ฝากขังพม่า-แคเมอรูน ตร.คัดค้านประกันตัว เมียหนุ่มผิวสีป้องผัวอ้างไปช่วยไกล่เกลี่ย หมายจับ‘สาวราชบุรี’
ตร.คุมตัวหนุ่มพม่า-แคเมอรูน ส่งฝากขังต่อศาล คดีฆ่าโหดหนุ่มไต้หวันหมกโรงแรมดังย่านบางนา พร้อมคัดค้านประกันตัวเมียคนไทยโผล่เยี่ยมหนุ่มแคเมอรูน ระบุสามีรู้จักกับคนตายมานานแล้ว อ้างคนฆ่าเป็นหนุ่มวานูอาตู โทร.เรียกสามีเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเรื่องโกงเงิน ร่วมกับหนุ่มพม่าใช้สเปรย์พริกไทยฉีดใส่หน้า ทำร้ายร่างกายเหยื่อ สามีพยายามช่วยเหลือ ตร.ออกหมายจับสาวราชบุรี พร้อมไล่ล่าหนุ่มวานูอาตู ตัวการใหญ่
จากกรณีพบศพนายชูเชียง เฉิน อายุ 48 ปี ชาวไต้หวัน สภาพนอนคว่ำหน้า ที่ปากถูกปิดด้วยเทปใส มือและเท้า 2 ข้างถูกมัด มีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็ง เหนือคิ้วขวา ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านอุดมสุข เขตบางนา กรุงเทพฯ ตรวจสอบ ภายในห้องพบร่องรอยการต่อสู้ ข้าวของทรัพย์สินถูกรื้อค้นและหายไปบางส่วน โดยภาพวงจรปิดจับภาพกลุ่มคนร้ายเป็นชาวต่างชาติ 3 คน เข้าออกห้องพักที่เกิดเหตุ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายแซวอ ลิง แปร่ หรือเจนซี่ อายุ 21 ปี ชาวเมียนมา และนายจอห์น แอบอน อายุ 40 ปี สัญชาติแคเมอรูน ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยจับกุมได้ที่บริเวณถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตบางนา ตามที่เสนอข่าวแล้วนั้น

ส่งศาล – ตำรวจคุมตัวนายจอห์น แอบอนชาวแคเมอรูน และนายแซวอ ลิง แปร่ ชาว เมียนมา ผู้ต้องหาร่วมกัน ฆ่าหนุ่มไต้หวันหมกโรงแรม ไปฝากขังศาลอาญาพระโขนง เตรียมล่าตัวหนุ่มวานูอาตู และหญิงไทยร่วมแก๊งปล้นฆ่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่สน.บางนา พ.ต.ต.วัชระ แสงเพชร สว.(สอบสวน) สน.บางนา นำตัวนายแซวอ ลิง แปร่ และ นายจอห์น แอบอน ส่งฝากขังต่อศาลอาญาพระโขนง ผัดแรก เป็นเวลา 12 วัน โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์
ด้านภรรยาชาวไทยของนายจอห์น แอบอน เดินทางมารอพบสามีที่สน.บางนา พร้อมเปิดเผยว่า สามีของตนรู้จักกับผู้เสียชีวิตมานานแล้ว ปกติถ้าผู้เสียชีวิตเดินทางมาประเทศไทย ก็จะนัดกินข้าวกัน และส่วนผู้ต้องหาชาววานูอาตูนั้น ผู้เสียชีวิตเป็นคนแนะนำสามีของตนให้รู้จัก
ภรรยาของนายแอบอน กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ จากการที่ตนฟังสามีระหว่างให้การกับตำรวจ ระบุว่าผู้เสียชีวิตโกงเงินผู้ต้องหาชาววานูอาตู จึงขอให้สามีเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ย กระทั่งวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาชาววานูอาตูโทรงมาเรียกสามีให้ไปหาที่โรงแรมที่เกิดเหตุ เพื่อนัดให้สามีช่วยเปิดประตูห้องพักของผู้ตายทิ้งไว้ให้ จากนั้นสามีเดินทางกลับมาบ้านและโทรงไปสอบถามว่าไกล่เกลี่ยสำเร็จหรือ ไม่ แต่กลับได้ยินเสียงดังมาจากปลายสาย จึงวกกลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง จนเห็นว่า ผู้ต้องหาชาววาตูอานูและชาวเมียนมาร่วมกันทำร้ายและใช้สเปรย์พริกไทยฉีดหน้า ผู้เสียชีวิต ขณะนั้นยังไม่เห็นว่ามีการพันธนาการ สามีจึงเอามือไปบังหน้า ผู้เสียชีวิตเพื่อช่วยเหลือ แต่ผู้ต้องหาชาว เมียนมากลับให้การกับตำรวจว่าสามีพยายามช่วยกันทำร้ายชายไต้หวัน ตนขอยืนยันว่าสามีไม่ได้มีเจตนาฆ่าอย่างแน่นอน เพราะไม่มีความขัดแย้งกัน และเชื่อว่าถ้าหากชาวไต้หวันยังมีชีวิตอยู่ก็จะทำให้สามีรอดพ้นจากการดำเนินคดีอย่างแน่นอน
ด้านพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.เปิดเผยถึงการติดตามตัวผู้ต้องหาชายชาวตะวันตก ตัวการใหญ่สังหารหนุ่มไต้หวันครั้งนี้ว่า หลังศาลออกหมายจับ ผู้ต้องหารวมทั้งหมด 3 คนประกอบด้วยนายเจนซี่ หนุ่มเมียนมา และนายจอห์นครูสอนภาษา ชาวแคเมอรูน และหนุ่มชาวตะวันตกผิวขาว ไม่ทราบชื่ออีก 1 คน จากการสอบปากคำนายเจนซี่ ให้การว่า สำหรับหนุ่มชาวตะวันตกผิวขาวนั้น อ้างตัวเป็นคนอเมริกัน แต่จากการตรวจสอบเอกสารการเดินทางเข้าประเทศไทย พบว่าถือ 2 สัญชาติ คือสัญชาติวานูอาตู และอิหร่าน ไม่ใช่ชาวอเมริกันตามที่นายเจนซี่บอก และหลังก่อเหตุ ผู้ต้องหารายนี้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว
เบื้องต้นในชั้นสอบสวนนายแซวอ ลิง แปร่ ยอมรับสารภาพ แต่นายจอนห์น แอบอน ให้การภาคเสธ
ส่วนผู้ร่วมขบวนการอีก 1 รายซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน เป็นหญิงสาวชาวไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จ.ราชบุรีนั้น ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลออกหมายจับ
วันเดียวกัน ศาลอาญาพระโขนงอนุมัติหมายจับ น.ส.นภัสรดา (สงวนนามสกุล) ชาว จ.ราชบุรี ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จากการสืบสวนพบว่าทำหน้าที่ประสานงาน และนางนกต่อ สำหรับหญิงไทยรายนี้จากคำให้การซัดทอดของนายแซวอ ลิง แปร่ ชาวเมียนมา ระบุว่า น.ส.นภัสรดาเป็นผู้จ้างวานผ่านโซเชี่ยลมีเดีย รับสมัครคนสอดแนม สะกดรอยตาม ก่อนนัดพบเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นมีการแนะนำให้รู้จักกับนายโมฮา เกกี้ ฮัมล์เดรซส์ ตัวการใหญ่ 1 ในผู้ต้องหาชาววานูอาตู
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าหญิงสาวคนดังกล่าวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชายชาววานูอาตูโดยคบหากันเป็นแฟน มีภูมิลำเนาอยู่ในจ.ราชบุรี หลังจากตำรวจตามจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการได้แล้ว 2 คน ทำให้เจ้าตัวไหวตัวหลบหนีไปได้ จากการตรวจสอบด่านตรวจคนเข้าเมืองยังไม่พบการเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด