คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ปฏิมา การเมือง – ถามว่าจุดเด่นเป็นอย่างมากของสถานการณ์ “คาร์ม็อบ”เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม คืออะไร
บางคนอาจจะตอบอย่างมั่นใจว่า จุดเด่นมาจากความร่วมมือ ร่วมใจกันในการออกมาขับไล่ของคน 3 กลุ่มและแยกจำแนกออกเป็น 2 รุ่นทางการเมือง
1 ย่อมเป็นรุ่นของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายสมบัติ บุญงามอนงค์
ขณะเดียวกัน 1 ย่อมเป็นรุ่นของ นายอานนท์ นำภา รุ่นของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ และรุ่นของ นายไผ่ ดาวดิน จากขอนแก่นแดนอีสาน
นี่คือภาพอันอยู่เหนือคาดหมายในทางการเมือง
การจับมือระหว่าง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น่าสนใจ
แม้มิได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เพราะว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มีบทบาทในลักษณะเป็นผู้นำทางการเมืองจากภาพที่เป็น“นปช.”
ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แสดงบท “แกนนอน”มาโดยตลอด
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดดเด่นในฐานะนักออกแบบ“การเคลื่อนไหว”ทางการเมือง แต่ไม่เคยแสดงตนเป็น“แกนนำ”
กระนั้น ในทุกสถานการณ์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มีบทบาท
ภาพที่เหนือความคาดหมาย คือการเชื่อมประสานเข้ากับ“เยาวชน”คนรุ่นใหม่
การจับมือและร่วมมือกันระหว่างกลุ่มของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับการออกโรงของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจและอ่านได้
เพราะ 2 คนนี้มีสายสัมพันธ์ตั้งแต่สถานการณ์ เมื่อปี 2553 แล้ว
แต่การที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มีบทบาทในการเชื่อมต่อ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้สมานอย่างเป็นเนื้อเดียวกับคนรุ่น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นี่สิ
หน่วยความมั่นคงต้องตกอยู่ในอาการ “นะจังงัง”
เมื่อเห็นสถานการณ์ 1 สิงหาคม จึงมองผ่านไปยังสถานการณ์ 7 สิงหาคม
ปรากฏการณ์ในวันที่ 7 สิงหาคม เป็นปรากฏการณ์ในแบบของ “เยาวชนปลดแอก” นั่นก็คือ ไม่มี แกนนำ ไม่มีเวที ไม่มีการปราศรัย
สถานการณ์วันที่ 7 สิงหาคมจึงอยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ