาพิจารณาหลายปี จนปลดล็อกได้ในปี 2565
กกต.โชว์ผลงานครบรอบ25 ปี
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดงานสถาปนา ครบรอบ 25 ปี ในโอกาสนี้สำนักงาน กกต. ได้ออกตราสัญลักษณ์ 25 ปี กกต. “เส้นทางการจัดการเลือกตั้งสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” ตัวหนังสือสีเงิน สื่อถึงการเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบปีที่ 25 ตัวเลข 25 สื่อถึงการดำเนินงานตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ดวงไฟขาว สื่อถึงพลังประชาธิปไตยและเครือข่าย และพื้นสีเขียว สื่อถึงหีบเลือกตั้งและคูหาเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังได้ปรับสโลแกนใหม่ จากเดิม “สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม” เป็น “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย”
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงผลงานกกต.ครบรอบ 25 ปีว่า ถ้าเทียบกับอายุของคน เทียบเท่าอยู่ในช่วงอายุของวัยรุ่น ที่เต็มไปด้วยพลัง และจะเติบโตไปอย่างไม่หยุดยั้ง เปรียบเสมือนสำนักงานกกต.ในปัจจุบัน ที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับระดับสากล ในกระบวนการเลือกตั้งอย่างมืออาชีพ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ด้วยความมุ่งมั่น ทำให้ทุกการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ เช่น เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์มากถึง ร้อยละ 75.71 จำนวนบัตรเสียลดลง รวมถึงจำนวนเรื่องร้องคัดค้าน มีเพียง 280 เรื่องซึ่งน้อยที่สุดเท่าที่จัดการเลือกตั้งมา
ส่วนสโลแกนของ กกต. “สุจริต เที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย” เหตุใดถึงตัดคำว่า “โปร่งใส” นั้น ตนไม่ได้คิดว่ามีอะไรที่ต่างไป อยู่ที่การทำงานมากกว่า การแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และได้ทำตัวสมควรหรือมีเกียรติในตำแหน่ง ที่ทำหรือไม่ จริงๆ เรื่องความโปร่งใสดูได้ 2 อย่าง คือการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสำนักงานได้แสดงให้เห็นแล้ว ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาโดยสังเกตได้ที่หน่วยเลือกตั้ง ความโปร่งใสอีกอย่างคือมีระบบที่ตรวจสอบได้