คณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2565 และจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2565 โดยแบ่งการปรับขึ้นเป็น 9 ช่วง ค่าจ้างต่ำสุดอยู่ที่ 328 บาท สูงสุด 354 บาท (เดิมอยู่ในช่วง 313-336 บาท) หรือเป็นการปรับขึ้น 3-7% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในรอบ 2 ปี

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ค่าจ้างขั้นต่ำของไทยปรับขึ้นอยู่ที่ 13-36 บาท หรือคิดเป็น 4-12% ขณะที่ดัชนีรายงานเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6.3% (2555-2564) ซึ่งในส่วนของดัชนีอาหารสำเร็จรูปปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 14%

สภาวะแวดล้อมในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาในหลากหลายด้าน ถือเป็นโจทย์ ที่ท้าทายทั้งฝั่งแรงงานและภาคธุรกิจ

ภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงานในปัจจุบันมีความแตกต่างจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2555 ค่อนข้างมาก ในส่วนของภาพเศรษฐกิจพบว่าในช่วงปี 2555 เศรษฐกิจไทยเติบโตที่ 6.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.02%

ขณะที่ในปี 2565 เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อโลกที่อยู่ในระดับสูงหลังได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ระดับราคาสินค้ามีทิศทางสูงขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 จนถึงปัจจุบัน

โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อในเดือนก.ค.อยู่ที่ 7.61% สถานการณ์ดังกล่าวกดดันทั้งในฝั่งผู้ผลิตโดยเฉพาะธุรกิจ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยัง ผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อรายได้แท้จริงกดดันในส่วนของกำลังซื้อฝั่งประชาชนและแรงงาน

ทั้งนี้ เนื่องจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะมีผลในไตรมาส 4/2565 เป็นต้นไป ขณะที่ผู้ผลิตคงจะไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภคได้ทันที ดังนั้น คาดว่าผลกระทบของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะมีจำกัด

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเงินเฟ้อไทยใน ปีนี้อยู่ที่ 6.0% อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเห็นการส่งผ่านต้นทุนค่าแรงจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคมากขึ้นในปีหน้า

และคาดว่าระดับเงินเฟ้อในปีหน้าคงจะไม่ปรับลดลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อไทยในปีหน้าจะอยู่ ในกรอบ 2.5-3.0%

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน