พร้อมโหวต4กรกฎานี้ เพื่อไทยแย้มสูตรใหม่ ขอปธ.-แลกเก้าอี้รมต. ปดิพัทธ์ลั่นทำหน้าที่ได้ สว.บี้กกต.สรุปหุ้น‘พิธา’

ก้าวไกลนัดเพื่อไทยเคลียร์ประธานสภาอีกรอบเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค. เสร็จแล้วถก8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลต่อทันที สะพัดเพื่อไทยเปิดสูตรใหม่ขอนั่งประธานสภาแลก เก้าอี้รมต. ขู่ฟรีโหวตถ้าไม่ยอม ‘ชลน่าน-เศรษฐา’เชื่อไม่แตกขั้ว ‘อิ๊ง’ให้กำลังใจสองพรรคสู้ๆ ‘อดิศร’ฉะก้าวไกลไร้มารยาท ลักไก่รีบเสนอชื่อแคนดิเดต ด้าน‘หมออ๋อง-ปดิพัทธ์’พร้อมเป็น ปธ.สภา มั่นใจทำหน้าที่ได้หากทุกคนเคารพกติกา ‘ส.ว.เสรี’หอบหลักฐานถกกกต. เร่งสอบปมหุ้นไอทีวี ‘พิธา’ ส่วน‘กิตติศักดิ์’ฟันธง‘พิธา’ชวด นายกฯ เย้ย ส.ว.หนุนไม่เกิน 5 คน

2กค.เคลียร์ศึกปธ.-ก่อนถก 8 พรรค
หลังจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศยึดสูตร 14+1 คือ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 14 ที่นั่ง+นายกฯ ส่วนพรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้รัฐมนตรี 14 ที่นั่ง + ประธานสภา ผู้แทนราษฎร จากนั้นพรรคก้าวไกลได้แจ้งช่วงกลางดึกที่ผ่านมาขอยกเลิกกำหนดการประชุมร่วมกับเพื่อไทยที่เดิมนัดวันที่ 28 มิ.ย. เวลา 10.00 น. โดยไม่มีกำหนดใหม่ ส่งผลให้การประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 29 มิ.ย. ที่พรรคก้าวไกล ถูกเลื่อนไปเช่นกัน ขณะเดียวกันพรรคก้าวไกลยังเสนอชื่อนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เป็นแคนดิเดตประธานสภาด้วย

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. รายงานข่าวจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเผยว่า หลังพรรคเพื่อไทยยึดสูตร 14+1 ได้มีการนัดหารือแกนนำทั้ง 8 พรรคแบบกะทันหันกลางดึกที่ผ่านมา การหารือเป็นไปอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาข้อสรุปก่อนจะเลื่อนการประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลออกไป

ช่วงบ่ายวันที่ 28 มิ.ย. พรรคก้าวไกลได้เชิญ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลประชุมในวันที่ 2 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่พรรคก้าวไกล จากนั้นแกนนำพรรคก้าวไกลได้ประสานพรรคเพื่อไทย นัดประชุม 2 พรรคในช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันเดียวกันเพื่อหาข้อยุติเรื่องประธานสภาก่อนร่วมประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาล และพร้อมโหวตประธานสภาวันที่ 4 ก.ค.นี้

ส่วนบรรยากาศที่พรรคก้าวไกลช่วงเช้าค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค และนาย รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าที่ทำการพรรค กระทั่งเวลา 12.14 น. รถตู้ทะเบียน 1นข9743 ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ใช้เดินทางประจำเข้ามาที่ทำการพรรค ซึ่งพนักงานขับรถบอกว่านายพิธาไม่ได้มาด้วย จากนั้นได้นำชุดสูท เอกสาร และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของนายพิธา นำขึ้นรถตู้ แล้วขับออกไปจากที่ทำการพรรค

ขณะที่แกนนำพรรค เช่น นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค ในฐานะหัวหน้าชุดเจรจาตำแหน่งประธานสภา ของพรรคก้าวไกล และแกนนำพรรค คนอื่นๆ ไม่มีผู้ใดรับโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวแม้แต่คนเดียว

พร้อม – คนขับรถนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นำอุปกรณ์การทำงานของหัวหน้าพรรคออกจากพรรค ขณะที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ หมออ๋อง (ภาพเล็กล่าง) ส.ส.พิษณุโลก ยืนยันพร้อมทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนฯ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.

‘หมออ๋อง’คุยทำหน้าที่ได้
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล แคนดิเดตประธานสภาของพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้คณะเจรจาได้รับฟีดแบ็กเรื่องประธานสภาจาก ส.ส.แต่ละพรรคและสังคม ตอนนี้รอให้มีการเดินหน้าเจรจา ซึ่งพรรคก้าวไกลได้เตรียมพร้อมสำหรับการทำหน้าที่ประธานสภา ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้ประธานสภา พรรคก้าวไกลจะยอมถอยหรือไม่ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคเดินหน้าไปได้ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของคณะเจรจาและเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปทันก่อนการโหวต สร้างบ้าน ลงทุนอาจมีการทะเลาะเรื่องพิมพ์เขียว หากปรับแบบแล้วยังไม่พอใจก็ไม่ต้องสร้าง แต่สุดท้ายต้องมีวันสร้าง นั่นคือวันที่มีรัฐพิธีเปิดประชุมสภา แนวโน้มและเสียงโหวตที่ประชาชนมอบให้ ยังไง 2 พรรคนี้ต้องหาทางตกลงกันให้ได้อยู่แล้ว ในฝั่งของก้าวไกลคิดว่าเป้าหมายใหญ่คือการฟอร์มรัฐบาล และคิดว่าจะไม่ยอมให้ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมาทำให้เป้าหมายนี้เสียไป

สำหรับตนไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นประธานสภาที่ดีที่สุดหรือไว้ใจได้อย่างไร แต่ได้แสดงความพร้อมในการทำหน้าที่และทำงานหนักร่วมกับทุกฝ่าย ซึ่งตามข้อบังคับก่อนโหวตจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ชิงตำแหน่ง เชื่อว่าเวทีดังกล่าวจะสามารถแสดงถึงความตั้งใจที่จะสื่อสารกับส.ส.

“หากได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาจะสามารถทำหน้าที่ได้ เพราะเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนมีวุฒิภาวะ และอาจไม่ต้องให้ความเคารพที่ตัวของตนเอง แต่ต้องเชื่อและปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภาที่ถือเป็นกฎหมาย และเคารพรัฐธรรมนูญ หากทุกคนอยู่ในกติกาได้ เชื่อว่าการทำตามกติกาสามารถทำให้เอาอยู่ได้ และยืนยันว่าจะเปิดกว้างในการผลักดันกฎหมายของทุกพรรค โดยจะลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และไม่ร่วมประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อรักษาความเป็นกลาง พร้อมเปิดรับการเสนอกฎหมายจากทุกพรรคและประชาชน” นายปดิพัทธ์กล่าว

‘ธนพร’ชี้เสี่ยงพท.ฉีกเอ็มโอยู
ที่พรรคก้าวไกล นายธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะ 1 ในคณะทำงานเปลี่ยนผ่าน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จุดยืนของก้าวไกลใช้ 3 คำว่า “กูไม่กลัวมึง” ซึ่งเป็นประโยคที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกฯ เคยใช้ด่าอดีตผบทบ. คนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยข้าวเหนียวมะม่วง ฉะนั้นการที่พรรคก้าวไกลประกาศแคนดิเดตประธานสภา หมายความว่าเขากำลังโยนโจทย์เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องของคนเพียง 500 คน แต่เป็นเรื่องของคนไทย 70 ล้านคน ว่าจะเอาหรือไม่ว่ามีประธานสภาที่มีแนวคิดการทำงานแบบนี้ นี่คือสิ่งที่พรรคก้าวไกลทำอยู่ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องของการต่อรอง มติ 14+1 คือการยื่นข้อเสนอ พรรคก้าวไกลเลือกใช้วิธีว่า ในเมื่อเป็นข้อเสนอเขาก็ขอเวลา เลยมีการเลื่อนการประชุม แต่ในภาพรวมคือการอยู่ระหว่างการต่อรอง

ถ้าพรรคเพื่อไทยจะฉีกเอ็มโอยูก็ประกาศไปเลย ภาระไม่ได้อยู่ที่พรรคก้าวไกล เพราะเกมนี้ถูกจุดโดยพรรคเพื่อไทย ทางเพื่อไทยก็ต้องเลือกเอา ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรประกาศก่อนวันที่ 4 ก.ค.ดีกว่า ประชาชนจะได้รับรู้ พรรคก้าวไกลชัดเจนเพราะเปิดตัวประธานสภาแล้ว แปลว่าไม่เปลี่ยนแน่ อย่าลืมว่าการเปิดตัวประธานสภาคือพันธสัญญาที่มีต่อสังคม จะมายกเลิกพันธสัญญาไม่ได้แล้ว เดิมตนเคยคิดว่าพรรคเพื่อไทยตามหลังพรรค ก้าวไกล 1 ก้าวเสมอ แต่ตอนนี้กำลังจะตามหลังหลายช่วงตัว ถ้าดูฉาบฉวยเหมือนกับผู้ใหญ่รังแกเด็ก

อดีตสส. – น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งต้องคดีเมาแล้วขับ เข้ารายงานตัวต่อสภาตามขั้นตอนกฎหมาย แต่สภาแจ้งว่ามีสมาชิกภาพส.ส.จนถึง 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา จึงไม่ต้องรายงานตัว

เกมจับขั้วเดิม-พา‘โทนี่’กลับบ้าน
ต่อข้อถามว่า หลายคนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมองว่าพรรคก้าวไกล ใช้เกมมวลชนให้กดดัน แทนที่จะเจรจาให้จบในที่ประชุม นายธนพรกล่าวว่า ใครๆ ก็เล่นเกมทั้งนั้น ระบบการเมืองก็แบบนี้ แล้วพรรค เพื่อไทยไม่เล่นเกมหรือ ทุกพรรคเล่นเกมหมด แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเปิดเกมนี้ ก็ถอยลำบาก ดังนั้นโอกาสที่จะเห็นพรรคเพื่อไทยฉีกเอ็มโอยูมีโอกาสสูง เมื่อถามว่า หากมีการฉีกเอ็มโอยูจะเข้าแผนพรรคเพื่อไทยจับมือกับขั้วรัฐบาลเดิมหรือไม่ นายธนพรกล่าวว่า ใช่ เป็นเรื่องคำอธิบายของพรรคเพื่อไทย เพราะสังคมจับตามองอยู่ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเช่นนี้ก็เป็นสิทธิ์ของพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเข้าทาง 3 ปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทย เสนอพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นนายกฯ ผลักก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านและพานายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยหรือไม่ นายธนพรกล่าวว่า เกมมันเข้าทางหมด ถ้านายทักษิณกลับบ้าน พรรคเพื่อไทยต้องเดินแบบนี้ เพราะนายทักษิณเป็นเจ้าของพรรค คนจ่ายเงินสำคัญเสมอสำคัญตน

ถ้านายทักษิณกลับประเทศ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำ คือต้องเลิกเล่นการเมือง ไม่ได้หมายถึงแค่นายทักษิณคนเดียว แต่หมายถึงตระกูลชินวัตรทั้งหมด หมายความว่าพรรคเพื่อไทยต้องได้รับผลกระทบเพราะถือว่าเป็นเครือข่ายครอบครัว ในเมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ตัดสินใจเช่นนั้น ตนมองว่าเพื่อไทยคงมีแผนรองรับ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเกมสั้นหรือยาว แต่อาจจะเป็นเกมยาวก็ได้ เพราะอย่าลืมว่า พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเดินเกมนี้ ก็ต้องข้ามขั้ว แต่ตนคิดว่ารัฐบาลผสมหลายๆ พรรค อายุยืนก็มีความเสี่ยง

พท.เปิดสูตรใหม่-ขู่ฟรีโหวต
ผู้สื่อข่าวรายงาน ด้านแกนนำพรรคเพื่อไทยสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องสแตนด์บายเข้าพรรคช่วงบ่าย เพื่อรอดูท่าทีจากพรรคก้าวไกลประสานเรื่องประธานสภากลับมา หากนัดหมายเข้ามาก็จะหารือร่วมกันระหว่างแกนนำทั้งสองพรรคเพื่อให้ได้ข้อยุติ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า แม้แกนนำพรรคจะเคยประกาศว่าเรื่องตำแหน่งประธานสภายึดพรรคอันดับ 1 แต่เมื่อฟังเสียงและความเห็นจาก ส.ส.ภายในพรรค ยืนยันตำแหน่งประธานสภาต้องเป็นของเพื่อไทย ดังนั้นกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคจะต้องฟังเสียงจากคนในพรรค รวมถึงยึดหลักการเดิมที่เสนอต่อพรรคก้าวไกลคือ สูตร 14+1

หากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอาจต้องพิจารณาข้อเสนอเรื่องตำแหน่งกันใหม่ โดยอาจต้องปรับสูตรพรรคก้าวไกลเป็น 15+1 ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็น 13+1 แต่พรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเสียเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อแลกกับเก้าอี้ประธานสภา และหากเป็นสูตร 15+1 และ 13+1 จะทำให้ทั้งสองพรรคไม่เสียหน้า หากยังตกลงกันไม่ได้และส.ส.เพื่อไทยยังยืนกรานจะกอดตำแหน่งประธานสภาไว้ให้ได้ อาจต้องปล่อยฟรีโหวต ซึ่งไม่อยากให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น

‘ชลน่าน’ยันไม่แตกขั้ว
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ว่า ท่าทีของพรรคเพื่อไทยเรื่องประธานสภาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร การเจรจาเพิ่งเริ่มต้นไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นเพียงการรับข้อเสนอของแต่ละพรรคไปพิจารณา หลังจากนั้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอีก เพราะเป็นกระบวนการพูดกันภายในของแต่ละพรรค ซึ่งการประชุมกก.บห.และการประชุม ส.ส.ของพรรคเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. มีข้อสรุปออกมา เป็นเพียงการให้คำตอบกับพี่น้องประชาชน ว่าพรรคยืนยันหลักการในสิ่งที่เราได้เสนอไปในการเจรจาครั้งแรก เป็น 14+1 ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลยังไม่มีคำตอบกลับมา

พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรคและมี ผู้สนับสนุน ซึ่งเราต้องคำนึงถึง เรายืนยัน หลักการให้นำข้อเสนอเดิมไปพูดคุยเท่านั้น ไม่ใช่มติใดๆ และไม่ได้เพิ่มหลักการใหม่ใดๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับการเจรจา หากมีการนำเสนอแล้วทั้งสองพรรคได้ข้อสรุปตรงกันก็พร้อมเดินหน้าต่อทันที แต่หากยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ละพรรคจะต้องนำข้อหารือไปพูดคุยภายในพรรคตัวเอง เพื่อหาแนวทางไปหารือและสรุปร่วมกันให้ได้ สิ่งที่พรรคเพื่อไทย มุ่งมั่นและประกาศตลอดเวลาเมื่อจับมือกับพรรคก้าวไกลคือจะทำอย่างไรให้นายพิธาเป็น นายกฯ ให้ได้ เรามัดกันแน่นมาตลอดและต้องทำงานให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่ได้ข้อสรุปอาจเกิดการฟรีโหวตหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยระมัดระวังไม่ให้เกิดการ ฟรีโหวตขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่ได้ เป็นประโยชน์กับทั้งสองพรรค แล้วยังจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มที่สามที่รอโอกาสอยู่

‘อดิศร’ฉะกก.ไร้มารยาท-ลักไก่
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีพรรคก้าวไกลเสนอชื่อนายปดิพัทธ์ เป็นประธานสภาว่า เป็นการลักไก่ของพรรคก้าวไกล ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาตำแหน่งประธานสภา จะเป็นของพรรคใด แต่จู่ๆ มาเสนอชื่อนายปดิพัทธ์เป็นประธานสภา ถือว่าออฟไซด์ ต้องถามว่ามีมารยาทและจิตสำนึกหรือไม่ เพราะยังไม่มีข้อตกลงใดๆ ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของพรรคใด ยิ่งการเลื่อนวงเจรจาออกไปไม่มีกำหนด จะให้พรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร จะไปเจรจากับใคร

ส่วนข้อเสนอการเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มให้พรรคก้าวไกลเป็น 15+1 แลกกับตำแหน่งประธานสภานั้น นายอดิศรกล่าวว่า อย่าไปยุ่งกับตำแหน่งฝ่ายบริหาร เพราะคุยกันลงตัวแล้ว ถ้าจะไปปรับอะไรอีก ต้องมาคุยกับ ส.ส.ก่อน เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก ยังหวังว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่ทั้ง 2 พรรคจะตกลงทำความเข้าใจกันได้ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องปล่อยฟรีโหวตเลือกประธานสภา ในวันที่ 4 ก.ค. เราจะเสนอชื่อคนของเราเองเป็นประธานสภา ไม่ต้องไปยืมมือพรรคใด ยอมรับว่าเป็นห่วงเช่นกัน หากมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการเลือกประธานสภา อาจมีปัญหาสะเทือนถึงการโหวตเลือกนายกฯได้ เป็นการตีหัวปลา สะเทือนหัวนาค

‘สุริยะ’มั่นใจเคลียร์กันได้
เวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เข้ารายงานตัวส.ส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มีชื่อเป็นแคนดิเดตประธานสภาของพรรคเพื่อไทยว่า ต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ส่วนใครจะมาเป็น ตนยังไม่ทราบข้อตกลงว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้นตัวบุคคลจึงยังไม่สามารถระบุได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเลือกประธานสภาจะถึงขั้นฟรีโหวตหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า ไม่มี คงไม่ไปถึงตรงนั้นแน่นอน ต่อข้อถามว่าหลายคนกังวลว่าทั้ง 2 พรรคจะแตกคอกัน และทำให้รัฐบาลพรรคก้าวไกลแท้ง นายสุริยะกล่าวว่า ยืนยันว่าฝ่ายผู้บริหารพรรคเพื่อไทยชัดเจนว่าจะร่วมมือกับพรรคก้าวไกล ดังนั้นเรื่องที่จะทำให้เป็นปัญหาคงไม่มี เพราะประชาชนคาดหวังทั้ง 2 พรรคร่วมมือกันรีบตั้งรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ค้างกันอยู่

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการมองไปถึงสูตรพลิกขั้วในอนาคต นายสุริยะกล่าวว่า เชื่อว่าคงไม่ไปถึงตรงนั้น ต่อข้อถามว่าได้พูดคุยกับพล.อ.ประวิตร หรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวพล.อ.ประวิตรมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ นายสุริยะกล่าวว่า ไม่ได้คุย ยืนยันว่าตนให้ความเคารพพล.อ.ประวิตร เพราะเคยอยู่พรรคพลังประชารัฐมาก่อน

เข้าพรรค – ‘อุ๊งอิ๊ง’ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เดินทางเข้าพรรคเพื่อติดตามให้กำลังใจ ทีมประสานงานจัดตั้งรัฐบาล โดยวันเดียวกันนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ อีกคนก็เข้ามาที่พรรคด้วย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.

‘อิ๊ง’ให้กำลังใจ 2 พรรคสู้ๆ
ด้านน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดต นายกฯ และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เดินทางเข้าพรรคเพื่อเคลียร์งานที่ค้างไว้ และมีการประชุมเรื่อง PM 2.5 นโยบาย สิ่งแวดล้อมของคณะทำงานพรรคร่วมชุดเล็กที่เพื่อไทยเป็นเจ้าภาพ

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไม่ขอตอบเรื่องการเมือง วันนี้เข้าพรรคหลังหายจากโควิด-19 เพื่อเข้ามาเคลียร์งานที่ค้างอยู่ ส่วนข้อสังเกตติดโควิดหลังจากนายพิธาติดโควิด ก่อน หน้าไม่กี่วัน จะมีดีลลับทางการเมืองอะไรหรือไม่นั้นเป็นเรื่องตลกมาก เพราะตนเพิ่งส่งข้อความอวยพรให้หายโควิด-19 เร็วๆ ส่วนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แซวตนว่าแอบไปดีลลับ แอบไปปาร์ตี้กับนายพิธามาหรือ

เมื่อถามว่าจะให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยและก้าวไกลอย่างไรกับปัญหาประธานสภาที่กำลังเกิดขึ้น น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “สู้ๆ ค่ะ มาทานช็อกมินต์ได้”

‘เศรษฐา’เชื่อไม่พลิกขั้วตั้งรบ.
นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องประธานสภาขณะนี้ยังอยู่ใน ขั้นตอนการเจรจา แต่หากถามว่าจะจบอย่างไรนั้น ตนคิดว่าคงเหมือนเดิม คือฝ่ายประชาธิปไตยต้องจับมือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เรื่องตำแหน่งประธานสภายังมีเวลาอีก 3-4 วัน เชื่อว่าการเจรจาจะออกมาด้วยดี ไม่มีประเด็นอะไรมาหยุดยั้งการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะแสดงจุดยืนอย่างไร แต่ทัวร์จะมาลงบอกว่าทรยศ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่มีหรอก เราไม่ทรยศ เราพูดมาตลอดมาว่าเคารพเสียงของประชาชน และเราฟังทุกเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงของส.ส.หรือกก.บห. คิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องธงต้องไม่เปลี่ยน ฝ่ายประชาธิปไตยต้องจับมือกันและจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ มั่นใจว่าจะไม่มีการพลิกขั้ว อย่างไรพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลก็จับมือไปด้วยกันจนกระทั่งไปถึงปลายทาง

เมื่อถามว่าท้ายที่สุดแล้วพรรคใดควรถอยหรือต้องมีการปรับสูตรสมการ นายเศรษฐากล่าวว่า อย่าคิดว่าเป็นการเสียสละ การยกให้หรือเป็นการถอย แต่เป็นการคุยกับฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกัน และจับมือจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน เชื่อว่าทั้ง 2 พรรคจะคุยกันรู้เรื่อง แม้ว่าการตกลงจะออกมาทางใดทางหนึ่ง แต่เป้าหมายหลักจะไม่เสีย ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเปิด รายชื่อประธานสภาเมื่อไรนั้น ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหาร แต่มั่นใจว่านายพิธาจะได้รับฉันทามติโหวตให้เป็นนายกฯอย่างแน่นอน

‘บิ๊กตู่’กำชับตร.ดูแลวันโหวต
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนถึงสถานการณ์การเมืองว่า “ไม่มีอะไรหรอกนะจ๊ะการเมือง ไม่มีคำตอบอะไรทั้งสิ้นนะจ๊ะ จะขอทำหน้าที่รักษาการให้ดีที่สุดก็แล้วกัน การเมืองอย่ามาถามผมเลยนะ ไม่ให้มีปัญหา เหมือนเดิมเดี๋ยวมันยุ่ง” เมื่อถามว่าหากสถานการณ์จำเป็นต้องรักษาการยาว เตรียมพร้อมอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ

เวลา 15.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ครั้งที่ 6/2566ว่า “ไม่มีอะไรหรอกเป็นกระบวนการภายในตามพ.ร.บ. ตำรวจ เรื่องปรับโยกย้ายต่างๆ” ผู้สื่อข่าวถามถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยที่รัฐสภาใน วันที่ 4 ก.ค. ที่จะมีการโหวตเลือกประธานสภา ได้กำชับอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็มีอยู่แล้วล่ะ”

ด้านพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้กำชับรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงวันเปิดประชุมสภาเป็นพิเศษ ผู้สื่อข่าวถามว่าเอาอยู่ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์หัวเราะ พร้อมพยักหน้ารับ

‘เสี่ยแฮ้งค์’ไม่หวังส้มหล่น
ด้าน นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานการณ์ทางการเมืองพลิกผันทำให้ต้องรักษาการยาว จะทำอย่างไรว่า อยู่ที่กระบวนการ อย่าไปคิดเยอะเกิน ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอน ส่วนที่ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ในตำแหน่งประธานสภาป็นเรื่องปกติของการจัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติว่าจะโหวตประธานสภาให้พรรคไหน นายอนุชากล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมติพรรคซึ่งยังไม่มีการ พูดคุย ต่อข้อถามว่าขั้วรัฐบาลเดิมจะเสนอชื่อชิงประธานสภาหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่เคยได้ยินและเชื่อว่าคงไม่มี เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะโหวตให้นายสุชาติ หากได้รับเสนอชื่อหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่ทราบและไม่เคยมีการพูดคุยในเรื่องนี้ ไม่เคยได้ยิน ปล่อยให้พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลทำงานก่อนดีกว่า ในฝั่งที่ไม่ได้ถูกเทียบเชิญไปก็ไม่ได้มีการพูดคุยอะไร

ต่อข้อถามว่ามองว่าการตั้งรัฐบาลมีโอกาสหลุดมายังขั้วรัฐบาลเดิมบ้างหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ตรงนี้ตอบไม่ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะไปเข้าร่วมคงไม่ดี เมื่อถามว่าคิดว่าจะเกิดกรณีส้มหล่นมายังซีกรัฐบาลเดิมหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่มีหรอก ทุกอย่างคงเป็นไปตามครรลองมากกว่า

‘ชวน’เตือนสติอย่าเอาทุกอย่าง
นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภา ให้สัมภาษณ์ผ่านทีวีรัฐสภา รายการ 91 ปี ก้าวแห่งความมั่นคงรัฐสภาไทย เนื่องในวันสถาปนารัฐสภา วันที่ 28 มิ.ย. ว่า ที่ผ่านมาเคยมีกรณีประธานสภาไม่ได้มาจากพรรคอันดับหนึ่งเพราะเป็นข้อตกลงของพรรคร่วม พรรคมีคะแนนเสียงใกล้เคียงกันสามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็น นายกฯ หรือประธานสภา แต่ที่ผ่านมาพรรคที่ได้เสียงใกล้เคียงกันจะไม่ร่วมเป็นรัฐบาลเพราะจะทะเลาะกันเหมือนปัจจุบัน

ถามว่าเสียงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยใกล้เคียงกันทำให้เกิดความไม่ชัดเจน นายชวนกล่าวว่า ปกติการตกลงร่วมกันจะใช้ตำแหน่งนายกฯ เป็นสำคัญ เพราะจะง่ายต่อการแบ่งปันตำแหน่ง การตั้งรัฐบาลปัจจุบันง่ายกว่าอดีตเพราะมีเพียง 8 พรรค มีเพียง 2 พรรคที่รวมเสียงได้เกินครึ่ง แต่เที่ยวนี้ดูแล้วมีปัญหาเพราะมีประเด็นความต้องการประธานสภาและนายกฯ ซึ่งเขามีเหตุผลและเป็นปกติที่เป็นไปได้ แต่หากเอาทุกอย่างปัญหาไม่จบ

ฝ่ายที่ตั้งรัฐบาลไม่ใช่เอาทุกอย่างเป็นของตนเอง ต้องต่อรอง เพราะนอกจากเรื่องนี้ยังมีการต่อรองอื่นๆ เช่นกระทรวง หากเขาสามารถพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด และเข้าใจภารกิจบทบาทหน้าที่ การแบ่งอำนาจ จะทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยลง แต่ที่มีความขัดแย้งมากเพราะไม่เข้าใจหลายเรื่อง

“ปัญหาของพรรคก้าวไกลและพรรค เพื่อไทยมองว่าหากเข้าใจบทบาทสภาจะทำให้มีข้อยุติง่าย แต่หากไม่เข้าใจและมองว่าประธานสภาบันดาลให้ใครเป็นนายกฯ ก็ได้ แบบนี้หารือกันยาก หากไม่แน่ใจว่าการตั้ง นายกฯ จะผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่านเขาไม่ได้ทั้งนายกฯ และประธานสภาจนกลายเป็นความวิตก หาก 2 ฝ่ายหารือกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้คุยกันได้ง่าย ปัญหาของประธานสภาควรยุติด้วยการศึกษา เข้าใจ ในบทบาท อำนาจ หน้าที่ ทุกฝ่ายไม่สามารถเอาอะไรได้ตามอำเภอใจทุกอย่าง ที่ผ่านมาการตั้งประธานสภาไม่มีปัญหา แต่สมัยนี้มีปัญหา” นายชวนกล่าว

‘เอ๋’ปูดชงพ่อมดดำชิง-ธรรมนัสโต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เก้าอี้ประธานสภา สุดท้ายจะเป็นของท่านสุชาติ (ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย) โดยมีท่านธรรมนัส (พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ) เป็น ผู้เสนอชื่อ #มดดำไม่แฉ #ปารีณาแฉ #รายการแฉช่อง GMM”

ด้านร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน แม้จะรู้จักและเคารพนับถือนายสุชาติ เป็นการส่วนตัว เพราะเคยร่วมงานการเมืองในพรรคเดียวกันมาก่อน แต่เมื่อนายสุชาติ ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้ว ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวหรือพูดคุยในในประเด็น ดังกล่าว เนื่องจากถือเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย ที่จะดำเนินการร่วมกับพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล และยืนยันว่าต้องยึดมั่นมารยาททางการเมือง ที่ต้องให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงเยอะที่สุดจัดตั้งรัฐบาล

จี้กกต. – นายเสรี สุวรรณภานนท์, นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ และ ว่าที่ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ส.ว.ทั้ง 3 คน เข้าให้ข้อมูลและ เร่งรัดกกต.ให้ทำตามอำนาจหน้าที่ กรณีการขาดคุณสมบัติส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล

‘เสรี’ชู‘สุชาติ’เหมาะกว่า‘ปดิพัทธ์’
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำกมธ.เข้าหารือร่วมกับกกต.นานกว่า 2 ชั่วโมงถึงกรณีมีการคาดการณ์ว่านายสุชาติน่าจะได้ตำแหน่งประธานสภา ว่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของนายสุชาติถือว่ามีความสามารถ มีประสบการณ์ ทำมาหลายสมัย ไม่น่าจะติดขัดอะไร ต่อข้อถามว่าในส่วนของพรรคก้าวไกลเสนอชื่อนายปดิพัทธ์เป็นประธานสภามีความเหมาะสมหรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า ก็เสนอได้ เพราะมาจากแต่ละพรรคการเมืองที่เลือกตัวแทนขึ้นมา แต่การจะเป็นได้ดีหรือไม่ต้องดูที่ความรู้ ความสามารถและการวางตัว การแสดงออก ถ้าเทียบกันส่วนตัวมองว่านายสุชาติคงดีกว่า

ต่อข้อถามว่ามีกระแสว่ามีพรรคการเมือง ซื้อตัวส.ว.เพื่อโหวตเลือกนายกฯ นายเสรีกล่าวว่า เป็นเพียงข่าว แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครมาลงทุนกับส.ว.ได้ เพราะต้องเข้าใจว่าไม่สามารถจะปิดบังอะไรได้ สมัยนี้มีทั้งการอัดเสียง อัดคลิป ใครก็ตามถ้าหากคิดจะทำถือว่าคิดผิด และส.ว.ทุกคนไม่น่าจะซื้อได้ ถ้าเห็นชอบก็คือเห็นชอบ อยู่ที่เหตุผลตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่าจะเอามาตรา 112 มาเป็นเหตุผลในการโหวตนายกฯ หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า แค่เสนอเรื่องนี้ก็ขาดวุฒิภาวะแล้วเพราะกระทบกับสถาบัน เมื่อส.ว.ไม่เห็นด้วยก็เป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ควรเอาประชาชนมาทำให้เกิดการปะทะอะไรกัน การเป็นผู้นำประเทศถ้าต้องการให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งก็ควรเสนออะไรที่สร้างสรรค์ ต้องไม่ทำให้เกิดปัญหา

หอบหลักฐานถกกกต.-สอย‘พิธา’
นายเสรีกล่าวว่า ส่วนการหารือกับกกต.เป็นเรื่องที่กมธ.กำลังพิจารณารวบรวมปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของกกต. เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นให้สุจริตเที่ยงธรรม ได้นำข้อมูลในกมธ.ที่ได้มีการตรวจสอบ และข้อมูลที่ปรากฏในสื่อบางส่วน รวมถึงเอกสารที่ได้ขอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการถือครองหุ้นสื่อของนายพิธามามอบให้กกต.ด้วยเพื่อนำไปพิจารณาประกอบกับเรื่องที่กกต.กำลังดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อมูลเพิ่มเติมเป็นอะไรบ้าง นายเสรีกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในคดีความยื่นร้องจัดการมรดกเดิม ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดก เป็นทรัพย์สิน ที่ดิน ที่มีการจัดการโอนทรัพย์มรดกนี้ไปตั้งแต่ ปี 2560 เพื่อเทียบให้เห็นว่าการถือหุ้นสื่อ ไอทีวีปัจจุบันนี้เป็นการถือหุ้นโดยฐานะทายาท หรือผู้จัดการมรดก หรือในฐานะที่ได้รับมรดกมาแล้ว และได้ขอให้กกต.ใช้อำนาจหน้าที่หรือดุลพินิจดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือข้อถกเถียงในทางการเมืองที่ไม่อยากให้มีเรื่องอื่นๆ แทรกแซงเข้ามา อยากให้ยุติโดยเร็ว

เมื่อถามว่ากกต.ได้แจ้งเรื่องระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายเสรีกล่าวว่า มี 2 ส่วน คือส่วนที่ทำไปก่อนการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง กกต.ได้สืบสวนไต่สวนหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีตามมาตรา 151 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และอีกส่วนคือหลังการประกาศรับรองผลการ เลือกตั้งแล้วจะดูว่าส่วนไหนเป็นอำนาจหน้าที่ของกกต.หรือความปรากฏของกกต.อย่างไร ซึ่งคงใช้อำนาจหน้าที่ของท่านในช่วงนี้

‘กิตติศักดิ์’ฟันธงชวดนายกฯ
ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ในฐานะกมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หลังเข้าให้ข้อมูลต่อกกต.เกี่ยวกับหุ้นสื่อของ นายพิธาถึงความเห็นของส.ว.ในการโหวต นายพิธาเป็นนายกฯ ว่า ขณะนี้คลื่นลมสงบ ได้ข้อยุติแล้ว และมองว่ากลุ่มส.ว.ที่สนับสนุนนายพิธาน่าจะน้อยกว่า 5 คน สิ่งที่ส.ว. ส่วนใหญ่ตัดสินใจน่าจะเป็นการปิดสวิตช์ตนเองคือการงดออกเสียง

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเสียงส.ว.ไม่ครบ ฟันธงนายพิธาไปต่อไม่ได้เลยใช่หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า วันเสนอชื่อนายกฯ เชื่อว่าจะมี แคนดิเดตมากกว่า 1 คนตามกฎหมายพรรค การเมืองพรรคที่ได้ส.ส.เกิน 25 คนเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ ต่อข้อถามว่าถ้าพรรคก้าวไกลเสนอชื่อนายพิธาแล้วไม่ผ่าน พรรคเพื่อไทยมีโอกาสหรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เดี๋ยวจะหาว่าส.ว.อะไรก็ไม่เอา ขอบอกเทปเดิมว่าบ้านเมืองต้องเดินต่อไปได้ หากนายพิธาไปไม่ได้พรรคอันดับ 2 ก็ต้องขึ้นมา เพราะเราต้องการให้บ้านเมืองเดินไปได้ ส่วนพรรคใดจะได้หรือไม่ได้ ส.ว.ไม่ไปก้าวก่าย

ส่วนที่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกคนนั้น นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ถ้ามีชื่อพล.อ.ประวิตรต้องไปดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ เราไม่ก้าวก่ายการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อถามว่าส.ว. จะตอบกองเชียร์พรรคก้าวไกลอย่างไร เพราะเป็นการโหวตฝืนมติของประชาชน นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ถ้าพูดเรื่องตัวเลขก็เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าไม่ได้บ่งชี้ว่าถ้าพรรค อันดับ 1 ได้ไม่เกินครึ่งของสภาคือ 250 จะบอกว่าได้เสียงข้างมากเลยก็ไม่ได้ยกตัวอย่างปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้ อันดับ 1 แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ปี 2566 อาจกลับไปคล้ายปี 2562 ก็ได้

รายงานข่าวจากกกต.เปิดเผยว่า ความ คืบหน้ากรณี กกต.สั่งให้ไต่สวนกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฎต่อกกต.ว่า นายพิธา เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนของสำนักงาน กกต. ซึ่งตอนนี้ใกล้ครบกรอบเวลา 20 แล้ว คณะกรรมการอาจต้องขอขยายเวลาอีก 15 วัน ผ่านเลขาธิการ กกต.

‘สันธนะ’แค้นไม่เอาผิด‘ชูวิทย์’
ที่สำนักงานกกต. นายสันธนะ ประยูรรัตน์ สมาชิกพรรคก้าวไกล เข้าให้ถ้อยคำต่อกกต.ตามหนังสือเชิญจากกรณีเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ได้ยื่นร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ นายพิธาและคณะกรรมการบริหารพรรค ก้าวไกล ที่ปล่อยให้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเข้ามาทำร้ายร่างกายตนเองซึ่งเป็นสมาชิกพรรค และให้นายชูวิทย์ร่วมเวทีปราศรัยหาเสียงโจมตีพรรคการเมืองอื่น ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและขัดมาตรา 22 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

นายสันธนะกล่าวว่า ก่อนการเลือกตั้ง นายชูวิทย์ได้เข้าไปที่พรรคก้าวไกลพูดคุยกับนายพิธา และกก.บห.หลายครั้ง เมื่อพบเจอ ตนก็จะเปิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน โดยนายชูวิทย์พยายามเข้าทำร้ายตนมีการขว้างถ้วยใส่ตน ซึ่งตนได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ตามที่ข้อบังคับพรรคกำหนดไว้ เพื่อให้เอาผิดกับนายชูวิทย์ และกก.บห.บางคนที่รู้เห็นนัดแนะกับนายชูวิทย์ ก่อนที่จะเดินทางมา แต่ปรากฏว่าทางพรรค ไม่ได้ดำเนินการใดๆ

ขณะเดียวกันยังพบว่าก่อนการเลือกตั้ง นายชูวิทย์นัดพบกับนายพิธา เพื่อช่วยหาเสียงในหลายสถานที่ ซึ่งตนมีหนังสือสอบถามมายังกกต. และได้รับการยืนยันว่านายชูวิทย์ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรค ส่วนตัวเชื่อว่านายพิธาทราบเรื่องนี้ดี แต่กลับปล่อยปละละเลย หรือสมยอมให้นายชูวิทย์มาใช้พื้นที่ ใช้ชื่อพรรคก้าวไกลไปปราศรัยโจมตีทำให้พรรคการเมืองอื่นเสียหาย จึงเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

“ผมเคยบอกคุณแล้วว่าอย่าเดินสะดุดยอดหญ้าหกล้มเอง คุณอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่อง รูเข็ม แต่หลังจากวันนี้จะเป็นหลุมอุกกาบาต ถ้าเรื่องนี้มีผลให้คุณไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ขอแสดงความเสียใจกับกองเชียร์ของพรรคด้วย เมื่อก่อนเลือกตั้งคุยอะไรกับผม แต่หลัง เลือกตั้งพอคิดว่าตัวเองกำอะไรไว้ในมือเหมือนอย่างทุกวันนี้คุณคิดว่าคุณถือไพ่ดี คนอื่นเขาก็มีของดีไม่แพ้พวกคุณ เดี๋ยวก็เห็นเองว่าเป็นอย่างไร แล้วทำไมผมถึงบอกว่า คุณพิธา คุณไม่ได้เป็นนายกฯแน่นอน” นายสันธนะกล่าว

‘เรืองไกร’โวยกกต.ปมยุบก.ก.
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือไปทางไปรษณีย์ EMS ถึงประธานกกต.ขอให้ตรวจสอบกรณี เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2566 สำนักงาน กกต.โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมีหนังสือตอบกลับมายังตนเองว่า นายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่รับคำร้องของตนฉบับลงวันที่ 3 มี.ค.2566 ที่ยื่นร้องยุบพรรคก้าวไกลไว้ดำเนินการ เนื่องจากเมื่อไปตรวจสอบสารบบหนังสือคำร้องที่ตนยื่นต่อกกต. ไม่พบหนังสือฉบับลงวันที่ 3 มี.ค.2566 ตามที่กกต.อ้างถึง

พบเพียงหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 เม.ย.2566 ที่ตนยื่นร้องตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) ที่ส่งไปทางไปรษณีย์เท่านั้น จึงต้องการให้ กกต. ตรวจสอบยืนยันว่า หนังสือคำร้องของตนที่กกต.อ้างฉบับลงวันที่ 3 มี.ค.2566 นั้นมีใจความว่าอย่างไร ถูกต้องตรงกับที่ กกต. อ้างถึงหรือไม่และแจ้งผลการตรวจสอบให้ตนทราบด้วย

‘วิษณุ’แจงเกณฑ์เปลี่ยนวันชาติ
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีแนวคิดเสนอให้เปลี่ยนแปลง วันชาติจาก 5 ธ.ค. ไปเป็น 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญว่า การเปลี่ยนวันชาติต้องเป็นพื้นฐานมาจากประชาชน นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วย เราเคยใช้ 24 มิ.ย.เป็นวันชาติมาก่อน จนมาถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาเปลี่ยนเป็น 5 ธ.ค. ขณะนั้นมีการรับฟังความคิดเห็นหลายฝ่ายและเปลี่ยนโดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องทำประชามติเปลี่ยนวันชาติหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ต้องถึงขนาดทำประชามติ แต่อาจต้องเปิดรับฟังความคิดเห็น ได้ความเห็นอย่างไรก็ใช้อำนาจครม.ในการเปลี่ยน ซึ่งตอนนั้นใช้ธรรมเนียมการเปลี่ยนของต่างประเทศประกอบไปด้วย 1.ใช้วันชาติในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ล้มระบบเดิมไปสู่ระบบใหม่ ซึ่งของเราไม่เข้าตรงนี้ เพราะของเรามีพระมหากษัตริย์สืบมา 2.เป็นประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมและได้เอกราช ก็ใช้วันที่ประกาศเอกราช 3.ใช้วันเกิดของประมุข เราก็กลับมาใช้อันนั้น เพราะ 24 มิ.ย.ไม่เข้าเกณฑ์ในข้อ 1 และ 2 ที่นานาประเทศใช้กัน

ต่อข้อถามว่า นายรังสิมันต์ยืนยันจะกลับมาใช้ 24 มิ.ย. เพราะเหตุอะไร นายวิษณุกล่าวว่า “ก็ช่างเขา ผมไม่พูดถึงคุณโรม ถ้าเขามีปัญญาเสนอและรัฐบาลเขาเห็นด้วยก็ทำไป และถ้าประชาชนคัดค้านเดี๋ยวก็เปลี่ยนกลับมาอีก” เมื่อถามว่าแปลว่าต้องให้น้ำหนักกับเรื่องอะไรในการเปลี่ยน นายวิษณุกล่าวว่า ให้น้ำหนักกับประชาชน

ยกฟ้องหมอวรงค์คดีหมิ่นกก.
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาหมิ่นประมาทพรรคก้าวไกลหมายเลขดำ อ 307/2564 ที่พรรคก้าวไกลเป็นโจทก์ฟ้อง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 โดยโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 ม.ค. 2564 และวันที่ 3 ก.พ. 2564 นพ.วรงค์จำเลยกล่าวในเฟซบุ๊กชื่อ “Warong Dechgitvigrom” ไลฟ์สดในการแถลงข่าวการจัดตั้งพรรคไทยภักดี ใส่ร้ายโจทก์ทำนองว่า ปัญหาของประเทศขณะนี้มีกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีจงใจจาบจ้วงสถาบันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่สถานการณ์ล่าสุดในช่วงการระบาดโควิด โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งโรงงานวัคซีน และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิด พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 24 ล้านบาทเศษด้วย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงการชุมนุมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อช่วงปี 2563-2564 ปรากฏว่ามีสมาชิกพรรคโจทก์ไปร่วมด้วย ขณะที่เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2563 หลังการชุมนุมของนักศึกษาแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 10 ประการ ต่อสถาบันว่าไม่เท่ากับการก้าวล่วง จะต้องสามารถแสดงความคิดเห็นกันได้ อาจทำให้ประชาชนทั่วไปคิดไปได้ว่าโจทก์มีแนวคิดที่สอดคล้องกับบุคคลที่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถาบัน ดังนั้นการแสดงความเห็นของจำเลยทั้งสองครั้ง เมื่อวันที่ 20 ม.ค. และ 3 ก.พ. 2564 เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น สะท้อนความคิดที่อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบัน ไปยังประชาชน อันเป็นการติชมโดยสุจริตที่วิญญูชนพึงกระทำได้ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองไทยตามรัฐธรรมนูญ การกระทำไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 329 อนุ 3 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ผู้อื่นโดยการโฆษณา และไม่มีความผิดละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่ง พิพากษายกฟ้อง

ยกฟ้องเอกชัยขวางขบวนเสด็จ
วันที่ 28 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณา 904 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแสดงความอาฆาตมาดร้าย หมายเลขดำ อ.778/2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายเอกชัย หงส์กังวาล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ นายชนาธิป ชัยยะยางกูร และนายภาณุภัทร ไผ่เกาะ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ ความผิดฐานแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง

ทั้งนี้อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดพวกจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันมั่วสุมชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยจำเลยทั้งห้ากับพวกจำนวนหลายร้อยคนลงมายืนบนพื้นผิวจราจรบนถนนพิษณุโลก ลักษณะกีดขวางการจราจรซึ่งกำหนดใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินประจำปี พ.ศ.2563 ณ วัดราชโอรสาราม ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว โดยอ้างว่ามาชุมนุมกันโดยไม่ทราบว่าจะมีขบวนเสด็จ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้ง 2 ฝ่ายนำสืบหักล้างเห็นว่าช่วงวันเกิดเหตุมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขณะที่ขบวนเสด็จใช้เส้นทางโดยไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ซึ่งเป็นความลับ ทำให้การรับรู้ของประชาชนไม่เท่ากัน รวมทั้งจำเลยทั้งห้าด้วย โดยมีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ตั้งแถวหน้ากระดานหลายชั้น เพื่อขอใช้เป็นเส้นทางเสด็จ และมีขบวนรถวิ่งเบิกทาง ขณะที่พวกจำเลยและผู้ชุมนุมเข้าใจกันว่าตำรวจควบคุมฝูงชนจะเข้ามาสลายการชุมนุม จึงบอกให้ผู้ชุมนุมบางส่วนนั่งขวางกลางถนนเพื่อป้องกันการรุกคืบของเจ้าหน้าที่ และ เมื่อรถยนต์พระที่นั่งและขบวนเสด็จผ่านไป พวกจำเลยบางส่วนชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว และโห่ร้อง โดยไม่มีใครปาสิ่งของใส่รถยนต์พระที่นั่ง พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าพวกจำเลยมีเจตนาประทุษร้ายขัดขวางขบวนเสด็จ พวกจำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน