ฟันอาญาด้วยคดีรีดไถ
วิโรจน์ลั่นลุยต่อบ่อดิน
ย้าย 40 ตำรวจทางหลวง ตั้งแต่รองผกก.ยันผู้หมู่ เซ่นส่วยสติ๊กเกอร์ ‘จรูญเกียรติ’ เซ็นเข้ากรุ ไปนั่งตบยุงช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการบก.ทล. เผยเป็นสัญญาบัตรระดับรองผกก.1 นาย รองสว.อีก 17 นาย ที่เหลือเป็นระดับชั้นประทวน ระบุอยู่ในข่ายสั่งฟันคดีอาญารับสินบนด้วย 12 นาย รรท.ผบก.ทล.ยันเรียกสอบขยายผลต่อสาวถึงใคร ฟันไม่เลี้ยง ‘วิโรจน์’ ขอบคุณจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมลุยต่อล้างถึงต้นตอ
วันที่ 9 มิ.ย. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รักษาราชการแทน ผบก.ทล. เปิดเผยความคืบหน้าคำสั่งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ที่ต้องสงสัยพัวพันกับส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก ว่า ขณะนี้รวบรวมรายชื่อทั้งหมดส่งมาให้ บก.ทล.แล้ว เพื่อจะได้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ตนยืนยันว่าจะลงนามแล้วเสร็จภายในวันเดียวกันนี้ ซึ่งในกลุ่มนี้มีตั้งแต่ระดับรองผู้กำกับการลงไปจนถึงชั้นประทวน ประมาณ 40 นาย โดยจะให้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ ศปก.บก.ทล. ส่วนรายชื่อยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ามาจากที่ใดบ้าง และจะมีชั้นยศสูงกว่านี้เกี่ยวข้องด้วยนั้น ตนเชื่อว่ามี แต่ก็เป็นของหน่วยงานอื่น ซึ่งคณะทำงานของ ป.ป.ป.จะสืบสวนขยายผลต่อไป
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่า ตนไม่ได้นิ่งดูดายกับการแก้ไขปัญหา การสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จะดำเนินการไปเรื่อยๆ คนไหนมีพยานหลักฐานก็ดำเนินการไป คนไหนถูกพาดพิง แต่ผู้ประกอบการยังไม่กล้าให้การเป็นลายลักษณ์อักษรก็ว่าไป ก็จะพยายามรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่างให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น และจะมีคำสั่งในการดำเนินการออกมาเรื่อยๆ รวมถึงจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือถูกพาดพิงเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกแน่นอน เพราะเชื่อว่ายังไม่จบแค่ตำรวจ 40 นายนี้อย่างแน่นอน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานมายื่นให้เพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับขบวนการรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนและส่วยสติ๊กเกอร์นั้น ได้มอบหมายให้คณะทำงานตำรวจป.ป.ป. ดูแลแทน ตอนนี้ตนมีหน้าที่ดูแลคดีของตำรวจทางหลวง ต้องแยกกันคนละส่วน แต่ก็ยังประสานข้อมูลกันตลอด ซึ่ง บก.ป.ป.ป. ก็จะเป็นหน่วยงานหลักในการสืบสวนขยายผล ซึ่งผบช.ก.มีคำสั่งให้ใช้กำลังอย่างเต็มที่ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และสร้างกองบังคับการตำรวจทางหลวงขึ้นมาใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนต่อไป
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่า ส่วนของรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนที่บอกว่าหายไปนั้น ตอนนี้ตนเองก็ยังสับสน และยังไม่ชัดเจนว่ารถของกลางอยู่ที่หน่วยงานใด แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังพูดไม่ตรงกันและยังไม่ชัดเจน จึงยังไม่อยากด่วนสรุปตอนนี้ แต่ได้ให้ตั้งชุดทำงานร่วมประสานกับกรมสรรพสามิตให้ชัดเจนก่อน และขอให้ทุกฝ่ายอย่ากังวล ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติได้ลงนามหนังสือคำสั่งกองบังคับการตำรวจทางหลวง ลงวันที่ 9 มิ.ย.2566 เรื่องโยกย้ายข้าราชการตำรวจทางหลวงต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก และเรียกรับผลประโยชน์อื่นๆ จำนวนทั้งสิ้น 40 นาย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำแหน่งรองผกก. 1 นาย ตำแหน่ง รอง สว. จำนวน 17 นาย และชั้นประทวน จำนวน 22 นาย ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ ศปก.บก.ทล. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นไปด้วยความโปร่งใส
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทั้ง 40 นาย ในจำนวนนี้มีถึง 12 นาย ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นผลตามที่เคยถูกร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการเรียกรับเงินสินบนจากผู้ประกอบการรถบรรทุกมาก่อนหน้า
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กถึงมาตรการเพิ่มเติม กำราบส่วยทางหลวงว่า 1.สาวถึงโรงงานต้นทาง 2.จัดการกับตำรวจค้าสำนวน 3.เลิกโบกกลั่นแกล้ง ความว่าจากการหารือร่วมกันระหว่างตน นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผู้แทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กับคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ฎิษพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. รรท.รอง จตร. และพล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รองผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.
นอกจากการส่งมอบเบาะแส เพื่อการสืบสวนขยายผลเรื่อง “ส่วยสติ๊กเกอร์” แล้ว ที่ประชุมยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมร่วมกันจัดการกับปัญหานี้ ให้ครอบคลุมเพิ่มเติมอีก 3 มาตรการ คือ
1.การดำเนินคดีกับผู้ประกอบการต้นทาง เช่น โรงโม่หิน บ่อดิน บ่อทราย โรงงาน ฯลฯ ที่มีเจตนาใส่น้ำหนักเกินให้กับรถบรรทุก มาตั้งแต่ต้นทาง ยัดเยียดให้แบก ตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ในคราวเดียวกัน เนื่องจากผู้ประกอบการต้นทางเหล่านี้มีตราชั่งที่สถานประกอบการอยู่แล้ว รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าน้ำหนักบรรทุกต้นทางเป็นเท่าใด แต่ก็ยังบังคับยัดเยียดให้รถบรรทุกแบกน้ำหนักเกิน โดยจะพิจารณาดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำ ความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วน พร้อมกับเสนอให้ยึดใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือ ร.ง.4 ด้วย เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้นทางเหล่านี้ มักจะบีบบังคับให้ผู้ขับรถบรรทุกต้องจำยอมบรรทุกน้ำหนักเกิน แต่ไม่เคยต้องมาร่วมรับผิดชอบอะไร
สำหรับการสืบสวนหาผู้ประกอบการต้นทางที่สนับสนุนการกระทำผิด ก็ไม่ยากเลย เพราะรถบรรทุกทุกคัน ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมายอยู่แล้ว แค่ตรวจสอบข้อมูล เส้นทางการเดินทาง ก็จะทราบโดยทันทีว่า ผู้ประกอบการต้นทางนั้นเป็นใคร
2.จัดการกับพนักงานสอบสวนบางนาย ที่มีพฤติกรรม “ค้าสำนวน” ที่นำเอา “การริบรถ” มาใช้เรียกรับผลประโยชน์จากรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ใครที่ยอมจ่าย 30,000-70,000 บาท ก็จะทำสัญญาเช่าช่วงรถเท็จขึ้นมาในสำนวน เพื่อเปลี่ยนสถานะของผู้ขับรถ จาก “ลูกจ้าง” ให้มาเป็น “ผู้เช่ารถ” เพื่อที่รถบรรทุกคันดังกล่าวจะได้ไม่ถูกริบ
พฤติกรรมการค้าสำนวนแบบนี้ ทำให้รถบรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินไปเพียงเล็กน้อย 100-200 กิโลกรัม ซึ่งไม่มีเจตนาในการบรรทุกน้ำหนักเกินอยู่แล้ว ต้องถูกกฎหมายรังแก ในขณะที่รถบรรทุกที่จงใจบรรทุก น้ำหนักเกิน 30-40 ตัน กลับลอยนวลพ้นผิด หรือรับโทษเพียงแค่สถานเบา นอกจากนี้ ยังพบเบาะแสเพิ่มเติมว่า ในบางท้องที่ พนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินการค้าสำนวนโดยลำพัง แต่มีการเชื่อมโยงไปยังพนักงานอัยการบางท่านอีกด้วย ถือเป็นความเสื่อมเสียของกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก
สำหรับกรณีนี้ ทางจเรตำรวจได้รับข้อเสนอไปตรวจสอบสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกน้ำหนักเกินย้อนหลัง หากพบพฤติกรรมการค้าสำนวนของพนักงานสอบสวน ก็จะสืบสวนขยายผล และพิจารณาดำเนินการทั้งทางวินัย และทางอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยไม่มีการละเว้น
3.พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รองผบช.ก. ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจที่ไม่ดีบางนาย ใช้อำนาจตามอำเภอใจ โบกให้รถบรรทุกจอด แล้ววนตรวจจุกจิกไปมา เพื่อกลั่นแกล้งให้รถบรรทุกที่ไม่ยอมจ่ายส่วย เสียเวลาทำมาหากิน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จะออกคำสั่งเพื่อกำชับการใช้อำนาจของตำรวจทางหลวงทุกสถานี โดยจะโบกให้รถบรรทุกจอดเพื่อตรวจสอบ ในกรณีที่มีเหตุต้องสงสัยเท่านั้น เช่น พบลักษณะรถที่ต้องสงสัยตามการข่าวที่ได้รับ พบการดัดแปลงสภาพรถ หรือพบลักษณะทางกายภาพที่ต้องสงสัยว่าจะบรรทุกน้ำหนักเกิน เป็นต้น ซึ่งท่านรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ย้ำว่า ด้วยประสบการณ์ของตำรวจทางหลวง แค่พิจารณาด้วยสายตา ก็รู้อยู่แล้วว่ารถบรรทุกสภาพแบบไหน ที่ต้องสงสัยว่าจะบรรทุกน้ำหนักเกิน ดังนั้นการโบกรถที่ไม่มีเหตุต้องสงสัยให้จอดตามอำเภอใจ เพื่อทำให้เสียเวลาทำมาหากิน จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
“สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่าน ทั้งท่าน พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ, พล.ต.ท.ฎิษพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ และพล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกท่าน ที่กรุณาให้ความสำคัญกับการ แก้ไขปัญหาส่วยทางหลวงนี้อย่างจริงจัง” นายวิโรจน์ระบุ
นายวิโรจน์ยังระบุต่อว่า สำหรับพรรคก้าวไกล ตน และนายสุรเชษฐ์ ก็จะเร่งผลักดันการแก้ไขที่ควบคู่กันไปกับการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีก 5 ด้านด้วยกัน คือ 1.การทบทวนแก้ไขกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง บทกำหนดโทษที่ไม่ได้สัดส่วน การให้ดุลพินิจกับ เจ้าหน้าที่ที่ล้นเกิน การขออนุญาต และงานทะเบียนที่มีขั้นตอนมากมายเกินจำเป็น 2.การออกกฎหมาย พ.ร.บ.ปกป้องผู้เปิดโปงการทุจริต (Whistleblower Protection Act) เพื่อทลายการทุจริตแบบยกรัง ทั้งขบวนการ สาวถึงต้นตอ 3.การวางระบบในการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส มี AI ในการตรวจจับข้อพิรุธที่ส่อเค้าการทุจริต 4.การผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ลง เช่น การชั่งน้ำหนักขณะรถวิ่ง (Weigh In Motion : WIM) และการใช้ระบบ GPS ในการสาวถึงผู้ประกอบการต้นทาง ที่มีเจตนาใส่น้ำหนักบรรทุกเกิน เป็นต้น และ 5.การยกเลิกระบบตั๋ว และการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงตำรวจ และข้าราชการ ในกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เพื่อให้ข้าราชการที่ตั้งใจทำงานโดยสุจริต มีความก้าวหน้าในอาชีพ ได้รับผิดชอบในระดับบังคับบัญชา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้งานราชการ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และปลอดจากการคอร์รัปชั่น โดยเชื่อว่า ถ้าพวกเราช่วยกันทำตามหมุดหมายทั้งหมดเหล่านี้ ประเทศชาติบ้านเมือง จะดีขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทั้ง 40 นาย ที่ถูกย้ายในครั้งนี้ ได้แก่ 1.พ.ต.ท.ดุลยวัต เมืองทอง รองผกก.3 บก.ทล., 2.ร.ต.อ.ประดิษฐ์ คุณประสาท รองสว.ทล.2 กก.1, 3.ร.ต.อ.ณัฏฐพล นาคกร รองสว.ทล.1กก.2, 4.ร.ต.อ.เสน่ห์ นุชนุ่ม รองสว.ทล.1กก.2, 5.ร.ต.ท.เทิดพันธ์ จุนทการ รองสว.6 กก.2, 6.ร.ต.ต.เกรียงไกร เพชรนคร รองสว.รองสว.ทล.1กก.1, 7.ร.ต.ต.สุชาติ ศรีทองสุข รองสว.ทล.2กก.1, 8.ร.ต.ต.สมศักดิ์ ปั้นโสม รองสว.ทล.2 กก.1, 9.ร.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชาวนาห้วยตะโก รองสว.ทล.1 กก.2, 10.ร.ต.ต.วรพงศ์ จั่นปาน รองสว.ทล.2 กก.2
11.ร.ต.ต.พงศกร กังใจ รองสว.ทล.1กก.3, 12.ร.ต.ต.ปุญญามาฆะ กรัตพงพงศ์ ทล.3กก.3, 13.ร.ต.ต.ชายแดน กองจอหอ รองสว.ทล.5กก.3, 14.ด.ต.สมศัดิ์ จันทาทอง ผบ.หมู่ทล.1กก.1, 15.ด.ต.ธนพงศ์ เผ้าหอม ผบ.หมู่ทล.1 กก.1, 16.ด.ต.ศิริวัฒน์ วิวัฒนาการ ผบ.หมู่ทล.2 กก.1, 17.ด.ต.กิตติพงษ์ กวีครีกรณ์ ผบ.หมู่ทล.1กก.2, 18.ด.ต.จักรพงษ์ พุฒตาล ผบ.หมู่ทล.1 กก.2, 19.ด.ต.ศุภกร อยู่คงดี ผบ.หมู่ทล.1กก.2, 20.ด.ต.สายัณห์ แก้วอนันต์ ผบ.หมู่ทล.กก.2
21.ด.ต.ปกรณ์ สิทธิศักดิ์ ผบ.หมู่ทล.6 กก.2, 22,ด.ต.สราวุธ รังกาแกม ผบ.หมู่ทล.6 กก.2, 23.ด.ต.วสันต์ บู้หลง ผบ.หมู่ทล.1กก.3, 24.ด.ต.ธีระวัฒน์ สมอุ่นจารย์ ผบ.หมู่ทล.5 กก.3, 25.ด.ต.สันติ บุญเพ็ง ผบ.หมู่ทล.ทล.4กก.4, 26.ด.ต.สันติราษฎร์ ศรีเพชร ผบ.หมู่ทล.กก.6, 27.ด.ต.เปรมวิศุทธ์ พัฒนอดิพงศ์ ผบ.หมู่ทล.2 กก.8, 28.ส.ต.อ.ภาณุพงษ์ ต่วนชะเอม ผบ.หมู่ทล.3กก.1, 29.ส.ต.อ.ประเสริฐ พูลศิริ ผบ.หมู่ทล.2กก.2, 30.ร.ต.อ.ประสงค์ หลังนุ้ย รองสว.ทล.3กก.7,
31.ร.ต.อ.สมชาย จันทร์อบรม รองสว.ทล.3กก.7, 32.ร.ต.อ.สรรเสติญ ศรีสวัสดิ์ รองสว.ทล.1กก.2, 33,ร.ต.ต.ณัฐธนพงษ์ อุ่นหล้า รองสว.ทล.3กก.3, 34.ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย นับงาม รองสว.ทล.2กก.8, 35.ด.ต.ชาญชัย จันทร์วงศ์เกษม ผบ.หมู่ทล.3กก.7, 36.ด.ต.ปภาวิน ประหยัดสิน ผบ.หมู่ทล.3กก.3, 37,ด.ต.อาฮสมะ หมะมะ ผบ.หมู่ทล.3กก.7, 38.ด.ต.นิยม บุญรอด ผบ.หมู่ทล.4กก.7, 39.ด.ต.สุทธิวงศ์ เมืองงาม ผบ.หมู่ทล.4 กก.7, 40.จ.ส.ต.ธีระยุทธ์ แก้วเรืองฤทธิ์ ผบ.หมู่ทล.4 กก.7
ที่กระทรวงคมนาคม นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการติดสินบนเจ้าหน้าที่โดยการติดสติ๊กเกอร์บนรถบรรทุก ครั้งที่ 2/2566 ว่า ก่อนหน้านี้ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ไปดูกระบวนการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน เพื่อให้เข้าใจระบบทางด้านเทคนิค พร้อมยอมรับว่าระบบที่ผ่านมามีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดกระบวนการทุจริต เนื่องจากมีการใช้บุคลากรเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการจับกุม
นายพิศักดิ์กล่าวอีกว่า โดยผลการประชุมในครั้งนี้ จะมีการมุ่งเน้นให้ใช้ระบบทางด้านเทคนิคระบบไอทีเข้ามามากขึ้นและลดจำนวนคน เพื่อให้ลดการทุจริตให้ได้มากที่สุด สำหรับในระยะยาวจะนำระบบบอดี้คาเมร่า (Body Camera) หรือกล้องติดตัว เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นรูปแบบออนไลน์ เมื่อมีการตรวจจับ จะเห็นภาพเข้าสู่ส่วนกลางทันที และมีการบันทึกการจับกุม ซึ่งจะทำให้เห็นกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่และลดการทุจริต เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทไปพิจารณา และนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้
นายพิศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ กรมทางหลวงมีด่านถาวร 97 แห่งทั่วประเทศ ตรวจจับกรณีได้รับแจ้งรถบรรทุกหนักอาจจะหลบเลี่ยง หรือใช้น้ำหนักเกิน ด่านส่วนกลาง 12 หน่วย ซึ่งเป็นการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ ในการออกตรวจ ส่วนกรมทางหลวงชนบทมีด่านถาวรจำนวน 5 ด่าน และด่านตรวจในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีการสุ่มตรวจทุกสายทาง ส่วนเรื่องบทลงโทษหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หากได้รับแจ้งเบาะแส จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน บทลงโทษตามวินัย เป็น พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ร้ายแรงสุดถึงขั้นไล่ออก รองลงมาเป็นทัณฑ์บน และยังมีโทษทางอาญาและ ทางแพ่ง
ด้านนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ปัจจุบันกรมได้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด โดยชุดแรกจะดูเรื่องคน หรือผู้กระทำผิด ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเชิญสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยมาให้ข้อมูล และรายชื่อข้าราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด เพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
นายจิระพงศ์กล่าวอีกว่า ส่วนคณะทำงานชุดที่สองจะดูในเรื่องของด่านชั่งน้ำหนัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะมีการขอข้อมูลจีพีเอสรถบรรทุกของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน ซึ่งเบื้องต้นอยู่ระหว่างจัดทำร่างการลงนามบันทึกข้อตกลกร่วมกัน (เอ็มโอยู) กับทาง ขบ. เพื่อปิดช่องโหว่ในการทำทุจริต และเพื่อให้ได้ข้อมูลของรถบรรทุกที่เรียลไทม์มากขึ้นอีกด้วย
นายจิระพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมยังอยู่ระหว่างดำเนินแผนกำหนดเรื่องคุณสมบัติกล้องที่จะนำมาใช้ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนว่าจะนำกล้องชนิดใดมาใช้ จำนวนกี่ตัว และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ โดยจะดำเนินการให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าจะนำมาใช้ทั้ง 97 ด่านทั่วประเทศ ด่านละ 14 ตัว โดยคาดว่าจะใช้งบเหลือจ่ายในการดำเนินการ และจะนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาเสนอในการประชุมครั้งต่อไป
“เติมทีระบบสปอตเช็ก หรือจุดตรวจย่อย ของกรม มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดอยู่แล้ว โดยใช้วิธีถ่ายเป็นคลิปวิดีโอไว้ หากมีข้อท้วงติง ก็สามารถนำมาดำเนินการได้ แต่ไม่ได้เป็นแบบเรียลไทม์ จึงเพิ่มการใช้กล้องบอดี้คาเมร่า หรือกล้องติดตัวเข้ามาใช้ เพื่อลดโอกาสของเจ้าหน้าที่ในการทำทุจริต ในแต่ละปีจะมีงบประมาณจากการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ประมาณ 10 ล้านบาท แบ่งเป็น นำเงินเข้าหลวง 20% หรือประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี งบดำเนินการจับกุม 20% หรือคิดเป็น 2 ล้านบาทต่อปี และเป็นของ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการตรวจจับ 60% หรือคิดเป็น 6 ล้านบาทต่อปี” นายจิระพงศ์กล่าว