เกษตรกรบ้านวังร่อง ปลูก‘ผักอินทรีย์’ยืดชีวิต – คนเป็นครูใช่เพียงให้ความรู้แก่ศิษย์เท่านั้น แต่ครูที่ดียังต้องส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเขาใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มความสามารถ เพื่ออนาคตที่ดี รวมไปถึงมีส่วนผลักดันให้ผู้คนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงทำให้ ‘นายธีร์ธวัช บุญจีน’ วัย 48 ปี ครูศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.หล่มสัก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.เพชรบูรณ์ ที่มาประจำอยู่ กศน.ต.ห้วยไร่ ได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่น สาขาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ ประจำปี 2564 โดยเข้ารับพระราชทานรางวัลเข็มเชิดชูเกียรติจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สวนจิตรลดา เมื่อปีที่แล้ว

ครูธีร์ หรืออาจารย์ธีร์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นหลักนำชีวิต มีส่วนร่วมสำคัญ ในการ ก่อตั้งเครือข่ายกลุ่มเกษตรอินทรีย์ปลูกผักปลอดสารพิษบ้านวังร่อง หมู่ 5 ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัก ที่มี ‘นายไพทูลย์ อินหา’ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านวังร่อง หมู่ 5 ต.ห้วยไร่ เป็นคนขับเคลื่อนหลัก โดยใช้พื้นที่ บางส่วนของ กศน.ห้วยไร่ เป็นแปลงปลูกผักอินทรีย์

ครูธีร์เล่าว่า ได้จัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ร่วมกับเครือข่าย เริ่มจากการจับกลุ่มสนใจ เป็นงานการศึกษาต่อเนื่องวิชาชีพระยะสั้น 10 ชั่วโมง 20 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง และได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านที่เห็นตรงกันว่าน่าจะใช้ ที่ของ กศน.ห้วยไร่ปลูกผัก ปรากฏว่าในปีแรกประสบปัญหา เนื่องจากดินปนเปื้อนสารเคมีเยอะ ซึ่งก่อนปลูกผัก มีการตรวจเลือดชาวบ้านหลายร้อยคน มีคนที่ปลอดภัยอยู่แค่ 2 คน นอกนั้น มีสารปนเปื้อนกันหมดและเสี่ยงเป็นมะเร็ง เพราะที่หมู่ 5 ทำเกษตรใช้สารเคมีทั้งหมดเลย โดยปลูกผักส่งขายที่ตลาดเสียงดิศรณ์ สี่แยกพ่อขุนฯ ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท

ต่อมามีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเป็นกลุ่มสนใจการปลูกผักเกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ การทำน้ำส้มควันไม้ และที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด คือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากปุ๋ยไส้เดือน
พร้อมกันนี้ได้นำเสนอนายอำเภอหล่มสักว่าหมู่บ้านวังร่อง ต.ห้วยไร่นี้ เป็นหมู่บ้านที่มีความสมัครสมานสามัคคี โดยมีเครือข่าย จากหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วม ซึ่งในการประกวดหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ในปี 2563 สามารถคว้ารองชนะเลิศระดับภาคมาครอง ได้รับโล่พระราชทานของสมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งได้รางวัลชนะเลิศของหน่วยงานต่างๆ มาตลอด โดยเน้นกิจกรรมกศน. เข้าไปจับกลุ่มสนใจ ต่อจากนั้นพัฒนาเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากสำนัก งานเกษตร อ.หล่มสัก ขึ้นทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ผักอินทรีย์วังร่องร่วมใจ มีสมาชิกอยู่ในกลุ่ม 70 กว่าคน มีการส่งผักทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี 2 รอบต่อสัปดาห์ ที่ทำความร่วมมือด้วยกันคือเลมอนฟาร์ม ที่มีสาขาทั่วประเทศ

นอกจาก กศน.ห้วยไร่ที่มีครูธีร์เป็น หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการสนับสนุนให้ชาวบ้านทำเกษตรอินทรีย์แล้ว ที่นี่ยังเปิดสอนงานกะลา โดยนำกะลาเหลือทิ้งมาเพิ่มมูลค่าด้วยการนำเศษมาประดับกระถางต้นไม้ นอกจากจะเป็นงานศิลปะทำมือที่มีลวดลายสวยงามแล้ว ยังช่วยรักษา สิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งมีนักเรียนในพื้นที่มาเรียนอย่างสนุกสนาน รวมทั้งเปิดสอนการนำผ้าพื้นเมืองมาแปรรูปเป็นกระเป๋า และย่าม ฯลฯ

สิ่งที่ครูธีร์ทำคือมุ่งเน้นให้ผู้รับบริการของ กศน.เกิดการเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง มีทักษะชีวิต สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ กระทั่งก่อเกิดกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นเมือง กลุ่มเกษตรอินทรีย์ สามารถขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าทางการเกษตรได้ มั่นคง ยั่งยืน ที่สำคัญชุมชนเกิดความรักและความสามัคคี

ทีนี้มาคุยกับ ‘ลุงประยูร ทองวัน’ อายุ 64 ปี เกษตรกรบ้านวังร่อง หมู่ 5 ต.ห้วยไร่ ซึ่งมาปลูกผักที่ กศน.ห้วยไร่ แจกแจงว่า เริ่มปลูกระบบอินทรีย์เมื่อปี 2560 ในเนื้อที่ประมาณ 2 งาน มีประมาณ 12 แปลง ใช้เวลาปลูกแปลงละประมาณ 1 เดือน โดยปลูกผักทีละแปลง ทั้งหมดเป็นพืชผักสวนครัวอย่างคะน้า กวางตุ้งฮ่องเต้ กวางตุ้งใบ และผักชี โหระพา กะเพรา ต้นหอม พริก ส่วนจำพวกผักสลัด เช่น กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก และเบบี้คอส พอได้ผลผลิตก็ส่งให้ทางกลุ่ม เพื่อขายให้กับทางบริษัทเลมอน ฟาร์ม

“การปลูกผักสลัดนั้นไม่ยาก เมื่อก่อนผมคิดว่าปลูกยาก ผมไปดูตามสถานที่ที่เขาปลูก มีการทำเป็นแคร่ขึ้นมา ปลูกบนถาดน้ำลอยน้ำก็มี ผมใช้วิธีเพาะกล้า เสร็จแล้วก็เอาออกปลูกลงดิน อันที่จริงผักสลัดปลูกง่ายกว่าทุกผัก การดูแลแมลงก็ใช้น้ำส้มควันไม้ ซึ่งทาง กอ.รมน.สนับสนุนงบประมาณสร้างเตาเผาน้ำส้มควันไม้ให้ การทำน้ำส้มควันไม้ก็ไม่ยาก ขั้นตอนคือนำไม้เข้าเตาเผา จะมีน้ำส้มหยดออกมา พอเผาความร้อนได้ที่แล้วจะมีน้ำหยดออกมา นำน้ำอันนั้นมากลั่นอีกทีให้เป็นน้ำสะอาด เพื่อไม่ให้เหม็นก็ผสมสมุนไพร เช่น ข่า ตะไคร้เข้าไป ผสมสมุนไพรตัวนี้เป็นสมุนไพร ไล่แมลง พืชทุกอย่างถ้าไม่มีอะไรไปเบียดเบียดหรือกิน ตัวนั้น จะเป็นตัวไล่แมลงได้ดีที่สุด นำมาสกัดให้เป็นน้ำแล้วก็มาฉีดพ่นตามผัก ควรฉีดตอนเย็นเพราะว่าแมลงขึ้นกินตอนกลางคืน ถ้าเป็นขึ้นมาหนักๆ ก็อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ถ้าไม่หนักฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง”

ลุงประยูรอธิบายว่า ก่อนปลูกผักใช้ปุ๋ยคอกรองพื้นก่อน โดยวิธีการปรุงดิน พอเสร็จก็ห่มดินไว้ประมาณ 3 วัน ห่มดินในที่นี้หมายถึงนำฟางคลุมไว้ให้หมอกลงรอจนฟางเรียบ พร้อมกับรดน้ำ จากนั้น ถึงนำต้นกล้าผักมาปลูก สำหรับผักอินทรีย์ขายได้ก.ก.ละ 50 บาท มีรายได้ต่อสัปดาห์ประมาณ 1,000-2,000 บาท เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่ง มีรายได้ 5,000 กว่าบาท
นับเป็นครูตัวอย่างอีกคนที่ทำหน้าที่เรือจ้างส่งลูกศิษย์ถึงฝั่ง รวมทั้งยังสนับสนุนให้คนในชุมชนมีสุขภาพดีและมีความมั่นคงเรื่องรายได้

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน