เด็กข้ามชาติในวิกฤตโควิด ‘พื้นที่ปลอดภัยที่หายไป’ – สถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดในประเทศไทยไม่เพียงส่งผลต่อเด็กและเยาวชนไทยในภาพรวม แต่ยังส่งผลไปถึงกลุ่มเด็กข้ามชาติในพื้นที่จ.ตาก ที่มีพรมแดนติดกับประเทศพม่า

พวกเขาไม่เพียงต้องเผชิญกับความกังวลในการรับมือโรคระบาด เพราะยังต้องเจอกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รายได้ของครอบครัวที่ลดลง โอกาสทางการศึกษาที่ชะงักไปจากการหยุดเรียน ไปจนถึงการขาดพื้นที่ปลอดภัยอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรได้รับ

องค์การช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทย (Save the Children Thailand) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) และภาคประชาสังคม จัดเวที เสวนาออนไลน์ “สถานการณ์การคุ้มครองเด็กข้ามชาติในวิกฤตโควิด -19 : สถานการณ์ ผลกระทบ และทางออก” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อรายงานสถานการณ์และผลกระทบของโควิด-19 ต่อเด็กและครอบครัวข้ามชาติ เพื่อหาแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ดาราราย รักษาสิริพงศ์ ผู้ประสานงานสโมสรเพื่อเด็กเคลื่อนย้ายในแม่สอด (Smile-lay Youth Club Maesot) ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนในการเสวนา เล่าว่า Smile-lay เป็นองค์กรชุมชนที่ก่อตั้งโดยมูลนิธิผู้หญิง ในระยะแรกเป็นเพียงโครงการทดลองเพื่อหารูปแบบการทำงานใหม่ๆ ในชุมชน โดยมูลนิธิเน้นการทำงานเรื่องเพศ (gender) อยากสร้างศูนย์เยาวชนที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ข้ามชาติในเทศบาลแม่สอด จ.ตาก เน้นการชวนเด็กมาเล่น มาทำกิจกรรม ชวนคิด ชวนคุย

“2 ปีที่ผ่านมาเรามีเด็กเข้า-ออกเกือบ 100 คน ทั้งหญิงและชาย ชื่อ Smile-lay เป็นชื่อที่เด็กตั้งเอง หมายถึงยิ้มเล็ก ยิ้มน้อย เข้ามาแล้วมีรอยยิ้ม พอมีโควิดเข้ามาเขาไม่ได้ไปโรงเรียน Smile-lay จึงมีเด็กเข้ามาใช้บริการมากขึ้น มาที่คลับเพื่อเจอเพื่อน มากินอาหารกลางวัน เราก็สอดแทรกเรื่องการป้องกันตัวเอง สอดแทรกเรื่องความรุนแรงเข้าไป เพราะที่ผ่าน มาเขาเรียนรู้ทุกอย่างจากโรงเรียน เมื่อไม่ได้ไปโรงเรียนเขาก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ผู้ปกครอง บางคนมีปัญหาเรื่องรายได้ เราจึงชวนเด็กปลูกผัก ทำขนมขาย เย็บหน้ากากขาย หรือทำร้านชำสไมล์เลย์ให้เด็กสะสมแต้มมาแลกของ เพื่อลดแรงกดดันจากผู้ปกครองที่เด็กมาใช้เวลาอยู่ที่คลับ” ดารารายเล่า

ปัญหาทางเศรษฐกิจจากการที่พ่อแม่เด็กหลายคนถูกเลิกจ้าง ตกงาน จากมาตรการ ล็อกดาวน์ที่เข้มข้นจากการระบาดระลอกหลัง ทำให้ครอบครัวขาดรายได้หรือมีรายได้ลดลง เด็กที่โตพอที่จะทำงานได้จึงถูกคาดหวังจากครอบครัวให้เข้าสู่ระบบการทำงานในช่วงที่โรงเรียนปิดและเด็กมีเวลาว่าง

“ในแม่สอดจะมีด่านตรวจเพื่อคอยจับแรงงานที่ไม่มีบัตร ทำให้พ่อแม่บางคนใช้เด็กออกไปทำงานหาเงิน เพราะจะถูกเพ่งเล็งน้อยกว่าผู้ใหญ่ เช่น ไปเป็นลูกจ้างตามบ้าน ร้านขายของ รับ-ส่งของ เคสที่เราเจอล้วนมีอายุต่ำกว่า 15 ปี เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ บางคนทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ตั้งแต่ 5 ทุ่ม ถึง ตี 2-3 ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่เลวร้ายมาก” ดารารายกล่าว

ดารารายเล่าต่อว่านอกจากการที่เด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้จะถูกผลักให้เข้าสู่ระบบการทำงานที่เร็วเกินไปจากปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวแล้ว สไมล์เลย์ยังได้รับแจ้งเรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ จากเด็กๆ ที่เข้ามากระซิบบอก หรือเด็กบางคนจูงมือเพื่อนเข้ามาที่คลับ โดยส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ทะเลาะกัน พ่อทำร้ายแม่ แม่หนีออกจากบ้านโดยทิ้งลูกไว้ หรือกรณีที่พ่อทำร้ายร่างกายลูกซึ่งอาจจะเกิดจากความเครียดจากการถูกลดเวลางาน การถูกเลิกจ้าง และกลัวการจับกุม

“สไมล์เลย์คลับยังได้รับแจ้งจากเด็กที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพังกับพ่อที่ติดเหล้าและถูกเลิกจ้างจากงานก่อสร้าง เด็กคนนี้เคยมาอบรมกับสไมล์เลย์เรื่องการละเมิดทางเพศ โดยวันหนึ่งเด็กเข้ามาเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าเขาสงสัยว่าพ่อกำลังมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ จากกรณีดังกล่าวทำให้สไมล์เลย์ต้องเข้าไปพูดคุยกับเด็กและแม่เด็กเพื่อหาทาง ป้องกันและคุ้มครองเด็กก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

การไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในครอบครัว ทำให้เด็กแก้ปัญหาด้วยการหนีออกจากบ้าน บางคนเลือกออกจากบ้านตอนกลางวัน แล้วกลับมานอนที่บ้านในช่วงกลางคืน ขณะที่บางเคสหายออกจากบ้านไปเลย นอกจากนี้ สไมล์เลย์ยังเจอเด็กผู้หญิง 4 เคสที่หนีออกจากบ้านไปกับแฟน โดย 3 ใน 4 รายต้องแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย หนึ่งในจำนวนที่ต้องแต่งงานอายุต่ำกว่า 15 ปีเท่านั้นเอง” ดารารายกล่าว

ผู้ประสานงานสโมสรเพื่อเด็กเคลื่อนย้ายในแม่สอด เสนอว่ามาตรการรักษาระยะห่างและจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปดูแลและคุ้มครองเด็กเป็นไปอย่างยากลำบาก เด็กเผชิญความเสี่ยงจากความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น การขาดพื้นที่ปลอดภัยทำให้เด็กเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีของตัวเอง ขณะที่การช่วยเหลือดูแลจากรัฐในเรื่องรายได้ไม่ครอบคลุมไปถึงเด็กที่ไม่มีเลข 13 หลัก การออกนโยบายคุ้มครองเด็กไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เธอเสนอว่า หากรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ควรสนับสนุนงบประมาณให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้แทน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน