สั่งให้ออกราชการ-ค้านประกัน งมพบเซิร์ฟเวอร์ซีซีทีวี-เร่งกู้ ‘นก’นอนเรือนจำความดันพุ่ง บี้สอบสวยสติ๊กเกอร์-ฮั้วประมูล
คุมตัว 6 ตำรวจยศ พ.ต.ต.-ร.ต.ต. ผู้ต้องหาละเว้นหน้าที่-ช่วยเหลือกำนันนก ส่งศาลฝากขังวันนี้พร้อมคัดค้านประกันตัว หลังถูกจับฐานร่วมกระทำผิดคดียิงสารวัตรทางหลวงตายในบ้านกำนันดังนครปฐม ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกจากราชการทั้งหมด ‘บิ๊กโจ๊ก’มั่นใจหลักฐานมัดแน่น เร่งกู้เซิร์ฟเวอร์วงจรปิดที่งมขึ้นมาจากน้ำได้ แบ่งตำรวจในงานเลี้ยงมี 3 กลุ่ม พวกได้ยินเสียงปืนแล้ววิ่งหนีกระเจิง-พวกพากำนันนกหนี-พวกพา สว.แบงก์ส่งร.พ. ส่วนกำนันนกเครียดนอนเรือนจำ ความดันพุ่ง เล็งถูกสอบส่วย-ฮั้วประมูล กรมคุกสั่งให้ ‘โบ๊ต’จนท.เรือนจำราชบุรีออกจากราชการ หลังสารภาพกำนันนกสั่งให้เอาเซิร์ฟเวอร์ไปทิ้งคลอง อนุทินยันเอาจริงปราบมาเฟียทั่วไทย
รวบชุดแรก 6 ตร.บ้านกำนันนก
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 10 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดี พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือ “สารวัตรแบงก์” สว.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ถูกยิงเสียชีวิต และพ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.2 บช.ก ได้รับบาดเจ็บ ในงานเลี้ยงที่บ้านของ “กำนันนก” หรือ นายประวีณ จันทร์คล้าย อายุ 35 ปี กำนันตำบลตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยนายธนัญชัย หมั่นมาก หรือ หน่อง อายุ 45 ปี ชาว อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ลูกน้องกำนันนกเป็นผู้ลั่นไกสังหาร ต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตในพื้นที่อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ไปแล้ว และมีการงมหาเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดบ้านกำนันนกที่ถูกโยนทิ้งน้ำจนพบแล้ว
ที่สภ.เมืองนครปฐม เมื่อคืนวันที่ 9 ก.ย. ได้มีการนำตัวตำรวจ 6 นาย ที่ศาลจังหวัดนครปฐม ได้ออกหมายจับหลังมีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายหลักฐาน และช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนี ในคดีฆ่า พ.ต.ต.ศิวกร ประกอบด้วย 1.พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สมสุข สว.สส.สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร อายุ 52 ปี 2.ร.ต.อ.ณัฏฐพล นาคกร อายุ 59 ปี 3.ร.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ แตงอำไพ อายุ 58 ปี 4.ร.ต.ท.ประสาร รอดผล อายุ 58 ปี 5.ร.ต.ต.สรรเสริญ ศรีสวัสดิ์ รอง สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. อายุ 55 ปี. และ6.ร.ต.ท.นิมิตสลิดกุล รองสว.จร.สภ.เมืองนครปฐม อายุ 57 ปี ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่, เพื่อช่วยไม่ให้ผู้อื่นได้รับโทษ, ร่วมกันทำลาย ซ่อนเร้น, ร่วมกันช่วยเหลือผู้กระทำความผิด โดยตำรวจทั้ง 6 นายที่ถูกจับกุมยังคงอยู่ในห้องขังของสภ.เมืองนครปฐม
ขณะที่ นายเก่ง คนงานของกำนันนกที่ออกมาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้นำเสียมไปขุดดินเอาอาวุธปืน กล็อก ขนาด 9 ม.ม. สีดำ ที่ใช้ในการก่อเหตุยิงที่ห่อผ้าสีทองและผ้าสีขาวเป็นผ้าปูโต๊ะจีน ใส่ถุงพลาสติก ไปฝังดินไว้ที่บริเวณบึงด้านหลังอ่างน้ำประปานครปฐม และอีกรายนายโบ๊ตได้ออกมารับสารภาพว่ามีคนสั่งการให้นำเซิร์ฟเวอร์ ไปโยนทิ้งน้ำแถวคลองแถววัดตาก้อง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจนำชุดประดาน้ำไปงมหาจนพบแล้ว

จับ 6 ตร. – จนท.คุมตัว 6 นายตำรวจยศร.ต.ต.-พ.ต.ต. ที่ถูกศาลออกหมายจับร่วมกระทำผิดคดี ‘กำนันนก’ นายประวีณ จันทร์คล้าย และนายธนัญชัย หรือหน่อง หมั่นมาก ยิงพ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 เสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 ก.ย.
เอี่ยวช่วยหนี-ทำลายหลักฐาน
ต่อมา เช้าวันเดียวกัน พล.ต.ต.จักรกฤษ เครือสุนทรวานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองนครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูภณ ทัพเจริญ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เพื่อสอบถามและติดตามของราชการคืน โดย ร.ต.ท.นิมิต รองสว.จร.สภ.เมืองนครปฐม 1 ใน 6 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม และเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์นำทางคุ้มครองกำนันนกหลบหนี โดยผู้บังคับบัญชาจะได้ติดตามอุปกรณ์วิทยุเครื่องมือสื่อสาร ที่เบิกของทางราชการไปใช้ รวมถึงยานพาหนะจักรยานยนต์ที่ใช้ขี่คืนเช่นกัน
ขณะเดียวกันชุดสืบสวนได้ยึดรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกูปี้ไอ สีฟ้าขาว ทะเบียน 1กก 8599 นครปฐม มาไว้ที่ สภ.เมืองนครปฐม เพื่อรอให้ตำรวจกองปราบฯ นำไปตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวนั้น ตามรายงานข่าวแจ้งว่า เป็นรถที่เกี่ยวข้องกับคดี ที่ลูกน้องกำนันนกใช้
ส่วนบรรยากาศที่บริเวณด้านล่างสภ.ยังคงมีครอบครัวของตำรวจทั้ง 6 นาย รอเวลาเข้าเยี่ยม
พล.ต.ต.จักรกฤษ เปิดเผยว่าตำรวจทั้ง 6 นาย ที่ถูกคุมขังนั้นทุกคนอยู่ดี ไม่มีอภิสิทธิ์นอกเหนือจากผู้ต้องหารายอื่น ไม่มีการขอร้องขอใดๆ
ด้านพ.ต.อ.ภูภณ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เผยว่า ยังคงมีครอบครัวติดต่อเพื่อขอประกันตัวผู้ต้องหา โดยวันที่ 11 ก.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะคุมตัวตำรวจทั้ง 6 นาย ไปฝากขังยังศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จังหวัดสมุทรสงคราม ช่วงเวลา 10.00 น. โดยในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น เบื้องต้นตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวทุกกรณี เนื่องจากถือเป็นคดีใหญ่ที่ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ และกังวลว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับร.ต.ท.นิมิต รองสว.จร.เมืองนครปฐม 1 ใน 6 ผู้ต้องหาที่ถูกจับหรือไม่ที่ปรากฏชื่อเป็นเจ้าของทะเบียนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุยิงพ.ต.ต.ศิวกร และยังให้การช่วยเหลือผู้ก่อเหตุให้หลบหนีหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ภูภณกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกับใคร แต่จะให้พนักงานสอบสวน ที่ปฏิบัติหน้าที่จากทีมชุดใหญ่สอบปากคำทั้งหมด ยืนยันว่าไม่กดดันแม้ผู้ต้องหาจะเป็นตำรวจ
ให้ออกทั้ง 6 ตร.-โดนสอบวินัย
รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังแนวทางสืบสวนของ สภ.เมืองนครปฐม พบหลักฐานสำคัญหลายอย่างว่ามีตำรวจจำนวน 6 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายหลักฐาน และช่วยเหลือผู้ต้องหาก่อเหตุยิง พ.ต.ต.ศิวกร สว.ทล.1 กก.2 บก.ทล. เสียชีวิต ให้ได้รับการหลบหนี ซึ่งในจำนวนนี้มีตำรวจในสังกัด บก.ทล. ร่วมด้วยจำนวน 4 นาย ที่มีตำแหน่งเป็น รองสว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ทั้งหมดคือ ร.ต.ท.ประสาร, ร.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์, ร.ต.อ.ณัฏฐพล นาคกร และร.ต.ต.สรรเสริญ ศรีสวัสดิ์ ทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รรท.ผบก.ทล. จึงได้ลงนามในคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน โดยไม่มีกำหนด เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.2566 เป็นต้นไป
ล่าสุด พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภาค 7 มีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.ต.จักรกฤษ ผบก.ภ.จว.นครปฐม และพล.ต.ต.ดร.จักษ์ จิตตธรรม ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ให้ นายตำรวจทั้ง 2 นายในสังกัดคือ ร.ต.ท.นิมิตร รองสว.จร. สภ.เมืองนครปฐม กับ พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สว.สืบสวน สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2566 และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยด้วย
ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า คดีนี้ต้องชมเชยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผบก.ภ.จว.นครปฐม ชุดทำงาน โดยไล่ทำงานกัน 2 วันและรวดเร็วมาก จนศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา 6 คน เป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจรวม 3 ข้อหา มาตรา 157 การเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบหรือทุจริตร้ายแรงมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ตามมาตรา 184 คือช่วยเหลือมิให้คนร้ายได้รับโทษรวมถึงมาตรา 189 คือช่วยเหลือซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ทั้ง เซิร์ฟเวอร์ และอาวุธปืน ทั้งนี้เจ้าตัวให้การรับสารภาพเพียงบางส่วน แต่จะรับสารภาพหรือไม่รับสารภาพ ไม่ใช่ประเด็น เนื่องจากศาลเชื่อในพยานหลักฐานจึงได้อนุมัติหมายจับ พฤติการณ์มีทั้งการนำปืนออกมาจากมือนายหน่อง แล้วนำไปซ่อน ถือเป็นการช่วยเหลือและยังพานายหน่อง และกำนันนกหลบหนี เหล่านี้เป็นพฤติกรรมชัดเจนเรื่องความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
‘โจ๊ก’จวกชั่ว-ทำตัวเป็นเบ๊
“ทราบว่าภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้จับนายหน่องมือปืนไว้ แต่ได้ปล่อยตัวไป ซึ่งเป็นคนที่เอาปืนออกมาจากมือนายหน่องนั่นเอง ถือเป็นพฤติกรรมที่แย่ แย่ทั้งหมด 20 กว่าคนพอกัน วันนี้มีพยานในส่วนไหนก็จะออกหมายจับก่อน สำหรับวันนี้ชัดเจนใน 6 คน ก็ออกหมายจับทั้ง 6 คน ในเรื่องนี้มีความย่ำแย่ในการก่อเหตุ ถ้าไม่มีตำรวจช่วยเหลือทั้งการทำลายสถานที่เกิดเหตุ เก็บวัตถุพยานหรือการถอดเซิร์ฟเวอร์ และอาวุธปืน คนอย่างกำนันนกทำไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ รวมทั้งไปช่วยกำนันนกหลบหนี ทำตัวเป็นบอดี้การ์ด อีกทั้งรองจราจรที่ไปซื้อปืนให้กำนันนกเอาไปให้มือปืนใช้ และยังเอารถกำนันนกไปซ่อนที่บ้านอีกหลัง ถือเป็นเรื่องที่ย่ำแย่มาก ฉะนั้นพฤติกรรมชั่วๆ แบบนี้ ปราบให้หมด เบื้องต้น ทราบว่าทุกคนยอมทำเพื่อกำนัน เพราะทำตัวเป็นลูกน้องจนเคยชิน คำว่าอิทธิพลไม่มี หากตำรวจไม่รู้เห็นเป็นใจ คนเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เพราะตำรวจเป็นเบ๊ให้ ตำรวจบางคนอยู่มานานฝังรากลึก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว
ลั่น 2 อาทิตย์ปิดคดี
พล.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า กรณีที่กำนันนก ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงเอง แต่ส่งให้นายหน่องยิงนั้น กรณีนี้เรามีประจักษ์พยานเป็นพยานบุคคล ตัวนายหน่องไม่ได้มีความโกรธเคือง โกรธแค้นส่วนตัวกับสารวัตรแบงก์ และในขณะที่ตบโต๊ะมีปัญหากันนั้น นายหน่องก็อยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ฉะนั้นมูลเหตุจูงใจมันต้องมีคำสั่งให้ยิง
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับตำรวจ 6 นายขณะนี้มีคำสั่งจากสำนักงานตำรวจภาค 7 ให้ออกจากราชการไว้รอแล้ว ส่วนตำรวจทางหลวงนั้นจะต้องรอให้ต้นสังกัดพิจารณา นอกจากนี้ยังมีภาพวงจรปิดที่ ร้อยตำรวจโทนิมิตขี่รถคุ้มกันกำนันหลังเกิดเหตุ นั้น ขี่ประกบข้างขณะหลบหนีจริง ตำรวจทั่วประเทศมีทั้งหมด 2 แสนกว่าคน มีทั้งดีและไม่ดี ฉะนั้นตำรวจไม่ดีเราต้องไม่ช่วยเหลือและไม่เลี้ยงไว้ มีพฤติการณ์ย่ำแย่ ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด และขอศาลออกหมายจับใส่กุญแจมือ ปฏิบัติอย่างเช่นผู้ต้องหารายทั่วไป คดีนี้ไม่ซับซ้อน 2 สัปดาห์น่าจะจบ
ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เข้าร่วมประชุมการปราบปรามยาเสพติดที่บ้านพิษณุโลก โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุม จากนั้นเวลา 13.30 น.พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องการปราบปรามมาเฟีย ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ให้ประชาชนมีความมั่นใจ ในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งตำรวจเองต้องไม่เป็นไม้ค้ำยันของผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น ส่วนความคืบหน้าของคดีกำนันนกนายกฯ มีความกังวลและห่วงใย โดยให้แนวทางในการขยายผลให้ถึงที่สุดจนถึงตัวสุดท้าย พร้อมยังให้ตรวจสอบเรื่องการทุจริตต่างๆ ในพื้นที่ เช่น การฮั้วประมูล การได้งาน ก็จะต้องไปดูให้หมดว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง
“นายกฯ ก็มีความตั้งใจที่จะปราบปรามมาเฟีย ผู้มีอิทธิพลให้หมด ให้ตำรวจกลับไปรับใช้ประชาชน ท่านได้บอกว่า ตำรวจต้องไปอยู่กับประชาชน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวภายหลังการเข้าพบและหารือกับนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะออกหมายเรียกหรือหมายจับตำรวจ รวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า วันนี้กำลังสอบขยายผลเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งหากพบว่าเชื่อมโยงกับใครและใครเป็นผู้กระทำความผิด ก็จะออกหมายเรียกและหมายจับต่อไป โดยในช่วงเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน ตนจะเดินทางไปประชุมความคืบหน้าของคดีที่ สภ.เมืองนครปฐม
จ่อสอบส่วย-ฮั้วประมูล
เมื่อถามว่า เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดที่ เจ้าหน้าที่พบจะกู้ได้หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ต้องใช้เวลา 3-4 วัน ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ที่เปียกน้ำตอนนี้แห้งแล้ว สามารถกู้ข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ ขอให้ไม่ต้องกังวล
เมื่อถามว่าจะมีการขยายผลตรวจสอบ เส้นทางการเงินของกำนันนก จนถึงขั้นอายัดหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ต้องอายัด เพราะไม่เข้าข่ายเรื่องความผิด แต่ได้เอกสารหลักฐานเพิ่มเติม โดยต้องตรวจสอบเรื่องการฮั้วประมูล หากเข้าข่ายฐานความผิดฟอกเงิน จะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ต่อไป ย้ำว่าเหตุการณ์นี้จะต้องมีตำรวจรับผิดชอบอย่างแน่นอน ซึ่งในหลักของกฎหมาย หากพบว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การไม่รักษาที่เกิดเหตุ และการทำลายวัตถุพยาน จะต้องดำเนินคดี ในตำรวจจะมี 2-3 กลุ่ม กลุ่มแรกเกิดเหตุ วิ่งหนีเลย ไม่ทำอะไรเลย อันนี้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ได้ออกหมายจับบางส่วน กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มร่วมทำลายพยานหลักฐานและพากำนันนกหนี ส่วนกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่พาสารวัตรแบงก์หรือคนบาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งกลุ่มนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา
เมื่อถามถึงกรณีที่หลายคนกังวลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชา อาจทำให้หลายคนกังวลกับการดำเนินคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า คดีนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หากเปรียบเทียบกับคดีของแอม ไซยาไนด์ เนื่องจากพยานหลักฐานในคดีนี้นิ่ง หากไล่เส้นทางการเงิน ตรวจสอบภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดต่างๆ ก็จะเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าตำรวจที่ตก เป็นผู้ต้องสงสัยด้วยกันจะให้ข้อมูล พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวยอมรับว่า ในตอนแรก ตำรวจโกหกหมด ตนก็ย้ำว่าก็โกหกไปไม่เป็นไร แต่เรามีการสอบสวนสืบสวน เมื่อถามว่ามีการโยงไปถึงประเด็นส่วยสติ๊กเกอร์ด้วย จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นแบบนั้นหรือไม่อย่างไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ก็ต้องสอบหมด ทั้งเรื่องส่วย เรื่องฮั้วประมูล
ผู้ต้องหารับกำนันนกสั่งการ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการสอบปากคำพยานและผู้ต้องสงสัย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ทั้งหมดให้ข้อมูลและรับสารภาพไปในทิศทางเดียวกันว่ากำนันนกเป็นคนสั่งการ
เมื่อถามว่ามีข้อสงสัยว่าประเด็นที่พูดคุยกันในโต๊ะอาหาร เรื่องส่วยสติ๊กเกอร์หรือการโยกย้ายตำแหน่งเป็นสาเหตุกันแน่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ประเด็นหลักไม่ใช่เรื่องส่วย แต่เป็นการขอโยกย้ายตำรวจแล้วไม่ให้ก็สั่งยิง พูดง่ายๆ ว่าก็เหิมเกริม อยู่แบบนี้มานาน ผูกพันกับตำรวจในพื้นที่มานานจนกระทั่ง เหิมเกริม เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ต้องล้างบางเสียที
เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นส่วยรูปกระต่าย มีการเชื่อมโยงไปถึงระดับรองผู้บัญชาการ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ไม่ได้กังวล ต้องเรียนตามตรงว่าหากเชื่อมโยงถึงใคร ก็จะดำเนินคดีหมด ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่สื่อเห็น ถ้าทำอย่างไม่ตรงไปตรงมาสื่อก็จะรู้ วันนี้มันปิดบังกันไม่ได้ในโลกปัจจุบัน ถ้าใครทำอะไร ไม่ตรงไปตรงมา ไม่สุดทาง มันก็ไปกันไม่รอด
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากการสอบปากคำกำนันนก ยังให้การภาคเสธ ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้นายหน่อง ยิงสารวัตรแบงก์ แต่นายหน่องเป็นคนยิงจริง และย้ำว่าคดีนี้กำนันนกดิ้นไม่หลุดแน่
เวลา 14.40 น. นายเศรษฐา นายกฯ ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงคดีนี้ว่า ยังสั่งการอะไรไม่ได้ เป็นการมารับฟังข้อมูลเฉยๆ เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้รายงานความคืบหน้าคดีกำนันนกหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า รายงาน
งมเซิร์ฟเวอร์หลักฐานมัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เวลา 21.30 น. วันที่ 9 ก.ย. เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันค้นหาเซิร์ฟเวอร์ จากกล้องวงจรปิด จุดแรก ที่นายฐิตินันท์ อินต้นวงศ์ หรือโบ๊ต ลูกน้องกำนันนก ให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นคนนำไปโยนทิ้งลงคลองหลังวัดตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม ตามคำสั่งจากกำนันนก โดยเจ้าหน้าที่นักประดาน้ำได้งมหาเซิร์ฟเวอร์ 1 ตัว นำขึ้นมาจากน้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการค้นหาครั้งนี้มี พล.ต.ท.ธนายุตม์ ผบช.ภาค 7 คอยควบคุมดูแลอยู่ด้วย โดยนายโบ๊ตรับว่านำเซิร์ฟเวอร์มาทิ้งไว้ในคลองเวลา 22.00 น. วันที่ 6 ก.ย. ภายหลังเกิดเหตุ โดยได้รับคำสั่งจากกำนันนกให้มาโยนทิ้งน้ำเพื่อเป็นการทำลายหลักฐาน
ขรก.กรมคุกรับโยนทิ้งเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายฐิตินันท์ หรือโบ๊ต เป็นข้าราชการเรือนจำกลางราชบุรี อายุ 22 ปี บ้านอยู่หมู่ 9 ต.ตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ในกลุ่มก๊วนของกำนันนก ที่รับสารภาพกำนันนกสั่งให้เอาไปโยนทิ้งคลอง
ส่วนการค้นหาเซิร์ฟเวอร์จุดที่ 2 ที่บริเวณต.ตาก้อง อ.เมืองนครปฐม งมพบห่างจากเพียงจุดแรกประมาณ 2 กิโลเมตร
ด้านพ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา รองผบก.ภ.จว.นครปฐม เปิดเผยว่า การกู้เซิร์ฟเวอร์จากกล้องวงจรปิดจะกู้กลับมาได้ โดยทางกองพิสูจน์หลักฐานแนะนำว่า ควรรักษาไว้ในสภาพที่แช่น้ำไม่ให้เซิร์ฟเวอร์แห้ง
ราชทัณฑ์ยันไม่ป้องคนผิด
ขณะที่ นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกประจำกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจากผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่าได้รับ นช.ประวีณ หรือกำนันนก เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย. เวลา 15.30 น. จากศาลอาญา รัชดา เข้าสู่กระบวนการแรกรับตามมาตรฐานการปฏิบัติงานของเรือนจำ (SOPs) ซึ่งผู้ต้องขังแจ้งว่า มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง มีน้ำหนักตัวมาก และภายนอกมีอาการเครียด มีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากที่ส่งตัวเข้าคุมขังที่แดนกักโรค โดยมีผู้ต้องขังเป็นเพื่อนร่วมห้องจำนวน 4 คน เมื่อคืนนี้ก็นอนหลับและรับประทานอาหารได้
โดย เวลา 05.30 น. กำนันนกตื่นมาทำกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระ รับประทานข้าวสวยและแกงจืดหมูใส่ผัก และนอนพักผ่อนและพูดคุยกับเพื่อนผู้ต้องขังได้ตามปกติ หลังจากนี้ จะผ่านการคัดกรองโรค ตรวจหาเชื้อโควิด-19 และกักตัวอยู่ในสถานที่กักกันโรคของแดนแรกรับ เป็เวลา 5 วัน ก่อนส่งไปที่ห้องกันชน เพื่อดูอาการอีก 5 วัน
ไล่ออก-สอบวินัยร้ายแรง
นายสิทธิกล่าวด้วยว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีจิตแพทย์เข้าตรวจ เป็นประจำ ทุกสัปดาห์ ตลอดจนมีนักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติหน้าที่คอยดูแลด้านสุขภาพจิต โดยเป็นไปตามกระบวนการต่างๆ ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายใต้กรอบของกฎหมายและมาตรฐานการดูแลควบคุมผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตที่บ้านกำนันนก โดยเป็นผู้ที่นำเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในบ้านของกำนันนกโยนลงน้ำนั้น
นายสิทธิกล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจากผู้บัญชาการเรือนจำกลางราชบุรีในเรื่องดังกล่าวว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว พบว่าบุคคลดังกล่าว ที่อยู่ในคืนเกิดเหตุ คือ นายฐิตินันท์ อินต้นวงค์ เป็นพนักงานราชการที่มาปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำกลางราชบุรี เมื่อเดือนต.ค.2565 ยังทำงานไม่ถึงปี และไม่ใช่เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเขาบินตามที่เป็นข่าว ซึ่งขณะนี้ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไว้แล้ว โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้สั่งการให้เรือนจำประสานขอหลักฐานการจับกุมและการควบคุมตัว จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วน เพื่อเร่งดำเนินการออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และให้ออกจากราชการไว้ก่อน รวมถึงยกเลิกสัญญาจ้าง และในส่วนของการดำเนินคดีอาญาขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า กรมราชทัณฑ์ไม่ปกป้อง ผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรง จึงต้องดำเนินการและลงโทษขั้นเด็ดขาด

เด็กกำนัน – ตำรวจนำตัวนายโบ๊ต จนท.ราชทัณฑ์ คนทิ้งเซิร์ฟเวอร์วงจรปิด และนายเก่ง เด็กในบ้านกำนันนก คนฝังปืน สอบปากคำเพิ่มเติมคลี่คดียิงพ.ต.ต.ศิวกรเสียชีวิต ที่บช.ภาค 7 จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 10 ก.ย.
พ่อพา‘โบ๊ต’สอบเพิ่มที่ภาค 7
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 12.00 น. ที่สำนักงานตำรวจภาค 7 นายระยอง อินต้นวงศ์ อายุ 70 ปี พ่อของนายโบ๊ต ได้เดินทางมาพร้อมนำตัวนายโบ๊ตมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่าคืนวันเกิดเหตุตนก็ไปร่วมงานด้วย แต่กลับบ้านมาก่อน
เค้นเก่ง-ยันตร.ยัดปืนใส่มือ
ต่อมา เวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายเก่ง มือฝังปืน ไปสอบปากคำเพิ่มเติม ที่ห้องประชุมเสสะเวช สำนักงานตำรวจภาค 7 โดยนายเก่งนั้นมีท่าทางที่เครียดไม่ต่างจากเมื่อวานนี้ เมื่อตำรวจสอบถามนายเก่งจะมีอาการเสียใจและร้องไห้ปาดน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง
รายงานข่าวระบุว่า นายเก่งให้การว่า ขณะเกิดเหตุยิง นายเก่งก็อยู่ในงาน และได้ยินเสียงปืนดัง เหตุการณ์ชุลมุนมาก จังหวะนั้นมีตำรวจ 1 ใน 6 นาย ที่ถูกจับกุมตัวแล้ว นำอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุมายื่นใส่มือก็คิดว่าฝากไว้ชั่วคราว เดี๋ยงคงกลับมาเอา จึงนำผ้าคลุมโต๊ะจีนของงานมาห่อปืนไว้ ก่อนขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยใส่ถุงกระเป๋านมของลูกวางไว้หน้าบ้าน จากนั้นด้วยความกลัวจึงนำห่อปืนไปขุดหลุมฝังไว้ที่บ่อน้ำใกล้กับกรงหมาท้ายซอยเสน่ห์หา 1 สุดท้ายแล้วก็ไม่มีคนมาขอรับปืนคืน จนกระทั่งเป็นข่าวใหญ่และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญมาให้ปากคำด้วยความตกใจกลัวและให้ปากคำเป็นครั้งแรก ก็ยังไม่กล้าพูดอะไร รู้สึกอึดอัด กลัวจะทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน นายเก่งอ้างว่ากำนันนกไม่ได้บังคับ แต่มีตำรวจยื่นปืนมาให้ หากตำรวจจะดำเนินคดีคงต้องยอมรับในสิ่งที่ทำ เพราะไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
ผกก.สน.พญาไทรุดให้การ
เย็นวันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษฎาพร จงอักษร ผกก.สน.พญาไท ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงบ้านกำนันนกและยังเป็นคนเคลื่อนย้ายสารวัตรแบงก์ ออกจากจุดเกิดเหตุ และนำส่งโรงพยาบาล ได้เดินทางมาที่สำนักงานตำรวจภาค 7 เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงอาการของสารวัตรแบงก์ช่วงเกิดเหตุเป็นอย่างไร แต่พ.ต.อ.กฤษฎาพร ไม่ตอบ เมื่อถามต่ออีกว่ามีการช่วยเหลือใช่หรือไม่ พ.ต.อ.กฤษฎาพรได้พยักหน้า เมื่อถามว่าเห็นหรือไม่ว่าใครสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา พ.ต.อ.กฤษฎาพรได้ยกมือปฏิเสธที่จะตอบคำถาม
เวลา 19.15 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุม เสสะเวช กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 ได้เชิญตัวหญิงสาวรายหนึ่งที่ได้ไปร่วมงานสังสรรค์บ้านกำนันนกในวันเกิดเหตุด้วยมาสอบปากคำ โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้น หญิงสาวคนดังกล่าวเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านกำนันนกจริง แต่เกิดอะไรขึ้นนั้นไม่ทราบ เพราะขณะนั้นตนไปเข้าห้องน้ำ แต่ได้ยินเสียงปืน ไม่ทราบด้วยว่าด้านนอกจะมีเรื่องกัน พอเดินออกมาก็ไม่พบใครแล้ว มีผู้บาดเจ็บ จึงช่วยกันไปส่งร.พ. โดยตนได้ขึ้นรถมาคันเดียวกันกับตำรวจ เรื่องราวชุลมุนมาก จำไม่ค่อยได้ ประกอบกับสายตาสั้นด้วย ตนได้ติดตามไปที่โรงพยาบาล อยู่กันจนถึงตี 2
‘หนู’ยันเอาจริงปราบผู้มีอิทธิพล
ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลว่าจะสำเร็จได้เมื่อไหร่ว่า คงไปกำหนดวันเสร็จไม่ได้ แต่จะทำให้พวกเขารู้ว่าต่อไปจะทำอะไรลุแก่อำนาจไม่ได้อีก ซึ่งคำว่าผู้มีอิทธิพลมันมีนิยามอยู่ เช่น ฮั้วประมูล ค้าประเวณี ค้าน้ำมันเถื่อน ซึ่งจะนำมาพิจารณาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเอานายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาแก้ปัญหาตรงนี้เหมือนเป็นการหนามยอกเอาหนามบ่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราต้องเลือกคนที่มีความเข้าใจว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องมีใจที่จะกล้าชนกับคนพวกนี้ ตนเชื่อว่านายชาดากล้าชน
“ผู้มีอิทธิพลหากเป็นคนธรรมดา อิทธิพลก็มาจากคนที่เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปยอมเขา เราต้องทำให้เห็นว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนที่ควรสมยอม ต้องไม่ยอมรับผลประโยชน์จากคนพวกนี้เลย หากไปรับเงินทอง ทรัพย์สิน เท่ากับเราไปยอมให้ระบบนี้เกิดขึ้น ถ้าผมมาอยู่ตรงนี้ส่วนที่รับผิดชอบอยู่เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น และผมต้องทำให้ได้ ผมไม่ได้ขี่ม้าควบเป็นคาวบอยไปยิง แต่บอกว่าประเทศนี้ต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้ ผมมีปลัดกระทรวง มีผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี นายอำเภอกลไกเหล่านี้เดินอยู่ ถ้ารัฐมนตรีบอกว่ามีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แล้วผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอคนไหน ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ผมก็รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร” นายอนุทินกล่าว