ส่งออก7เดือน5ล้านล. ‘จุรินทร์’ปลุกพลัง-พลิกเศรษฐกิจ – ‘จุรินทร์’ร่วมวงเสวนา “ปลุกพลังส่งออก พลิกเศรษฐกิจไทย” จัดโดยเครือมติชน มั่นใจปีนี้ส่งออกขยายตัวดี เพราะ 7 เดือนแรก โต 16.20% มูลค่า 1.54 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ด้านเอกชนจี้รัฐทำความเข้าใจกับผู้คัดค้านเข้าร่วมข้อตกลงการค้าต่างๆ เพราะต้องรีบทำก่อนตกขบวน โดยเฉพาะ CPTPP
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. หนังสือพิมพ์มติชนได้จัดสัมมนารูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊กในเครือมติชน หัวข้อ “ปลุกพลังส่งออก พลิกเศรษฐกิจไทย” โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “ความหวัง ส่งออกไทย ในมรสุมโควิด”
นายจุรินทร์กล่าวว่า การส่งออกยังเป็นความหวังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพราะมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยภาพรวมการส่งออกในช่วง 7 เดือนที่ (ม.ค.-ก.ค. 2564) เติบโตมูลค่ากว่า 1.54 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท ขยายตัว 16.20% หรือเติบโตกว่า 4 เท่า และในเดือนมิ.ย.การส่งออกทำนิวไฮในรอบ 11 ปี หรืออยู่ที่ 43.82%
แม้ในตัวเลขการส่งออกในเดือนส.ค. จะมีแนวโน้มลดลงจากพิษการล็อกดาวน์ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าการส่งออกจนถึงปลายปีนี้ยังมีแนวโน้มเป็นบวก ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยกำชับให้ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนประสานกับพาณิชย์จังหวัด ประสานหาตลาดเพื่อการส่งออกสินค้าไทย ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าจัดงานเพื่อโปรโมตสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีปัจจัยลบหลายปัจจัย เช่น ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งได้แก้ไขอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังติดขัดเพราะปัญหาเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ทำให้ยังมีปัญหาการขาดแคลนยังมีอยู่เป็นช่วงๆ
รวมทั้งปัญหาขาดแคลนกระป๋องซึ่งขาดแคลนเพราะเหล็กในตลาดโลกราคาสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาซึ่งก็คลี่คลายไปได้ และยังจะมีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยบวกคือค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงและการฟื้นตัวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
“กระทรวงพาณิชย์ หรือภาคราชการต้องสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน กฎอะไรที่เป็นอุปสรรคก็ต้องแก้ไข ภาครัฐต้องไม่เป็นตัวถ่วงเอกชน เพราะเอกชนมีความเชี่ยวชาญในการส่งออกมากกว่า ภาครัฐต้องไม่ขวางการทำงานของเอกชน”
รมว.พาณิชย์กล่าวและว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว ที่ผ่านมาไทยไม่ได้พึ่งพาเศรษฐกิจขาเดียว แต่พึ่งพา 2 ขา คือ ภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออก แม้ตอนที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผล กระทบ เศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยภาคการส่งออก
เรื่องจีนสนใจจะเข้าร่วม CPTPP เชื่อว่าจะกระทบเรา เพราะถ้าจีนเป็นสมาชิก CPTPP ต้องปรับมาตรฐานทางด้านการผลิตการส่งออกหลายรายการเพื่อให้สอดคล้องกับกติกา จะกระทบไทยเพราะจีนเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทย
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย นายกกิตติคุณสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวในการเสวนา “มุมมองผู้ส่งออก ความหวังเศรษฐกิจไทย” ว่าที่น่าจับตามองขณะนี้คือการเข้าร่วมในข้อตกลงสิทธิพิเศษทางการค้าต่างๆ
ทั้งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP การเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ ที่ไทยยังไม่มีความคืบหน้าเพราะยังมีการคัดค้านจากภาคส่วนต่างๆ ทำให้สินค้าที่ส่งออกจากไทยมีราคาสูงกว่าสินค้าจากประเทศคู่แข่ง
“อยากให้ภาครัฐวางแผนไปถึงอนาคต 5-10 ปีข้างหน้าการส่งออกของไทยต้องไม่ต่ำกว่า 10%-12% ต่อปีโดยเฉลี่ยต้องวางเป้าหมาย ที่ชัดเจนในแต่ละอุตสาหกรรมต้องตั้งเป็นยุทธศาสตร์ชาติมีทีมไทยแลนด์มาขับเคลื่อนการส่งออกโดยเฉพาะ” นายพจน์กล่าว