บุ๊กสโตร์
ออนไลน์กันต่อไปนะ และสำหรับ “สำนักพิมพ์มติชน” ก็พร้อมต้อนรับอยู่แล้วที่ www.matichonbook.com
หลังจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศอย่างเป็นทางการเลื่อนการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 49 จากเดิม 15-23 พ.ค.64 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของเพื่อนๆ นักอ่าน จากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน

และวันนี้ มติชนมีเล่มใหม่เอี่ยมอ่องมาอวด…“ก้าวใหญ่ๆ ใช้ใจเริ่ม” ผลงานชุดธุรกิจพอดีคำ ของ กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร หรือ “ต้อง แปดบรรทัดครึ่ง” ซึ่งเล่มนี้เป็นลำดับที่ 5
รวมบทความว่าด้วยนวัตกรรมความคิดและการบริหารธุรกิจขององค์กรระดับโลก ที่เต็มไปด้วยความสนุกและแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดความคิดของผู้นำที่พาองค์กรฝ่าวิกฤตด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และใจที่พร้อมสร้างความ เชื่อมั่นและเปิดกว้างสำหรับไอเดีย ท่ามกลางบททดสอบท้าทายใหม่ๆ “ก้าวใหญ่ๆ ใช้ใจเริ่ม” ขอชวนมาจับ “จุด” ให้ถูก “ใจ” แล้วก้าวกระโดดไปพร้อมนวัตกรรมความคิด
เพราะความสำเร็จน้อยใหญ่ ล้วนมี “หัวใจ” เป็นจุดตั้งต้น
…แล้วมาอ่านเอาเรื่อง Politics Spotlight 3 เล่มการเมืองห้ามพลาดจากมติชน

1.“สงครามเย็น (ใน) ระหว่างโบว์ขาว” ว่าด้วยมุมมองและโลกทัศน์ทางการเมืองที่แตกต่างระหว่างคน 3 รุ่นคือ “คนรุ่นสงครามเย็น” “คนรุ่น (ใน) ระหว่าง” และ “คนรุ่นโบว์ขาว” ที่ปะทุขึ้นมาจากปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของไทยในปี พ.ศ. 2563
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ลงพื้นที่ชุมนุมจริง สัมภาษณ์ เก็บสถิติ และศึกษาวิเคราะห์ สร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างทางการเมืองของคน 3 วัย 3 เจเนอเรชั่น เพื่อหาทางออกว่า ในมุมมองการเมืองที่แตกต่างของคน 3 รุ่นนี้ เราจะก้าวข้ามความขัดแย้งและอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดยั้งอย่างไร
“โควิด-19 อาจรักษาได้ด้วยการฉีดวัคซีนและอาจจะพาพวกเรากลับไปยังชีวิตแบบเดิมได้ แต่ความคิดต่างทางการเมืองและสังคมของคนแต่ละรุ่น โดยเฉพาะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ คำถามคือเราพร้อมที่จะอยู่กับสภาวะ New Normal ของสังคมไทยแล้วหรือยัง โลกที่ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้”
2.“หลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง” ประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 2475 ที่ผ่านมา มักจะบันทึกให้รับรู้ทั่วไปเพียงเรื่องราวของคณะราษฎร “ผู้ชาย” ที่มีบทบาท “หน้าฉาก” ทางการเมืองเท่านั้น แต่หนังสือโดย ชานนท์ ยอดหงษ์ เล่มนี้ได้สร้างข้อถกเถียงใหม่ว่า บทบาทการเป็นแม่บ้านแม่เรือนของภรรยาได้เข้ามามีส่วนในปฏิบัติการทางการเมืองที่สำคัญหลายต่อหลายครั้ง
กลุ่มภรรยาคณะราษฎรนั้น นอกจากคอยให้คำปรึกษา ช่วยตัดสินใจ พวกเธอยังสร้างเครือข่ายการเมือง ทำธุรกิจหารายได้เลี้ยงครอบครัว เจรจาต่อรอง รวมถึงช่วยเหลือสามีในยามต้องเผชิญภัยทางการเมือง
เป็นการคืนพื้นที่ให้ “ผู้หญิง” ตอบโต้ประวัติศาสตร์แบบ “ปิตาธิปไตย” ด้วยการเปิดมุมมองใหม่เพื่อพิสูจน์ว่า “หลังบ้าน” ที่คณะราษฎรอาศัยหลับนอนร่วมชายคานั้น สัมพันธ์กับการปฏิวัติ การสร้างชาติ และการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่อยู่ “หน้าบ้าน” อย่างมิอาจแยกออกจากกัน
“ราษฎรหญิงหลายคนก็ยินดีและตื่นตัวกับระบอบการปกครองใหม่ กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลคณะราษฎร ด้วยความหวังว่าการมีรัฐธรรมนูญและรัฐสภาที่ทำให้สิทธิพลเมืองทั้งชายหญิงเท่าเทียมกัน จะช่วยยกระดับสถานภาพสตรี”
และ 3.“ปลดแอกชาติ จากศักดินา-(ราชา) ชาตินิยม” ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสั้นกระชับและไม่โกหก โดย ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ฉายภาพเรื่องราวการแย่งชิงความหมายของ “ชาติ” ระหว่างชนชั้นนำกับประชาชน ที่ยาวนานมานับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่จะบอกแก่เราว่า ชาติ ที่เคยเชื่อว่าหมายถึงประชาชน โดยถูกสอนให้ท่องจำกันมา แท้จริงแล้ว ในประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมา กลับถูกผสมเนียนแนบกับบางสิ่งแปลกปลอมที่ฝังตัวอยู่ และทำให้ชาติไม่ได้เป็นของประชาชน
ย้อนรอยประวัติศาสตร์นับตั้งแต่คำว่า ชาติ ถูกใช้แปลคำว่า Nation และดูการเปลี่ยนแปลงความหมายในสงครามยื้อยุด “ชาติ” ระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำ ซึ่งอาจทำให้เราได้มองเห็นภาพสังคม-การเมืองไทยที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันได้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
“ชาติ ในปัจจุบันถูกฉีกไป 2 ทางคือ ชาติแบบกษัตริย์ กับชาติแบบประชาชน หรือราษฎร อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ก็ถูกโยงเข้าไปในการต่อสู้ แย่งชิงความหมายของ “ชาติ” ชนชั้นนำของไทย เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำให้สถาบันกษัตริย์ไม่ขัดแย้งกับประชาชนและระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ช่วง 14 ตุลาฯ
แต่การรัฐประหาร 2549 กลับทำให้สถาบันกษัตริย์กลับมาเผชิญหน้ากับคำว่า “ประชาชน” และ “ระบอบประชาธิปไตย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 2557 ยิ่งทำให้ความขัดแย้งนี้ทวีหนักยิ่งขึ้น”
…ในโอกาสมติชนเชิดชูเกียรติคุณทางวิชาการและร่วมฉลองอายุ 80 ปี “มิตรทางปัญญาของทุกชนชั้น-ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” โดยเสนอหนังสือ 8 เล่มเด่น และ 1 ในนั้นคือ “สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์” ผลงาน จี. วิลเลียม สกินเนอร์ บรรณาธิการ : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
หนังสือวิชาการว่าด้วยคนจีนในประเทศไทยที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2500 ในยุคต้นสงครามเย็น ให้ภาพสังคมจีนในประเทศไทยนับตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัย-พ.ศ.2500 ทั้งคนกลุ่มภาษาจีนต่างๆ เช่น แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ กวางตุ้ง ที่อพยพมายังประเทศไทย ให้ข้อมูลด้านสถิติจำนวนชาวจีนแบ่งตามกลุ่มภาษา อาชีพ และ ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์บทบาทของคนจีนในประเทศไทยว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยอย่างไร
และเพื่อหาคำตอบว่า จะทำเช่นไรเพื่อสลายกลายกลืนคนจีนให้กลายเป็นไทย ป้องกันภัยจีนคอมมิวนิสต์ในยุคต้นสงครามเย็นที่กำลังคืบคลานเข้าสู่โลกเสรี
“ในโลกของคนไทย ไม่เห็นว่าความมัธยัสถ์เป็นสิ่งที่จำเป็น และการทำงานหนักเป็นเรื่องไร้เหตุผล การบริโภคและความสนุกสนานรื่นเริงเป็นสิ่งที่จะต้องทำทันทีในการดำเนินชีวิต แต่ชาวนาจีนมีเหตุผลอย่างแท้จริงในการมัธยัสถ์ ต้องจำกัดการบริโภคสำหรับปัจจุบันเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดในอนาคต ต้องเสียสละความสนุกสนานเพลิดเพลินเพื่องาน การทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้าจึงเป็นค่านิยมอยู่ในตัว”

…กับอีก 1 “บ้านเมืองของเราลงแดง” ผู้เขียน : เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน แปลโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, เกษียร เตชะพีระ
หนังสือในวาระรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ “6 ตุลา” ซึ่งก็เหมือนกับอีกหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของไทย คือไม่อาจหาคำตอบให้ชัดเจนได้แม้ในปัญหาที่เป็นเรื่องง่ายตรงไปตรงมา และไม่ต้องการการวิเคราะห์ทางหลักวิชาอันลึกซึ้งใดๆ แม้แต่น้อย
ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ใครคือผู้สั่งการให้กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลบุกเข้าไปทลายผู้ชุมนุมประท้วงภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเหี้ยมโหด, การจับกุมตัวแทนนักศึกษาที่บ้านพักนายกรัฐมนตรีในตอนเช้ามืด วันนั้นเป็นการจัดการของใครและเพราะเหตุใดนายกรัฐมนตรีท่านนั้นจึงไม่อาจรับผิดชอบเหตุการณ์ใดๆ ได้, ทำไมการโกหกหลอกลวงว่าในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นมีอาวุธสงครามอยู่มากมายจึงมิได้เป็นเรื่องที่น่าละอาย หากกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบกับถ้อยคำเหล่านั้น ทั้งในเวลานั้นและต่อมา
นี้ยังไม่ต้องนับไปถึงปัญหาที่ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งแม้แต่บัดนี้ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้

…นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับพฤษภาคม 2564 ชวนติดตามอ่าน อธิบายว่าด้วยเรื่อง “พระภรรยาเจ้า” โดย รศ.นพ.จิรวัฒน์ อุตตมะกุล
เจาะลึกเรื่องราว “พระภรรยาเจ้า” ในราชสำนักฝ่ายใน ผู้ถวายงานรับใช้ ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ช่วยแบ่งเบาพระราชภาระบ้านเมือง ฯลฯ
“พระภรรยาเจ้า” คือผู้มีฐานันดรศักดิ์ตามชาติกำเนิด และการแต่งตั้งเช่นเดียวกับขุนนางฝ่ายหน้า มีคำเรียกต่างๆ เช่น พระมเหสี, สมเด็จพระนางเธอ, พระราชชายา, พระบรมราชินีนาถ ฯลฯ และการ สถาปนา “สามัญชน” ให้ดำรงพระฐานันดรศักดิ์แห่งพระมเหสี ซึ่งเกี่ยวข้อง แปลงเปลี่ยนไปตามบริบทของบ้านเมืองในช่วงนั้นๆ
แล้วออนไลน์ไปพบกันที่ www.matichonbook.com
ผู้สื่อข่าวหรรษา