ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่เต็มเสียง ต่อกระแสข่าวเตรียมขึ้นนั่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็มองเป็นข่าวเสี้ยม

โดยที่บรรดาแกนนำพรรคต่อคิวโต้ แค่ข่าวปล่อยจากสมาชิกในพรรค

เจตนาคนให้ข่าวมีเป้าหมายอะไร และมี ผลกระทบอย่างไรต่อพรรคพลังประชารัฐ

พัฒนะ เรือนใจดี
นิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

กระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมไปนั่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่แกนนำพรรคปฏิเสธว่าเป็นข่าวปล่อยจากคนในพรรค สะท้อนว่าพรรคกำลังเผชิญกับปัญหาความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี ความกังวลต่อการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญว่าพรรคอาจจะแตกได้

ในยามที่ผลการเลือกตั้งซ่อมหลายครั้งออกมาแล้วพรรคไม่ประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งการเลือกตั้งกทม. ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเพลี่ยงพล้ำ และยังมีปัญหาก่อนหน้าถึงการแยกตัวไปของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

จึงกลับมาสู่คำถามว่าทำไมต้องมีการปล่อยข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาคุมพรรค เจตนาเพื่อทำให้เห็นว่ามันยังไปต่อได้ ไม่ต้องกังวลถึงผลเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงการแยกตัวของบางกลุ่ม เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ และจะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค จึงเป็นการปล่อยข่าวเพราะมีความระส่ำเกิดขึ้นในพรรค

และอาจไม่ใช่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะอยากมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่คนพูดอาจคิดว่าจะช่วยรักษาพรรคไว้ได้ ไม่คิดว่ามีเจตนาเพื่อเสี้ยม 2 ป ให้แตกคอกัน แต่คงต้องการให้รู้สึกว่าชื่อนี้จะมาทำให้เห็นว่าพรรคยังไม่แตก ยังอยู่กันได้ ยังไปต่อได้ แต่ในภายหน้าเราก็ไม่รู้

ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่นั้น สถานการณ์ทางการเมืองจะตอบคำถามได้ทั้งหมด หมายถึงทั้งภายในและภายนอกจะเป็นตัวกำหนด และต้องดูพรรคอื่นๆ ซึ่งไม่อยากเรียกว่าพรรคสำรอง มีแนวโน้มจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่

เช่น หากดูซีกตรงข้ามรัฐบาล เช่น พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในกทม. ทำให้ระดับคีย์แมน ทั้งนายทักษิณ ชินวัตร รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ ฉุกคิดว่าไม่ใช่แตกแบงก์พัน แตกแบงก์ห้าร้อย แยกกันตีแล้วมารวมกันตอนหลัง

เป็นตัวอย่างว่าการแตกออกไปไม่ใช่ข้อสรุปว่าเดี๋ยวก็ได้รับเลือกมาก็มารวมกัน จะไปหลอกประชาชนมันไม่ง่าย ประชาชนแยกแยะได้ โอกาสที่จะลับ ลวง พราง กระจายกันออกไปแล้วกลับมาใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ดังนั้น ที่พูดว่าจะมีพรรคสำรองอาจเสนอชื่อแคนดิเดต นายกฯ ได้ ก็ไม่เสมอไปว่าจะได้ไปเกิดในพรรคสำรอง แม้กระทั่งพรรคโอกาสไทยของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็ไม่ง่ายที่จะได้รับการเลือกตั้งกลับมา

และเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนที่มาของ ส.ส. เปลี่ยนวิธีการคิดคะแนนใหม่ พรรคเล็กทั้งหลายจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะได้รับชัยชนะ ดังนั้นพรรคใหญ่จะคงความเป็นพรรคใหญ่ไว้ เหล่านี้คือปัจจัยที่มีผลต่อการเดินหน้าทางการเมือง

ส่วนอนาคตพรรคพลังประชารัฐ ต้องเช็กสถานการณ์หลังจากการอยู่ครบวาระ หรือการยุบสภา ต้องดูว่าจะมีส.ส.ไหลเข้า ซึ่งมองว่าไม่เท่าไร ไหลออกจะมีมากน้อยเพียงใด และการเมืองขณะนั้นจะสะวิงมากน้อยแค่ใด เพราะคนเป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.ก็ต้องนึกถึงการเลือกตั้งการกลับมาเป็นผู้แทนราษฎร

และการก่อกำเนิดพรรคพลังประชารัฐเกิดมาจากกลุ่ม 3 มิตร ส.ส.มาจากคนละทิศละทาง โตอย่างรวดเร็วเพราะรวมกันเพื่อผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์มันเปลี่ยนไปมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้นได้มีโอกาสสูงมาก

วิโรจน์ อาลี
รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

กระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นการพยายามโยนหินถามทาง เพื่อดูเสียงสะท้อนจากสังคม และจากคนในพรรคว่าเห็นอย่างไรต่อการที่นายกฯ จะเข้ามา แต่มีคำถามว่าการบริหารจัดการพรรคที่แบ่งเป็นกลุ่มก๊วน

หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าไปบริหารพรรคที่จะชูตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ และในอนาคตมีความจำเป็นต้องให้พรรคเข้ามามีบทบาทในการบริหารมากขึ้น มากกว่าการใช้โควตาของนายกฯ อย่างเดียว ซึ่งลอยจากฐานของพรรค ที่เดิมต้องใช้ พล.อ.ประวิตร เป็นตัวข้อกลาง ดังนั้นลึกๆ อาจมีความเป็นไปได้ที่จะไปควบคุมและบริหารจัดการตรงนี้ เพื่อให้ฐานตัวเองเข้มแข็ง

ที่นายกฯ ตอบคำถามเรื่องดังกล่าวว่ายังไม่มองไกล และในอนาคตให้ประชาชนตัดสินใจ น่าจะมีมูล ไม่เช่นนั้นคงตอบชัดเจนแล้วว่าไม่เข้า เดิมคงมีไอเดียอยากเหมือน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่ได้อยากเข้าการเมืองเต็มตัว และถ้าอยากรักษาภาพไว้คงไม่ตอบแบบนี้

จากการบริหารงานตลอดกว่า 3 ปี เห็นแล้วว่ามีความ ไม่แน่นอนในพรรค พรรคแตก และรัฐบาลมีโอกาสจะล้ม ตัวเองกลางสภา ฉะนั้นความต้องการที่จะเข้าไปคุมพรรค ลึกๆแล้วคงคิดอยู่ เพื่อไปเรียกคะแนนนิยมและศรัทธากลับคืนมา และถ้าดูถึงพรรคที่บอกว่าจะตั้งขึ้นก็เป็นหมันแล้ว เพราะนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ก็กลับมาอยู่พลังประชารัฐแล้ว นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ไม่ได้ขยับทางการเมือง จึงต้องรักษาตัวแปรคือพลังประชารัฐเอาไว้

การที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน มองว่าเป็นการปล่อยข่าวจากคนใน น่าจะชี้ให้เห็นว่าตลอด 1 ปี ในพรรคมีความไม่แน่นอน มีส.ส.แยกตัวมาเป็นพรรคเศรษฐกิจไทย ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องกระชับอำนาจมากขึ้น แต่จะจัดการกับ พล.อ.ประวิตร อย่างไร และคงต้องซาวเสียงว่าในพรรคมีกลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง หรือกลุ่มที่อยู่กับ พล.อ.ประวิตร เท่าไร

เจตนาที่ปล่อยข่าวนี้ เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทะเลาะหรือแตกกันจริงน่าจะเป็นออกแนวนี้ แต่กลุ่มนักการเมืองที่ไม่โอเคกับการบริหารของนายกฯ เช่น กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คิดว่ามีกลุ่มนี้ที่ไม่โอเค การเสนอออกมาแบบนี้ก็จะทำให้ทุกฝ่ายตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป จะเปลี่ยนบ้านหรืออยู่บ้านเดิม จึงเป็นการส่งสัญญาณ แต่ไม่ได้มีเจตนาสร้างความแตกแยก

หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าไปคอนโทรลพรรคจริง ยังไม่แน่ใจว่าจะปรับตัวได้แค่ไหน เพราะบุคลิกก็แค่นานๆ มากินข้าวชื่นมื่นแล้วหายไป จึงต้องดูว่าจะบริหารจริงจังหรือไม่ ตอนนี้มี รมว.ดิจิทัลฯ รมว.แรงงาน และรมช.คลัง เป็นแขนขาให้ ถ้ากลุ่มนี้เอาอยู่ มีเครือข่ายช่วยบริหารจัดการ นายกฯ คงลงไปเต็มตัวมากขึ้น

แต่คำถามคือ พล.อ.ประวิตร จะไปอยู่ที่ไหน และต้องการอะไรทางการเมือง ต้องการเป็นคู่แข่งหรืออยู่ในฐานะเลขาฯพรรค หรือประธานที่ปรึกษา หรือออกไปทำพรรคของตัวเอง เพราะมีส.ส.กลุ่มก้อนใหญ่ที่ได้รับการดูแลจาก พล.อ.ประวิตร มาตลอด และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาแล้วจะยอมจ่ายหรือไม่

ทั้งหมดที่กล่าวมาต้องดูกระแสการเมืองว่าจะทิ้งดิ่งไปมากกว่านี้หรือไม่ หรือถ้าพ้นจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ และครบวาระ 8 ปี นายกฯ อาจฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ และหากทางสะดวกก็อาจไปในทิศทางนี้ ตอนนี้คงโยนหินถามทางไปก่อน

เป้าหมายข้างหน้าของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ 250 ส.ว.ยังอยู่ และซื้อใจพรรคร่วมที่ค้ำยันอยู่ให้สนับสนุนตัวเองในเลือกตั้งครั้งต่อไป และมีหลายพรรคอยากอยู่แบบนี้ เพราะโอกาสที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ยาก เป็นยุทธศาสตร์ของนายกฯ และต่อจิ๊กซอว์ด้วยการคุมพลัง ประชารัฐทั้งหมดได้เองหรือไม่ คงเป็นการแตกแบงก์ย่อย ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่สุด แต่ขอให้มีส.ส.เป็นกอบเป็นกำระดับหนึ่ง และให้ 250 ส.ว.ช่วย

ส่วนจะเห็นเป็นรูปร่างอย่างไรคงรอหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยก่อนจะอภิปรายอาจมีขยับบ้าง จากนั้นจะเป็นช่วงหลัง 8 ปี นายกฯ จากนั้นเมื่อเข้าเอเปกจะเห็นภาพชัดเจน

สุเชาวน์ มีหนองหว้า
อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ฯ มรภ.อุบลราชธานี

คิดว่ากระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จะไปนั่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นผลมาจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่มองกันว่าฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้รับชัยชนะท่วมท้น เมื่อฝ่ายรัฐบาลได้เห็น หรือพรรคร่วมรัฐบาลได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ จึงน่าจะเกิดการเริ่มปรับตัว

อีกทั้งเป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐน่าจะปล่อยกระแสข่าวออกมาเพื่อเป็นการชิมรางปฏิกิริยาของสมาชิกพรรคด้วยว่าในสภาวะการณ์อย่างนี้ ถ้าให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเล่นบทบาทหัวหน้าพรรคเต็มตัวจะมีแนวทางหรือแนวโน้มได้หรือไม่

เป็นการโยนหินถามทาง เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของซีกรัฐบาล เพื่อต้องการฟังปฏิกิริยาของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่าใครจะมีบารมีในการนำพาพรรคพลังประชารัฐ ในการลงสนามเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้ามากกว่ากัน

ส่วนที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ฟันธงว่าเป็นฝีมือคนในพรรคที่ปล่อยข่าว ย้ำภาพความแตกแยกแบ่งขั้วก็คงเป็นตัวชี้วัดอันหนึ่ง ในอดีตพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็ไม่อยากให้กระแสข่าวนี้ออกไปสู่สาธารณะ เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

และช่วงนี้แต่ละพรรคพยายามช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง ทั้งการสร้างผลงาน และดึงสมาชิกพรรคอื่นเข้ามาอยู่ด้วย เช่น ที่จ.ศรีสะเกษ เลือดก็ไหลสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ คนปล่อยข่าวคงอยากกรุยทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไปมีอำนาจในพรรค

ขณะที่กระแสความสขัดแย้งของ 2 ป. มีกระแสข่าวแบบนี้ออกมาอยู่แล้ว และเขาน่าจะได้ประโยชน์อย่างหนึ่งคือเป็นการเช็กกระแส ไม่ว่าจะมีเสียงตอบรับจากสมาชิกของพรรคอย่างไร รวมถึงกระแสตอบรับจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างไร

สำหรับอนาคตพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปีหน้า คงต้องทำการบ้านอย่างหนักเรื่องกระแสความนิยมต่อผลงานของรัฐบาล การเข้ามาของผู้ว่าฯ กทม. เปิดการรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศ เพราะในสภาวะ 8 ปี ของผู้นำรัฐบาลที่ทำงานย่ำอยู่กับที่ และทำแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยน

ฉะนั้นทางพรรคพลังประชารัฐต้องเสาะหากลวิธีอย่างไรก็ได้ที่จะให้คะแนนเสียงที่ไม่น้อยกว่าเดิม เพราะกระแสพรรคใหญ่ฝ่ายตรงข้ามคือพรรคเพื่อไทย ที่ใช้ วาทกรรมแลนด์สไลด์ ออกมาเป็นระยะๆ คงกระทบกระเทือนต่อพรรคพลังประชารัฐเหมือนกัน แต่อย่างน้อยพรรคพลังประชารัฐก็ยังคงสบายใจได้อย่างหนึ่งคือมีฐานเสียงของ ส.ว.เป็นตัวเกื้อหนุนอยู่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน