กลายเป็นข่าวที่สร้างความสนใจอย่างกว้างขวาง สำหรับกรณีศาลอาญาพิพากษาในคดีมาตรา 112 และความผิดในคดีอื่นๆ โดยสั่งจำคุก น.ส.จตุพร แซ่อึง เป็นเวลา 3 ปี
แต่เห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 2 ปี ปรับ 1,500 บาท ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือปรับ 1,000 โทษจำคุกไม่รอลงอาญา
พร้อมให้เหตุผลว่าเป็นการแสดงมีการเจตนาที่จะล้อเลียนสถาบันฯ โดยมีการตระเตรียมการไว้
จากเหตุการณ์แต่งชุดไทยร่วม กิจกรรมแคตวอล์กราษฎร หน้าวัด พระศรีอุมาเทวี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563
ซึ่งคดีนี้ไม่ได้รับความสนใจแค่ในประเทศ แต่สื่อต่างประเทศต่างพากันนำเสนอข่าวผลคำพิพากษาครั้งนี้
ขณะที่น.ส.จตุพร เองยืนยันต่อสู้คดีว่าไม่ได้แต่งชุดไทยเพื่อเลียนแบบใคร และพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป
กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมว่าการแต่งชุดไทยสามารถกระทำได้หรือไม่ และอาจถูกตีความว่ามีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 112 ได้หรือไม่อย่างไร
โดย อ.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ตั้ง ข้อสงสัยว่าการแต่งกายชุดไทยจะเป็นการล้อเลียนได้อย่างไร
และหากเป็นการล้อเลียน จะกลายเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามได้เพราะเหตุใด เพราะการแต่งกายหรือการแสดงออก หากคล้ายคลึงจริง ย่อมไม่อาจเป็นการเหยียดหยามบุคคลผู้เป็นต้นแบบแห่งการแต่งกายนั้นไปได้
พร้อมระบุว่า การพิพากษาของศาล โดยเฉพาะคดีอาญา ไม่ใช่การตัดสินความรับผิดชอบเฉพาะของคู่ความเท่านั้น
แต่เป็นการสื่อสารของรัฐต่อประชาชนว่าการกระทำใดที่เข้าองค์ประกอบความผิด และต้องห้ามทางกฎหมาย การให้เหตุผลต้องชัดเจน กระจ่างแจ้ง สมเหตุสมผล และ น่าเชื่อถือ
หากไม่แล้วความเชื่อมั่นของประชาชนจะสั่นคลอนและพังทลาย
อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์คดีนี้ ก็มีทั้งสองด้าน
ในด้านคนที่รักเทิดทูนสถาบันก็มองอีกแบบหนึ่ง เห็นด้วยที่จะต้องถูกลงโทษ การล้อเลียนเป็นเรื่องไม่บังควร
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผลจากคดีนี้ สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า การใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดลงโทษนั้น
ต้องมาพร้อมกับเหตุผล ความเหมาะสม ไม่ใช่สุดขั้ว และต้องชัดเจนทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความยุติธรรมได้
รุก กลางกระดาน