โรมยันสูได้-แผนสกัดนายกฯ พท.ให้กำลังใจ-ห่วงรบ.สะดุด ดักคอ‘สว.’อย่าใช้อ้างไม่โหวต ทนายดังยื่นตำรวจเอาผิดพี่ศรี
ก้าวไกลมั่นใจ ‘พิธา’ บริสุทธิ์ พร้อมสู้คดีมาตรา 151 ซัดองค์กรนั่งร้านเตะตัดขาสกัดเป็นนายกฯ ฮึ่มเสียงประชาชนเป็นธงชัย ใครกล้าทำลาย เพื่อไทยห่วงตั้งรัฐบาลสะดุด แต่เอาใจช่วยให้ผ่านฉลุย เสรีรวมไทยดักทางส.ว.อย่ายกเป็นไม่โหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ‘ส.ว.กิตติศักดิ์’ ยันไร้ผลเปลี่ยนจุดยืน-ยังไงก็ไม่หนุน ‘สมชัย’ ระบุอาวุธหนักลำเลียงสู่สนามรบ แพ้-ชนะขึ้นอยู่ที่ฝ่ายเสธ. ‘บิ๊กป้อม’ ควง ‘สันติ’ ลุยเพชรบูรณ์จันทร์นี้ ติดตามแก้ปัญหาน้ำ-ที่ดินทำกิน หลังพปชร.กวาดส.ส.ยกเข่ง ‘ทนายรัชพล’ ขึ้นสน.ยื่นตำรวจสอบเอาผิด ‘ศรีสุวรรณ’ ขณะที่ ‘เสรีพิศุทธ์’ แฉมีคนอยู่เบื้องหลังยื้อยุบสมาคมพี่ศรี
ก.ก.ลั่น‘พิธา’บริสุทธิ์-พร้อมสู้คดี151
จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตั้งกรรมการไต่สวน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.บัญชี รายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า เรายืนยันว่ากรณีดังกล่าว เป็นกรณีที่ไม่มีอะไรเลย เราบริสุทธิ์ และพร้อมต่อสู้คดี แต่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ากรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า มีกระบวนการในการเตะตัดขาเพื่อไม่ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล และสกัดกั้นไม่ให้นายพิธาเป็นนายกฯ ถึงแม้เราจะโดนสกัดกั้นด้วยวิธีต่างๆ เรายังยืนยันที่จะต่อสู้อย่างเต็มที่ตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมาย ต้องบอกว่าถึงที่สุดทุกฝ่ายต้องยอมรับในฉันทามติของประชาชนที่ได้มอบให้ไว้ เราอย่าเอากรณีที่นายพิธาโดนกกต.ดำเนินการมาปะปนกับขั้นตอนที่จะเลือกนายกฯ เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้ว เราต้องสันนิษฐานให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอาญาเป็น ผู้บริสุทธิ์ก่อน
กรณีนี้กกต.เพิ่งเริ่มต้น ตนเชื่อว่าคงต้องใช้เวลาในการดำเนินการ กว่าทุกอย่างจะมีความชัดเจนในเรื่องการดำเนินคดี เราต้องเลือกนายกฯ แล้ว ฉะนั้นกระบวนการเลือกนายกฯ คงเดินหน้าได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนกระบวนการทางศาลก็เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ “ผมค่อนข้างมั่นใจว่า นายพิธาจะเป็นนายกฯ อย่างแน่นอน”
โวยกระบวนการเตะตัดขา
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองพรรคก้าวไกลมีแผนรับมือหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องถามว่าเป็นอุบัติเหตุอะไร เพราะถ้าเป็นเรื่องหุ้นสื่อคิดว่ากระบวนการที่จะดำเนินคดีตามมาตรา 151 สังคมจะเห็นว่าเป็นกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม 4 ปีที่แล้วก็ทำกับพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้หมายความว่ารอบนี้จะทำกับพรรคก้าวไกลได้ ต้องบอกว่าสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปมาก สังคมเข้าใจถึงความมุ่งหมายทางการเมืองด้านหลังที่พยายามเตะตัดขานายพิธา แต่ตนเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อถามว่าเป็นการเตะตัดขาเนื่องจากนโยบายของพรรคก้าวไกล ที่จะรื้อองค์กรอิสระหากได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการทำคือ ทำให้องค์กรอิสระมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ให้ยึดโยงกับประชาชน ซึ่งเป็นทัศนคติที่ดี ที่จะทำให้องค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เรามองว่าเป็นการช่วยทุกฝ่าย หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราโดน สิ่งนี้มากกว่าที่เป็นการทำลายประชาธิปไตย เนื่องจากไม่เคารพต่อเสียงของประชาชนที่แสดงผ่านการเลือกตั้ง ดังนั้นทุกอย่างควรจะราบรื่น ประเทศไทยควรจะดำเนินไปได้ หากเราบริหารงานไม่ดี ประชาชนจะลงโทษเราผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า
ฮึ่มอย่าแช่แข็ง-เชื่ออีกนานจบ
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมอยากแช่แข็งประเทศต่อ แต่ก็กังวลว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย กลัวว่าค่านิยมทางสังคม ความเชื่อ ที่คอยค้ำยันเครือข่ายศักดินามาช้านาน จะเปลี่ยนแปลงแบบ กู่ไม่กลับ องค์กรที่เป็นนั่งร้านตอนนี้ ก็งงว่าจะไปต่อยังไง ระหว่างที่รอคำสั่ง ก็ต้องทำนิติสงคราม เอาชนักมาปักหลังไว้ก่อน “เมื่อมีเสียงของประชาเป็นธงชัย มันผู้ใดจะหาญกล้ามาทำลาย”
นายชํานาญ จันทร์เรือง อดีต รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และกรรมการบริหารคณะก้าวหน้า โพสต์ เฟซบุ๊กว่า ขอให้ความเห็นว่ากรณีตามมาตรา 42(3) และมาตรา 151 ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งมีโทษโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 20 ปีนั้น จะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน เพราะเรื่องที่จะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกกต.สอบสวนเสร็จ จึงจะต้องไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีขั้นตอนต่อไปยังพนักงานอัยการและอีก 3 ชั้นศาล “สรุปว่า เรื่องนี้อีกนานครับ หมดสมัยสภาชุดที่ 26 แล้วจะเสร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้”
พท.ห่วงตั้งรัฐบาลสะดุด
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาในวงหารือของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ไม่เคยนำกรณีที่นายพิธาถูกร้องเรื่องการถือหุ้นสื่อขึ้นมาหารือ เพราะเป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล แต่เมื่อกกต.ตั้งกรรมการไต่ส่วนขึ้นมา ทางแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) มีความเป็นห่วง ว่าประเด็น ดังกล่าวจะกระทบกับการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องจัดการเอง
พรรคเพื่อไทยได้แต่ให้กำลังใจ และขออย่าให้ประเด็นนี้เป็นอุปสรรคกับการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรค เพื่อไทยมุ่งมั่นให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จไปได้ด้วยดี และยังไม่คิดต่อไปว่าหากเกิดอะไรขึ้น ทางออกของการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะวันนี้พรรค เพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าพรรคก้าวไกลจะเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้
ให้กำลังใจ-เคลียร์ได้ทุกประเด็น
ที่บริเวณเอเทรียม โซน 2 ชั้นจี ศูนย์การค้าสยาม เซ็นเตอร์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า หากให้กรรมการไต่สวนของกกต.ได้ดำเนินการ เชื่อว่าไม่มีอะไร นายพิธาจะสามารถตอบคำถามได้เคลียร์ทุกประเด็น เพราะอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นต้น ในฐานะที่เป็นแกนนำร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน ก็ให้กำลังใจนายพิธาในการแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ผู้สื่อข่าวถามว่าโทษค่อนข้างแรงเพราะเป็นโทษทางอาญา นายประเสริฐกล่าวว่า โทษหนักแต่ตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกกต. ว่าจะไต่สวนเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรมกับนายพิธา เรื่องนี้มีความเป็นห่วงแต่ก็ให้กำลังใจ ส่วนความกังวลว่ากระบวนการเลือกนายกฯ อาจจะสะดุดหรือไม่นั้น เราไม่กังวล เชื่อว่านายพิธาสามารถผ่านพ้นไปได้
ต่อข้อถามว่าจะกลายเป็นเงื่อนไขในการโหวตเลือกนายกฯ ของส.ว.หรือไม่ เพราะกระบวนการยังไม่เสร็จ นายประเสริฐกล่าวว่า ต้องดูผลของการไต่สวนก่อน ขอให้รอดูนิดเดียว ตนคิดว่าคงไม่นาน เพราะการเลือกตั้งผ่านมาร่วมเดือนแล้ว อีกไม่นานจะมีการรับรองผล ส.ส.ทั่วประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลต้องคุยกันเรื่องนี้ก่อนหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ประเด็นนี้ยังไม่ได้มีการคุย ในวงพรรคร่วม คุยเพียงแค่กรอบการทำงานร่วมกัน 14 คณะที่ได้วางนโยบายด้านต่างๆ ไว้เท่านั้น ส่วนเรื่องนายพิธาไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้นไอทีวีหรือเรื่องมาตรา 151 ไม่ได้หยิบยกขึ้นมา เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยมีสิทธิเป็นแคนดิเดต นายกฯ นายประเสริฐกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ขอดูก่อนและต้องพูดคุยกัน เพราะเราอยู่ร่วมกัน 8 พรรค ฉะนั้นไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น อยากให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลที่เป็นแกนนำสามารถ จัดตั้งได้สำเร็จ
จับมือสู้รัฐบาลข้างเดียว
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลาการเปรียญ วัดเทวสุนทร กทม. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ร่วมงานทำบุญรำลึกการเสียชีวิตของผู้ประสานงานคน เสื้อแดง โดยมี นพ.เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ และคนเสื้อแดงจำนวนมาก เข้าร่วมงาน พร้อมถวายสังฆทาน ทอดผ้าไตร และถวายเพลภิกษุสงฆ์
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เอาใจช่วยฝ่ายรัฐบาล 312 เสียงให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้ พรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง และแคนดิเดตของพรรคอันดับหนึ่งคือ นายพิธา ต้องเป็นนายกฯ ไม่มีอย่างอื่น ถ้าฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง 312 เสียงไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ คงไม่เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่จะเกิดรัฐบาลเสียงข้างเดียว หมายถึงรัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบัน เพราะกฎหมายระบุไว้ว่ารัฐบาลชุดเก่าจะไปก็ต่อเมื่อรัฐบาลใหม่มา
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเกิดสถานการณ์ เช่นนี้ขึ้น ทั้ง 8 พรรคที่จะจัดตั้งเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นฝ่ายค้านของใคร ในเมื่อรัฐบาลเสียงข้างเดียวไม่ได้มาจากการเลือกของสภาชุดนี้ แต่มาจากการอยู่ต่อ เพราะยังไม่มีรัฐบาลใหม่ ทั้ง 8 พรรคจะต้องจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ หากคิดเห็นไม่ตรงกันก็ควรที่จะไปแข่งกันใหม่ในสนามเลือกตั้ง แต่วันนี้ต้องสู้กับฝ่ายตรงข้ามเพื่อตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้
สร.ดักทางส.ว.อย่าใช้อ้างสกัด‘ทิม’
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย(สร.) กล่าวว่า ตนรู้เรื่องหุ้นจากสื่อคร่าวๆ ไม่ได้สนใจ และไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของใคร ช่วงนี้ นายพิธา อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล ไม่อยากให้เป็นปัญหาอุปสรรคอะไร และในการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค นายพิธาเคยเล่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนให้ฟังอยู่บ้าง และยืนยันว่าไม่มีอะไร ทำอย่างถูกต้องในฐานะผู้จัดการมรดก
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าเรื่องนี้จะกระทบการจัดตั้งรัฐบาล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพรรคเสรีรวมไทย ส่วนเรื่องนี้จะทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองจนมีการชุมนุมเกิดขึ้นอีกหรือไม่นั้น ตนไม่ได้กังวลและขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ ที่นายพิธาถูกร้องเรียน มาตรา 151 การจัดตั้งรัฐบาลจะยากกว่าเดิม และจะเป็นข้ออ้างให้ ส.ว.ไม่โหวตเลือก นายพิธาเป็นนายกฯ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลอาญา แต่หากเป็นศาลอาญาจะใช้เวลานาน แต่จะใช้เป็นข้ออ้างในการโหวตไม่ได้ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด
‘กิตติศักดิ์’ยันไม่มีผลเปลี่ยนใจ
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องที่กกต.ไต่สวนนายพิธา ตามมาตรา 151 คงไม่เกี่ยวกับการโหวตนายกฯ นายพิธาต้องไปพิสูจน์ ตัวเองให้ได้ว่าที่ กกต.ตั้งข้อหามานั้น เท็จจริงประการใด หาก กกต.ส่งสารว่าผิดจริงก็ต้องรับโทษไป แต่หากไม่ผิด กระบวนการก็ต้องดำเนินต่อ คือมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายกฯ ซึ่งนายพิธามีสิทธิ์ที่จะไปถึงตรงนั้น เพราะกกต.บอกแล้วว่าคงพิจารณามาตรา 151 ไม่ทัน คงรับรองส.ส.ไปก่อนแล้วไปหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วน ส.ว.จะพิจารณาตามเหตุตามผล ตามอำนาจและหน้าที่ที่จะพิจารณา ว่าจะเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่าส.ว.ได้พูดคุยกันถึง เรื่องนี้หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า คุยกันตลอด แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทางด้านการเมืองตลอด แต่ไม่มีการคุยกันว่าใครจะรับรองหรือไม่รับรองใคร ใครจะโหวตให้นายพิธาหรือไม่โหวตให้นายพิธา เมื่อถามถึงจุดยืนการโหวตเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า “ประกาศไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าไม่โหวตให้นายพิธาก็คือไม่โหวต ยืนยันว่าไม่ได้มีอคติ เรามีเหตุผลตามที่เคยประกาศตลอด”
‘สมชาย’แนะ 5 ขั้นตอนเชือด
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.โพสต์ เฟซบุ๊ก เสนอ 5 ขั้นตอน ให้กกต.เร่งดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 151 ประกอบด้วย 1.รับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ของนายพิธา โดยเร็วหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
2.หลังการรับรอง ส.ส.แล้ว กกต.ต้องเป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองในฐานะความปรากฏแก่กกต. โดยใช้ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า
2.1 นายพิธาขาดคุณสมบัติและขัดรัฐธรรมนูญตามลักษณะต้องห้ามการเป็นส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6)ประกอบมาตรา 98(3)
2.2 ขาดคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ตามมาตรา 88 มาตรา 89 และมาตรา 160 กรณีนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้ส.ส.เข้าชื่อ 1 ใน 10 ร้องต่อประธานสภา เพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 อีก เพราะความปรากฏตามที่กกต.รับไว้เองและกกต.ต้องสอบสวนจนมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายพิธาน่ามีลักษณะต้องห้ามอันเป็นการขาดคุณสมบัติส.ส.และแคนดิเดตนายกฯ แล้ว จึงร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย
3.กกต.ร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา เช่น คดีที่กกต.ร้องคดีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ คดีที่ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญคดีวาระ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฯลฯ โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และขอให้มีคําสั่งกําหนด มาตรการหรือวิธีการใดๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 71
ต้องมีพยานหลักฐานมัดแน่น
4.กกต.ยื่นดำเนินคดีอาญาต่อ เจ้าพนักงาน ตำรวจ อัยการ ในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (3) ในข้อหารู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อของตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ กรณีถือหุ้นสื่อไอทีวี คดีนี้มีบทลงโทษจำคุก 1-10 ปี โทษปรับ 20,000-200,000 บาท และตัดสิทธิการเมือง 20 ปี
5.อัยการพิจารณาคำสั่งฟ้องตามความผิดฐานดังกล่าวต่อนายพิธาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นกรณีที่กกต.ควรต้องสอบสวนและมีพยานหลักฐานให้หนักแน่นชัดเจนอย่างยิ่ง เพราะอัยการสูงสุดเคยมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องนายธนาธรมาแล้ว โดยคดีดังกล่าว อัยการระบุว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้อง และดูเจตนาจากพยานหลักฐานแล้ว น่าจะไม่มีความผิดกฎหมายอาญา ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของการเป็นส.ส.ของนายธนาธรให้พ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ไปแล้วก็ตาม แต่อัยการสูงสุดยืนยันมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องนายธนาธรมาแล้ว โดยถือว่าเป็นการพิจารณากฎหมายคนละฉบับกัน
‘จุรินทร์’มั่นใจไม่มีใบสั่ง
ที่อาคารสาธรซิตี้ ถนนสาทรใต้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีกกต.รับพิจารณาคดีนายพิธาจะส่งผลกับการโหวตเลือกนายกฯ มากน้อยแค่ไหนว่า คงตอบไม่ได้ ผลการเลือกตั้งเป็นผลการตัดสินใจของประชาชน แต่ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย กกต.ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายได้ และสุดท้ายจะไปที่ศาล ส่วนจะเป็นศาลไหนนั้นอยู่ที่ประเด็นที่กกต.ตั้งขึ้น ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายด้วยประเทศของเราเป็นนิติรัฐ
ผู้สื่อข่าวถามว่าเชื่อว่าจะไม่มีใบสั่งในเรื่องนี้ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าใบสั่งไหนและคงไม่มีใครไปสั่งได้ ทุกอย่างต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายและกกต.เองต้องเที่ยงธรรมด้วย ต่อข้อถามว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะทำให้พรรครัฐบาลเดิมมาเป็นรัฐบาลได้หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่สามารถตอบอะไรล่วงหน้าได้ เพราะขณะนี้ยังถือว่าพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่ ขอให้เขาทำสำเร็จถ้ารวมเสียงข้างมากได้
เมื่อถามว่าถ้ากกต.รับรองการเลือกตั้งทางพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกหัวหน้าพรรคเลยหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นไปตามข้อบังคับพรรคภายใน 60 วันไม่เกินวันที่ 13 ก.ค. ส่วนจะเมื่อไรนั้นต้องดูที่ผลการรับรองการเลือกตั้งของกกต.ก่อน เพราะคนที่จะมีสิทธิ์เลือกหัวหน้าพรรคต้องเป็นส.ส.และกรรมการชุดใหม่ของพรรค
‘เชาว์’ระบุไม่น่ากังวล-มีช่องสู้
นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องวิบากกรรม พิธา เรื่องใหญ่ อาจไม่ใช่ มาตรา 151 ว่า ตามที่ กกต.มีมติเอกฉันท์ ไม่รับ 3 คำร้องกรณีนายพิธา ถือหุ้นสื่อไอทีวี เนื่องจากเป็นคำร้องที่ยื่นมาในระยะเวลาที่เกินกำหนด แต่ยังมีมติรับพิจารณาตามมาตรา 151 เหตุรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังฝ่าฝืน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า กกต. ใช้ยาแรงจัดหนักนายพิธาน่าจะไม่รอด แต่ ตนกลับเห็นตรงกันข้าม เพราะความผิดตามมาตรา 151 พ.ร.ป. ว่าด้วยการ เลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 ต้องเป็นความผิดที่มีเจตนาที่ชัดเจน ซึ่งกฎหมายใช้ คำว่า “รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง” เพราะฉะนั้นคำว่า “รู้อยู่แล้ว” ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตายตัวรับฟังเป็นยุติ ไม่สามารถดิ้นได้ไม่ว่าโดยวิธีใด เช่น การเคยต้องคำพิพากษา หรือคุณสมบัติเกี่ยวกับการศึกษา แต่กรณีการถือหุ้นของนายพิธาถือเป็นประเด็นที่ยังไม่ยุติ ยังมีข้อสงสัยอยู่หลายประการ
โดยเฉพาะนายพิธายืนยันว่าตนถือหุ้นดังกล่าวในนามผู้จัดการมรดก และเคยยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แล้วด้วย และประเด็นสำคัญคือ ไอทีวี ยังประกอบกิจการสื่ออยู่หรือไม่ ประเด็นนี้แค่นายพิธาให้การต่อสู้ว่าตนเองเข้าใจว่า ไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อเพราะหยุดประกอบกิจการมานานแล้ว ก็จะหลุดพ้นความผิดในมาตรานี้ทันทีเพราะขาดเจตนา มิเช่นนั้นนายพิธาคงจัดการโอนหุ้นที่อยู่ในมือให้เสร็จก่อนวันสมัคร ซึ่งทำได้โดยง่าย คงไม่โง่ฝ่าฝืนลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งๆ ที่รู้ว่ามีความผิด
ถ้าพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า อัยการยกคำร้องหลังจากที่คุณธนาธร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีคุณสมบัติ ต้องห้ามจากการถือครองห้นสื่อจริง จนพ้นสภาพความเป็น ส.ส.ไป และกกต.ก็ชงเรื่องต่อว่านายธนาธรมีความผิดตามมาตรา 151 รู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง สุดท้ายอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยชี้ว่าคดีอาญาต้องมีหลักฐานนำสืบจนปราศจากข้อสงสัย ทำให้คดียุติไป ผมคิดว่าด่านต่อไปของนายพิธาไม่ใช่เรื่องที่ กกต. รับพิจารณาความผิดตามมาตรา 151 เพราะการที่กกต.ตีตก คำร้องทั้ง 3 คำร้องในเรื่องการถือหุ้นไอทีวี ว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ ยังไม่ยุติ เพราะภายหลังจาก กกต.รับรอง ส.ส. แล้ว ยังมีช่องสามารถยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้อีก ตามมาตรา 82 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
‘สมชัย’มองอาวุธหนักสู่สนามรบ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หวยออก 151 เป็นบวกหรือลบต่อพิธา การยกคำร้องคดี ถือหุ้น แต่กลับเตรียมดำเนินคดีอาญาฐานรู้ว่า ขาดคุณสมบัติแต่ยังมาสมัคร ส.ส.ของพิธา นั้น เป็นบวกหรือลบ
1.คดีอาญานั้น ต้องฟ้องศาลอาญา ซึ่งมีกระบวนการที่ยาวนาน เป็นปี และเป็นหลักประกันความยุติธรรมว่าต้องผิดจริงจึงถูกลงโทษ ไม่สามารถเอาผิดโดยง่าย แต่โทษรุนแรงกว่า เพราะมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตัดสิทธิทางการเมืองถึง 20 ปี
2.การที่ กกต. ฟ้องดำเนินคดีอาญา แม้ยังอยู่ในขั้นกระบวนการยังไม่ เสร็จสิ้น แต่ก็เป็นวัตถุดิบเพียงพอต่อเหล่า ส.ว. ที่ตั้งใจไม่เลือกพิธาเป็น นายกฯ ไม่ยกมือให้ โดยมีข้ออ้างแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ
3.การยกคำร้องคดีถือหุ้นสื่อ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ตายสนิท มีโอกาสฟื้นโดย ใช้ ส.ส. 50 คน หรือ ส.ว. 25 คน หรือยื่นโดย กกต.เองในฐานะความปรากฏ หลังจากการรับรอง ส.ส. โดยใช้สิทธิ ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ
4.อาวุธหนักต่างๆ กำลังลำเลียงสู่สมรภูมิสนามรบ และไม่จบแค่ ปืนต่อสู้อากาศยาน 151 แต่แพ้ชนะกลับอยู่ที่ฝ่ายเสนาธิการผู้วางแผน

อบรม – นางประพันธ์ตรี เกียรติบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสระบุรี เปิดอบรมกรรมการนับคะแนนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการนับคะแนนการเลือกตั้งส.ส.สระบุรี แบบแบ่งเขตใหม่ 2 หน่วย ซึ่งมีการนับคะแนนใหม่ วันที่ 11 มิ.ย.
จับตานับคะแนนใหม่ 16 จว.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 11 มิ.ย. กกต.มีการนับคะแนนเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต 16 หน่วย และแบบบัญชี รายชื่อ 31 หน่วยใหม่ รวมจำนวน 47 หน่วยเลือกตั้ง ใน 16 จังหวัด จากปัญหามีบัตรเขย่งดังนี้ 1.กรุงเทพฯ แบบแบ่งเขต 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย 2.ชลบุรี แบบแบ่งเขต 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย 3.ชุมพร แบบแบ่งเขต 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย 4.ตรัง แบบแบ่งเขต 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย 5.นครนายก แบบแบ่งเขต 1 หน่วย 6.ประจวบคีรีขันธ์ แบบแบ่งเขต 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 6 หน่วย 7.แพร่ แบบแบ่งเขต 1 หน่วย 8.ลพบุรี แบบแบ่งเขต 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย 9.สมุทรสาคร แบบแบ่งเขต 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
10.สระบุรี แบบแบ่งเขต 2 หน่วย 11.สุโขทัย แบบแบ่งเขต 1 หน่วย 12.กาญจนบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย 13.ฉะเชิงเทรา แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย 14.พังงา แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย 15.เพชรบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย 16.หนองคาย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

นับแล้ว – สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพังงา นับคะแนนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใหม่ 2 หน่วย โดยมี นาย ศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอท้ายเหมือง เป็นประธาน ที่ศาลาอเนกประสงค์ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.
เมื่อเวลา 11.00-13.30 น.วันที่ 10 มิ.ย. ที่ศาลาอเนกประสงค์ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา มีการนับคะแนนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วยเลือกตั้งใหม่ โดยมี นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอท้ายเหมือง เป็นประธาน ซึ่งการนับคะแนน เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ผลการนับคะแนนหน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 3 เทศบาลต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 700 คน ผู้มาใช้สิทธิ์ 514 คน บัตรดี 484 ใบ บัตรเสีย 17 ใบ บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 13 ใบ ส่วนหน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 851 คน ผู้มาใช้สิทธิ์ 645 คน บัตรดี 603 ใบ บัตรเสีย 29 ใบ บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 13 ใบ
นายสัมภาษณ์ เชาวลิต ผู้อำนวยการสำนักงานกกต.พังงา กล่าวว่า จ.พังงา จัดให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ไม่ถูกต้องก่อนวันที่ 11 มิ.ย. ทางกกต.เขตจังหวัดพังงา จึงจัดให้มีการนับคะแนนใหม่ในวันที่ 10 มิ.ย.
‘สุทิน’เชื่อไม่กระทบเพื่อไทย
นายสุทิน คลังแสง ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ 47 หน่วยเลือกตั้ง ถือเป็นการสั่งนับคะแนนใหม่ที่เยอะมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา แสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ และมีความพยายามกระทำทุจริตในหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ หรือไม่ ส่วนจะผิดปกติในขั้นตอนใด กกต.ควรเข้าไปตรวจสอบด้วย นอกเหนือจากการสั่งนับคะแนนใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าการนับคะแนนใหม่จะมีผลต่อสัดส่วน ส.ส.ของพรรค เพื่อไทยหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องที่คาดหมายยาก เพราะเราไม่รู้ว่าปัญหาที่ต้องนับคะแนนใหม่เกิดจากอะไร เมื่อนับคะแนนใหม่ก็จะเกิดความไม่แน่นอน ส่วนจะเกิดผลดีหรือผลเสียกับพรรคการเมืองหรือไม่นั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกพรรค ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันเฝ้าจับตาดู แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น เท่าที่ได้พูดคุยกับว่าที่ ส.ส.ที่อยู่ในเขตที่ต้องนับคะแนนใหม่ ไม่มีใครหนักใจกับเรื่องดังกล่าว จึงเชื่อว่าการนับคะแนนใหม่คงไม่กระทบกับพรรคเพื่อไทย ส่วนที่ กกต.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียนว่าที่ ส.ส.กว่า 20 คน ถือเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา
‘บิ๊กป้อม’ควง‘สันติ’ลุยเพชรบูรณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 12 มิ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจ ราชการจ.เพชรบูรณ์ มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรค พลังประชารัฐ ร่วมคณะ โดยพล.อ. ประวิตร จะลงพื้นที่อ.หนองไผ่ เพื่อร่วมพิธีมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในป่าสงวนแห่งชาติ มอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน ตามนโยบายรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ที่อาคารอเนกภิรมย์ที่ว่าการอำเภอหนองไผ่ พร้อมกล่าวมอบนโยบายและพบปะประชาชน จากนั้น ไปติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ พร้อมกล่าวมอบนโยบายและพบปะประชาชน ก่อน กลับกทม.
ทั้งนี้ จ.เพชรบูรณ์ เป็นอีก 1 จังหวัดที่พรรคพลังประชารัฐชนะการเลือกตั้งทั้ง 6 เขต แบบยกจังหวัด และเป็นจังหวัดที่ 2 ที่พล.อ.ประวิตรลงพื้นที่หลังการเลือกตั้ง ต่อจากจังหวัดแรกที่จ.กำแพงเพชร ที่ชนะกวาดมายกจังหวัดเช่นกัน โดยผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ จ.เพชรบูรณ์ ประกอบด้วย น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ เขต 1 นายจักรัตน์ พั้วช่วย เขต 2 นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เขต 3 นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เขต 4 นาง วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ เขต 5 และ นายอัคร ทองใจสด เขต 6
‘เสรีพิศุทธ์’ซัด‘ศรี’ทำตัวพระเอก
จากกรณีอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย(มท.) ในฐานะนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานคร เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียน และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ของนายศรีสุรรณ จรรยา โดยพบว่าแอบอ้างผู้อื่นมาจดจัดตั้งนั้น
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า ตนยื่นเรื่องให้อธิบดีกรมการปกครอง 5-6 เดือนแล้ว โดยนายศรีสุวรรณ เป็นนักร้องที่สร้างความปั่นป่วน สร้างความเดือดร้อนให้คนนู้น คนนี้ คนนั้นตลอด และเรื่องที่ไปร้องก็ไร้สาระ ซึ่งมีภาพและคลิปที่นายศรีสุวรรณให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำอาชีพร้องเรียน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาหาเขาก็ทำหน้าที่ร้องเรียนให้ โดยไม่คิดเงินคิดทอง เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชน แต่ได้ค่าเหนื่อยตามที่ประชาชนให้ เช่น 5 พันถึงหลักหมื่นบาท และเวลานายศรีสุวรรณ ร้องเรียนอะไรก็อ้างสมาคมองค์กรพิทักษ์ รัฐธรรมนุญไทยอยู่ตลอด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า นายศรีสุวรรณไม่ได้ไปเดี่ยวๆ แต่มีองค์กรรองรับ
“จนนายศรีสุวรรณ มาร้องเรียนผม กล่าวหาผมทิ้งที่ดินที่รีสอร์ต ใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งคนอย่างผมไม่เคยทำผิดกฎหมาย ผมกล้าสู้ทุกช่องทาง ที่เรากล้าสู้ เพราะไม่เคยมีแผลข้างหลัง สิ่งที่นายศรีสุวรรณ ทำไม่ถูกต้อง ทำตัวเป็นพระเอก เสียสละเพื่อพี่น้องประชาชน แล้วมาร้องผม ผมเลยให้ทนายอนันต์ชัย ไชยเดชไปดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท”
หลังจากนายศรีสุวรรณ มีคดีความกับตน ขณะนั้นตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบอยู่ จึงมอบหมายให้ทนายอนันต์ชัย ทำเรื่องยุบสมาคม ให้กมธ.การป้องกันฯ พิจารณา หลังจากรับเรื่องแล้วได้เรียกอธิบดีกรมการปกครอง และนายทะเบียน มาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยอธิบดีมอบหมายให้รองอธิบดีเข้ามาชี้แจง ซึ่งตนมอบหมายให้รองอธิบดีกรมการปกครองไปตรวจสอบว่าการจดทะเบียนตั้งสมาคมกับกรมการปกครองถูกต้องหรือไม่ มีการตั้งสถานที่จริงหรือไม่ ได้ส่งรายงานประจำปีเรื่องการเงินมาให้หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่จัดตั้งเป็นห้องแถวเล็กๆ เก่าๆ กุญแจคล้องไว้ก็สนิมเขรอะแล้ว ไม่มีการใช้สถานที่เลย จากการสอบถามห้องข้างเคียง ไม่มีใครเคยเห็นนายศรีสุวรรณมาประชุมที่นี่เลย
แฉมีคนช่วย-ยื้อยุบสมาคม
อีกทั้งบุคคลที่มีรายชื่อที่เป็นคณะกรรมการสมาคม ก็ไม่รู้เรื่องอะไร ตนเรียกกรมการปกครอง มาสอบถาม 2-3 ครั้ง เพื่อสอบถามความคืบหน้า ซึ่งกรมการปกครองบอกว่า แม้จะมีหลักฐานแต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายศรีสุวรรณด้วย ให้นายศรีสุวรรณมาชี้แจงข้อเท็จจริง และนำพยายานหลักฐานมาชี้แจง ตนเร่งรัดนี้มาตลอด เพราะกลัวว่าหากมีการยุบสภา เรื่องนี้จะไม่คืบ ตนให้เลขาฯ กมธ.การป้องกันฯ โทร.ประสานไปที่กรมการปกครอง เพื่อสอบถามความคืบหน้า ทางนั้นรับสายบ้าง ไม่รับสายบ้าง
เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ออกรายการหนึ่ง และทราบว่านายศรีสุวรรณ ยื่นเรื่อง ให้ยุบ 6 พรรค หารือร่วมตั้งรัฐบาลเหตุถูกครอบงำ เพราะมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล และช่อ-น.ส.พรรณิการ์ วานิช ไปร่วมทั้งที่ไม่มีสถานภาพทางการเมือง ซึ่งตนมองว่านายศรีสุวรรณ ร้องเรียนโดยที่ไม่ดูข้อเท็จจริง ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ตนจึงสั่งให้ทนายอนันตชัยฟ้อง ศรีสุวรรณในประเด็นนี้อีกครั้ง ทำให้นายศรีสุวรรณ ไม่กล้าร้องเรียนพรรคของตน
ตนได้พูดออกรายการนั้นว่า อธิบดีกรมการปกครองต้องรีบยุบสมาคมนี้ได้แล้ว หลังจากออกรายการไป อธิบดีกรมการปกครองก็โทร.มาขอพบตนทันที ตนตอบไปว่าไม่ต้องมาพบกัน ทำหน้าที่ใครหน้าที่มันไป หลังจากนั้น มีหนังสือถึงตนเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. แจ้งว่ายุบสมาคมแล้ว ซึ่งนายศรีสุวรรณยังสามารถอุทธรณ์การยุบสมาคมได้อีก
เมื่อดูคำสั่งยุบแล้ว พบว่ายังไม่ครอบคลุม เพราะในคำสั่งยุบไม่มี รายละเอียดต่างๆ ที่ตนพูดเลย ในหนังสือคำสั่งยุบสมาคม มีรายละเอียดแค่ว่า มีการจดทะเบียน แต่ไม่มีการประชุมคณะก่อตั้งเลย ทราบว่าตอนที่นายศรีสุวรรณไปให้การชี้แจง อาจจะมีการให้ข้อความเท็จด้วย ตนได้ให้ คำปรึกษากับอธิบดีกรมการปกครองว่า สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายศรีสุวรรณข้อหาให้การเท็จได้ด้วย ส่วนกรรมการ เหรัญญิก ในฐานะ ผู้เสียหาย สามารถดำเนินคดีกับ นายศรีสุวรรณได้ด้วย
“ในวันที่กรมการปกครอง เอาคำสั่งยุบสมาคมมาให้ผม ผมถามว่าทำไมถึงดำเนินการช้า มีใครช่วยดึงอยู่ข้างหลังหรือไม่ ซึ่งมีการรับว่ามีคนพยายามไม่ให้ออกคำสั่งยุบสมาคมนี้ แต่ผมไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง ส่วน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังตำแหน่งใหญ่หรือไม่ ผมไม่รู้” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

ลุยนักร้อง – นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ นำเอกสารยื่นตำรวจสน.นางเลิ้ง ตรวจสอบนายศรีสุวรรณ จรรยา เข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารและแจ้งความเท็จ กรณีตั้งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่เพิ่งถูกสั่งยุบ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.
‘ทนายรัชพล’แจ้งจับ‘พี่ศรี’
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สน.นางเลิ้ง นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ นำเอกสารเข้าพบ พ.ต.ต.นรินทร์ เฟื่องศรี สว.(สอบสวน) สน.นางเลิ้ง เพื่อให้ตรวจสอบนายศรีสุวรรณ กรณีถูกอธิบดีกรมการปกครองเพิกถอนการจัดตั้งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยว่าเข้าข่ายในข้อหาความผิดเกี่ยวกับข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ตามมาตรา 264 และการแจ้งความเท็จ มาตรา 137 หรือไม่
นายรัชพลกล่าวว่า สมาคมดังกล่าว ที่ผ่านมามีเพียงนายศรีสุวรรณ ออกมาเคลื่อนไหวอยู่เพียงคนเดียว โดยไม่มีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ทราบว่ามีการนำรายชื่อบุคคลใด ที่ไม่รู้เรื่องไปแอบอ้างเพื่อขอยื่นจดทำเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมต่อกรมการปกครอง ดังนั้น ตนมองว่าอาจมีการปลอมแปลงเอกสาร หรือลงลายมือชื่อปลอม รวมทั้งอาจเป็นการปลอมแปลงเอกสารทั้งฉบับและยังมีการนำเอกสารดังกล่าวมายื่นต่อเจ้าพนักงานกรมการปกครองจึงถือว่า เป็นการแจ้งความเท็จ ข้อหาแจ้งความเท็จมีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนข้อหาปลอมแปลงเอกสาร อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ มีพฤติกรรมยื่นร้องเรียน ตรวจสอบองค์กร หรือบุคคลเป็นจำนวนมากนั้นไม่มีผลผูกพัน กับกรณีที่สมาคมของนายศรีสุวรรณ ที่ถูกเพิกถอน เพราะการตรวจสอบหากพบการกระทำความผิด ก็ว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย แต่อยากทราบเหตุผลว่ากรณีที่สมาคมถูกเพิกถอน นายศรีสุวรรณกลับไม่ออกมาชี้แจง ถึงที่มาที่ไปและเหตุผลในการถูกเพิกถอน หากผิดจริงขอให้ออกมายอมรับผิดของการกระทำในครั้งนี้
ขอฝากถึงประชาชนพลเมืองดีที่มีหลักฐาน หรือพบเห็นการกระทำของนายศรีสุวรรณที่เชื่อว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทั่วประเทศ โดยผู้แจ้งไม่มีความผิด การมาร้องเรียนครั้งนี้ ไม่ได้รับการว่าจ้างหรือโกรธแค้นส่วนตัว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง แต่มองว่าการกระทำดังกล่าวของนายศรีสุวรรณ ไม่ถูกต้องถึงแม้ตนจะไม่มาแจ้งความกรมการปกครอง ในฐานะผู้เสียหายจะต้องแจ้งความดำเนินคดีอย่างแน่นอน