เป็นอีก 1 คดีทางเพศที่เกิดจากบุคคลที่มีฐานะโปรไฟล์ดี คล้ายกับคดีของนักการเมืองระดับรองหัวหน้าพรรคที่ถูกกล่าวหาก่อนหน้านี้
สำหรับกรณีนักธุรกิจหนุ่ม หลานอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ถูกกล่าวหาว่าล่อลวงนักแสดงสาววัย 21 ปี มอมยาขืนใจที่พูลวิลล่าแห่งหนึ่ง
โดยใช้โปรไฟล์สวยหรู นัดคุยธุรกิจ หวังปั้นเป็นนักร้องดังมาจูงใจ ก่อนลงเอยด้วยการล่วงละเมิด
ซึ่งหลานรัฐมนตรีคนนี้ก็เปิดหน้าสู้เช่นกัน ยันไม่ได้มอมยา หรือล่อลวงตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้ง 2 ฝ่าย
อ้างว่าที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตเพราะฝ่ายตรงข้ามต้องการแบล็กเมล์
กลายเป็นเรื่องที่ถูกแจ้งความเพิ่มในข้อหาหมิ่นประมาท
ขณะที่ในชั้นยื่นฝากขัง ศาลไม่ให้ประกัน เพราะเกรงยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำ
ล่าสุดรอลุ้นผลไต่สวนจากการยื่นประกันครั้งที่ 3 ว่าจะได้ประกันตัวหรือไม่อย่างไร
ส่วนคดีก็คงว่ากันไปอีกยาว และคงต้องรอการพิสูจน์ในชั้นศาล
ดาราสาวโวยถูกมอมยาขืนใจ
ถือเป็นเรื่องฮือฮาเมื่อนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เปิดแถลงข่าวพร้อมกับน.ส.เอ นักแสดงสาววัย 21 ปี เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่าน.ส.เอ ถูกหลานของอดีตรัฐมนตรี ล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมนำเรื่องแจ้งความที่สน.โชคชัย แต่เกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะคดีไม่คืบหน้า
น.ส.เอระบุว่า ตนเป็นนักแสดง ก่อนเกิดเหตุคู่กรณีที่อ้างว่าเป็น ‘หลานรัฐมนตรี’ ทำธุรกิจบันเทิง ปั้นนักแสดงศิลปิน-ไอดอล และนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ ติดต่อผ่านทางไอจี และไลน์ เพื่อว่าจ้างทำงาน ก่อนจะนัดพบเพื่อพูดคุยเรื่องงานที่ล็อบบี้ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 9 ส.ค.
เมื่อไปถึง หลานรัฐมนตรีพาไปคุยงานที่รีสอร์ตพูลวิลล่า ในซอยนาคนิวาส 2 เมื่อไปถึงก็ดื่มโซจูไป 2 ขวด จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก
ต่อมาพี่สาวของน.ส.เอ เริ่มผิดสังเกตว่าน้องขาดการติดต่อ จึงออกตามหาโดยดูจากจีพีเอสในมือถือ พบว่าสัญญาณปรากฏที่ รีสอร์ตแห่งดังกล่าว จึงรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เมื่อตามไปถึงพบคนขับรถหลานรัฐมนตรี อ้างเป็นรปภ. ไม่ให้เข้าไปข้างใน จึงแจ้งตำรวจให้ช่วยเคาะห้องพาน้องสาวออกมา แต่ตำรวจไม่ทำให้
จนกระทั่ง 02.00 น. ของวันที่ 10 ส.ค. น.ส.เอเริ่มได้สติ และโทรศัพท์ติดต่อกับพี่สาว พี่สาวก็บอกให้รีบออกมาและกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็หมดสติถึงเช้า ตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ แต่รู้สึกผิดปกติ จึงไปอาบน้ำสำรวจร่างกายพบมีสารคัดหลั่งคล้ายอสุจิ จึงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แพทย์ก็ระบุว่าเป็นอสุจิจริง และยังพบยานอนหลับชนิดหนึ่งในปริมาณไม่มากนัก คาดว่าเป็นเพราะไปตรวจหลังเกิดเหตุเกิน 24 ชั่วโมง แต่รายงานของแพทย์นิติเวช ไม่พบยานอนหลับ ทำให้ไม่มั่นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่
จากนั้นได้โทรศัพท์ไปหาหลานรัฐมนตรี ก็ยอมรับว่าเอายาบางอย่างใส่ให้จริง แต่จำไม่ได้ว่าเป็นยาอะไร
นอกจากนี้ยังมีคลิปเสียงหญิงสาวดูมีอายุ อ้างเป็นอาของฝ่ายชายโทรศัพท์เข้ามาขอเคลียร์กับน.ส.เอ และอัดคลิปไว้เป็นหลักฐาน เนื้อหาพูดจาประมาณว่าหลานชายบอกเป็นเรื่องสมยอม ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรคงเป็นอีกเรื่อง แต่หากเป็นข่าวก็จะส่งผลเสียกับทุกฝ่าย พร้อมสอบถามว่าเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างไรหรือไม่ พร้อมจะช่วยเหลือดูแล
ระบุหลานชายเตรียมเข้าสู่วงการการเมืองทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอีกมากมาย
ดราม่ากรุ่นขึ้นมาเลยทีเดียว!!!!

หลานอดีตรมต.
หลานรมต.โต้ถูกแบล็กเมล์ด้านนายษิทราระบุว่า อยากตั้งข้อสังเกตในขณะที่น.ส.เอ เข้ามาแจ้งความกลับถูกตำรวจนายหนึ่งพูดจาไม่ดี สั่งห้ามเป็นข่าว หรือไปปรึกษาทนาย เพราะจะทำให้เรื่องยุ่งยาก จนคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าคดีนี้มีพิรุธ จึงเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
ขณะที่พ.ต.อ.พรทวี สมวงค์ ผกก.สน.โชคชัย ชี้แจงว่า ตั้งแต่ได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามขั้นตอนมีการสอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้ว แต่ทางผู้เสียหายต้องการให้พนักงานสอบสวน สอบปากคำเพิ่มเติมใน 2-3 ประเด็น จึงสั่งการให้ดำเนินการทันที
ยืนยันตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วนขั้นตอนในการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือคู่กรณีมาสอบปากคำนั้น ยังไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากขณะนี้ยังสอบปากคำผู้เสียหายไม่เสร็จสิ้น

ทนายศิธาแถลงข่าว
ต่อมาวันที่ 29 ส.ค. ช่วงสาย นายอภิดิศร์ อินทุลักษณ์ หรือเอ็ม หลานชายอดีตรัฐมนตรี พร้อมทนายความก็เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยมีท่าทียิ้มแย้ม ถอดหน้ากากอนามัยให้สื่อได้บันทึกภาพ พร้อมยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ทุกอย่าง
นายอภิดิศร์ให้สัมภาษณ์ว่า มีคุณตาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจริง แต่ดำรงตำแหน่งเมื่อ 40 ปีก่อน และเสียชีวิตไป 10 ปีแล้ว การนำตาของตนมาเกี่ยวข้อง รู้สึกเสียใจ เพราะคดีนี้มีตนเกี่ยวข้องคนเดียว ไม่อยากให้กระทบถึงวงศ์ตระกูล
นายอภิดิศร์ระบุอีกว่า มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเรื่องแบล็กเมล์ ยืนยันว่าบริสุทธิ์ใจ ส่วนที่หาว่ามีเส้นสายกับตำรวจก็ไม่จริง ไม่รู้จักใคร แต่เพิ่งกลับจากไปเที่ยวที่หัวหิน แล้วมีหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าพบ วันที่ 29 ส.ค. ก็มาตามวันเวลาที่นัดหมาย
พร้อมระบุว่า รู้จักน.ส.เอได้ไม่ถึง 3 สัปดาห์ วันเกิดเหตุไปหาน.ส.เอ จริง เพราะผู้เสียหายติดต่อมาบอกว่าทะเลาะกับพี่สาว อยู่ที่สยามสแควร์คนเดียว จนช่วงกลางคืน บอกตนว่าจะไม่กลับห้อง ให้แนะนำโรงแรมให้ จึงแนะนำโรงแรมแถวสุขุมวิทไปให้ แต่อีกฝ่ายบอกว่าแพงเกินไป ซึ่งตนไม่ได้ไปส่งเพียงอย่างเดียว แต่ไปพร้อมนำเหล้าโซจูไปด้วย และไม่ได้คุยเรื่องงาน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องมีหลักฐานทั้งหมดยืนยันว่าเรื่องที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง
ยอมรับว่ามีผู้ใหญ่ที่ตนนับถือโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายจริง แต่โทร.ไปโดยไม่ได้คุยกับตนก่อน ยืนยันบริสุทธิ์ขอให้สื่อเป็น กระบอกเสียงให้ เพราะตนเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกรังแก

ดาราสาวจี้คดี
เป็นคำชี้แจงฝ่ายที่ถูกกล่าวหา
ศาลไม่ให้ประกัน-นอนคุก
หลังจากที่นายอภิดิศร์ ออกมาระบุว่าถูกแบล็กเมล์ ฝ่ายหญิงก็ออกมาตอบโต้ทันที ระบุว่า ไม่เคยแบล็กเมล์ฝ่ายชาย ไม่เคยเรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ มีแต่ฝ่ายนั้นติดต่อมาด้วยซ้ำว่าจะเสนอเงินทอง จึงถือเป็นการกล่าวหาด้วยความเท็จและทำให้เสียหาย
จากนั้นจึงแจ้งความต่อสน.โชคชัย อีก 4 ข้อหา ในความผิดฐาน 1.ทำพยานหลักฐานเท็จเพื่อให้เกิดคดีอาญา 2.ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสาร 3.ปลอมเอกสาร และ 4.หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
ซึ่งก่อนหน้านี้แจ้งไปแล้ว 9 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ปลอมปนอาหารให้ผู้เสียหายดื่ม (ใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่ม) 2.ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 3.กระทำอนาจารผู้เสียหาย 4.บทเพิ่มโทษกรณีข่มขืนกระทำชำเรา ตามข้อ 2 และอนาจารตามข้อ 3 ที่กระทำกับผู้ซึ่งอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ (ถูกมอมยาจนสลบหรือหลับ)
5.ทำร้ายร่างกาย (การข่มขืน กับการมอมยา ถือเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจ) 6.บทเพิ่มโทษกรณีทำร้ายร่างกาย ตามข้อ 5 ที่กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 7.หน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้เสียเสรีภาพ (การมอมยา ทำให้เสียเสรีภาพ) 8.ข่มเหง รังแก ผู้เสียหาย ในลักษณะการล่วงเกินทางเพศ และ 9.พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เข้าถึงและเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิชอบ

หลักฐานที่ถูกลบ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนายอภิดิศร์ ฝากขังศาลอาญา พร้อมคัดค้านประกันตัว เช่นเดียวกับเหยื่อสาวที่ยื่นคัดค้านประกันด้วยเช่นกัน เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย หลังจากการให้สัมภาษณ์ในลักษณะข่มขู่ทางอ้อม และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งพบว่ามีการลบข้อความสนทนา และยกเลิกข้อความในไลน์
ศาลพิเคราะห์เห็นว่าทั้งพนักงานสอบสวน และผู้เสียหายคัดค้าน หากปล่อยตัวชั่วคราวอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ประกอบกับผู้ต้องหาไม่ยอมให้ตรวจสอบโทรศัพท์ จึงมีเหตุควรเชื่อว่าหากปล่อยตัวจะไปทำลายหลักฐานและยุ่งเหยิงพยานจึงไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ต่อมาทนายของนายอภิดิศร์ ยื่นประกันรอบ 2 ในวันเดียว เพิ่มหลักทรัพย์ค้ำประกันจาก 2 แสนเป็น 4 แสนบาท และยินยอมมอบโทรศัพท์ให้ตรวจสอบ แต่ศาลยัง ยกคำร้อง ระบุว่าศาลนี้เคยสั่งแล้วว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน การเปลี่ยนใจมอบมือถือให้ตรวจสอบ ไม่เป็นผลจะพิจารณาว่าจะไม่ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
ส่งตัวนอนเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ต่อมายื่นประกันครั้งที่ 3 ด้วยหลักทรัพย์ 4 แสนบาท ซึ่งครั้งนี้พนักงานสอบสวนไม่คัดค้าน แต่ศาลเห็นว่าต้องรอฟังคู่กรณีอีกครั้ง จึงนัดไต่สวนในวันที่ 5 ก.ย.นี้
ทั้งหมดถือเป็นแค่จุดเริ่มต้น ส่วนการพิสูจน์ว่าใครจริงใครเท็จ คงต้องดำเนินต่อไป!!