เป็นเรื่องราวสุดเหลือเชื่อเหมือนในนิยาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องจริง สำหรับเรื่องราวของนายตำรวจดาวรุ่ง ที่หันเข้าสู่ด้านมืด แล้วกลายเป็นอาชญากรเต็มตัว

และแม้จะถูกจับได้ ติดคุกติดตะรางไปหลายต่อหลายรอบ เมื่อได้อิสรภาพออกมา ก็ยังเดินทางสายโจรอยู่ต่อไป

สำหรับเรื่องราวของพ.ต.ท.ครรชิต แตงจุ้ย อดีตรองผกก.จราจร สน.บางรัก ท้องที่เกรดเอ ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่เข้าไปพัวพันคดีอุ้มหายของเสี่ยติงนัง ซึ่งเชื่อมโยงกับวงการพนันขนาดใหญ่

และมาจนมุมเมื่อถูกพบว่าปลอมแปลงเอกสารราชการ ใจกล้าถึงขั้นขึ้นสำนักงานเขตด้วยตัวเอง ขอทำบัตรประชาชนเสี่ย ติงนัง เอาไปใช้เป็นหลักฐานสำหรับแลกแคชเชียร์เช็ค และซื้อขายรถเบนซ์ จนนำมาซึ่งการดำเนินคดีในครั้งนี้

แถมยังพบว่าเข้าไปพัวพันแก๊งเช่ารถจากบริษัทต่างๆ ด้วยการใช้เอกสารปลอม เพื่อเอาไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน

ติดคุกไปอย่างต่ำ 2 รอบแต่ก็ยังออกมา เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ออกอาละวาดหลอกลวงต้มตุ๋นต่อเนื่อง โดยหันไปล็อกเป้าเหยื่อร้านทอง ซื้อทองมูลค่าสูง แล้วจ่ายด้วยเช็คเคลียริ่ง อาศัยช่องว่างของเวลาที่ยอดตัวเลขเข้าบัญชีไปล่วงหน้า แต่เงินจริงไม่ได้เข้าบัญชี

มีเหยื่ออีกเพียบในจังหวัดภาคอีสาน แถมยังไปก่อเหตุในลาว อีกด้วย

ถูกจับอีกครั้ง และสำนวนคงขึ้นสู่ศาลต่อไป คราวนี้ไม่รู้ติดคุกจริงๆ กันอีกกี่ปี และออกมาจะก่อเหตุอะไรอีกบ้าง

ชาวบ้านสุจริตชนก็คงต้องอยู่กันอย่างหวาดผวาต่อไป

วงจรปิดจับภาพ

 

● ช็อก!อดีตตร.ดังก่อคดีอื้อ

เหตุการณ์นี้เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ย. โดยพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป. เปิดกองปราบปราม แถลงจับกุมนายธารา เจริญนาคา หรือนายครรชิต แตงจุ้ย อายุ 62 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ 111/2565 ลงวันที่ 7 ก.ย. 2565 ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง”

หลังถูกเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.1 บก.ป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.1 บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุมได้ภายในซอยวิภาวดี 40/2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

โดยนายธารา หรือนายครรชิต มีพฤติกรรมไปติดต่อขอซื้อทองรูปพรรณ จากร้านทองแห่งหนึ่งที่จ.มุกดาหาร โดยจะชำระเงินด้วยการสั่งจ่ายเป็นเช็คธนาคาร พร้อมขอหมายเลขบัญชีธนาคารของ ผู้เสียหายไป ก่อนออกอุบายแจ้งกับร้านทองให้ทราบว่าเงินเข้า บัญชีแล้ว

ซึ่งเมื่อตรวจสอบไปที่ธนาคารช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏข้อมูลมีเงินเข้าบัญชีของทางร้านจริง จึงมอบทองรูปพรรณให้กับผู้ต้องหาไป ปรากฏว่าเมื่อผู้ต้องหาออกจากร้านไปแล้ว จึงตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่าไม่มียอดเงินเข้ามาในบัญชีธนาคารของทางร้านแต่อย่างใด ความเสียหายประมาณ 6 แสนบาท

จากการตรวจสอบก็พบว่า ผู้ต้องหาจะอาศัยช่องว่างของการเคลียริ่งเช็คธนาคาร ซึ่งจะปรากฏยอดแจ้งว่ามีเงินเข้าบัญชีจริง แต่เป็นยอดเงินจากการจ่ายเช็คเคลียริ่ง ไม่ใช่เงินสดแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ร้านทองได้รับความเสียหาย จึงเข้าแจ้งความกับสภ.เมืองมุกดาหาร พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นต่อศาลเพื่อออกหมายจับ ผู้ต้องหาไว้ ก่อนจะตามจับกุมได้ดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่านายครรชิตยังมีหมายจับของศาลจังหวัดหนองคายที่ 145/2565 คดีหมายเลขดำที่ อ 627/2565 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2565 อีก 1 คดีด้วย เบื้องต้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงนำตัวส่งสภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีต่อไป

จากการตรวจสอบประวัติพบนายครรชิต เคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว ทั้งที่แขวง สะหวันนะเขต ประเทศลาว ร้านทองย่านสุรวงศ์ ทุกครั้งใช้ช่องว่างระหว่างเคลียริ่งเช็คก่อเหตุทุกครั้ง เรียกว่าก่อเหตุมานับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

และที่น่าช็อกมากไปกว่านั้นก็คือ นายครรชิตคนนี้ ก็คืออดีตนายตำรวจคนดัง พ.ต.ท.ครรชิต แตงจุ้ย อดีตรองผกก.จร.สน.บางรัก นรต.36 ที่พัวพันคดีอุ้มฆ่ามาในปี 2542

เมื่อพ้นโทษก็ออกมาก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก!!!!

ก่อเหตุที่ลาว

● ย้อนพัวพันอุ้มหายเสี่ยติงนัง

สำหรับนายครรชิต หรืออดีตพ.ต.ท. ครรชิต นั้น ถือเป็นนายตำรวจดาวรุ่งของรุ่นนรต.36 ติดยศ พ.ต.ท.อย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็มีไปส่วนพัวพันกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของ ‘เสี่ยติงนัง’ นายชัยรัตน์ รุ่งเรือง สจวร์ดสายการบินลุฟท์ฮันซ่า ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้กว้างขวางปล่อยเงินกู้ในบ่อนการพนัน ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่คอนโดฯ ย่านลาดพร้าว พร้อมรถเบนซ์หรู หมายเลขทะเบียน พฮ 9895 กทม. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2542

ต่อมาแนวทางสืบสวนทราบว่า นายชัยรัตน์ถูกอุ้มหาย โดยมีสาเหตุจากเรื่องหนี้สินในบ่อนการพนัน ซึ่งมีตำรวจสน.บางรัก 3 นาย เข้าไปมีส่วนพัวพัน แต่ครั้งนั้นยังไม่มีการออกหมายจับ ผู้ต้องหาคนไหน เนื่องจากยังไม่พบศพนายชัยรัตน์ ไม่มีหลักฐานยืนยันการเสียชีวิต

ต่อมาปี 2549 พบรถเบนซ์ของนายชัยรัตน์ถูกนำไปขายที่เต็นท์รถแห่งหนึ่ง แต่เมื่อตรวจสอบใบครอบครองกรรมสิทธิ์ กลับเป็นของคนอื่น ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นเอกสารที่ปลอมแปลงขึ้น และมีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรที่ออกตระเวนเช่ารถจากบริษัทให้เช่ารถต่างๆ โดยใช้เอกสารปลอม และนำรถไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้านในราคา 3-5 แสนบาทต่อคัน และติดตามจับกุมมาดำเนินคดีจนได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2552 ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกพ.ต.ท.ครรชิตในคดีใช้เอกสารปลอม-ปลอมลายมือ เป็นเวลา 15 ปี 6 เดือน

โดยคดีนี้อัยการบรรยายความผิดระบุว่า ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. 2542 ร่วมกันลักทรัพย์รถยนต์เบนซ์ ทะเบียน พฮ 9895 กทม. ราคา 1,470,000 บาท และแคชเชียร์เช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ จำนวนเงิน 1.6 ล้านบาท กับแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนนางลิ้นจี่ จำนวนเงิน 500,000 บาท รวมมูลค่า 2.1 ล้านบาท ของนายชัยรัตน์

โดยจำเลยกับพวก ยังร่วมกันปลอมตั๋วเงิน ซึ่งร่วมกันเขียนปลอมลายมือชื่อนายชัยรัตน์ ลงในด้านหลังแคชเชียร์เช็ค ธ.ศรีนคร และ ธ.กรุงศรีอยุธยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารหลงเชื่อว่าแคชเชียร์เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นตั๋วเงินที่แท้จริง และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันนำตั๋วเงินแคชเชียร์เช็ค ไปเรียกเก็บเงินต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจันทน์

นอกจากนี้จำเลยกับพวก ยังร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับ ร.ต.อ.ประเสริฐ โตศักดิ์สิทธิ์ พนักงานสอบสวน สน.บางรัก เกี่ยวกับคดี รวมทั้งร่วมกันปลอมลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายชัยรัตน์ ผู้เสียหาย ในเอกสารหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง

เป็นคดีปลอมเอกสาร แต่ไม่มีคดีฆาตกรรมเพราะยังไม่มีผู้ใดพบศพเสี่ยติงนัง

ค้นหลักฐาน

● เผยเปลี่ยนชื่อ-ก่อเหตุอื้อ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำพิพากษาจำคุก 15 ปี 6 เดือน แต่แล้วพ.ต.ท.ครรชิต หรือนายครรชิต กลับพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 15 ส.ค.55 นับเป็นเวลาไม่ถึง 3 ปี หลังจากที่ศาลพิพากษา และในปี 2558 นายครรชิต หรือ นายภัทร ทรัพย์วรา หรือนายกรณ์ แตงจุ้ย หรือนายอ้อย หรือนายเอ ชื่อที่ใช้หลังออกจากราชการตำรวจก็แผลงฤทธิ์อีก

โดยเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2558 พ.ต.ท.ครรชิตที่คราวนี้ใช้ชื่อว่า นายรชต และ น.ส.บัวติ๊บ สาวคนสนิท ร่วมกันหลอกซื้อทองคำแท่งน้ำหนักรวม 150 บาท ราคา 2,707,500 บาท จากห้างขายทองโต๊ะกัง ที่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน โดยโทรศัพท์มาสั่งทองคำแล้วให้ น.ส.บัวติ๊บไปรับทองคำที่ร้าน จ่ายชำระเป็นเช็คเงินสดธนาคารไทยพาณิชย์ โดยใช้เช็คและบัตรประชาชนของบุคคลที่แจ้งหายเอาไว้

ใช้กลโกงรอเวลาเคลียริ่งเช็ค แต่สุดท้ายลายมือชื่อไม่ตรงกับที่ให้ไว้กับธนาคาร จึงถูกปฏิเสธจ่ายเงิน และติดตามจับทั้งคู่ได้ที่ลานจอดรถอาคารอัญมณีเพลส เลขที่ 605/611 ซอยเพชรเกษม 92/2 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2558

ไม่เท่านั้นจากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย.57 พ.ต.ท.ครรชิต ร่วมกับนายสุทธิวุฒิ ถวิลรัมย์ และนายเบิ้ม ไม่ทราบนามสกุล ไปหลอกซื้อทองคำที่ห้างทองเจียบ เซ่ง เฮง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร โดยอ้างเป็นตัวแทนห้างทอง เฮง เซ่ง เฮง สาขาบางกะปิ ซื้อทองคำแท่งน้ำหนัก 300 บาท มูลค่า 5,424,000 บาท โดยใช้อุบายเดียวกัน ผู้เสียหายแจ้งความไว้ที่ สน.พระราชวัง

ป.จับล่าสุด

วันที่ 6 ก.พ.58 พ.ต.ท.ครรชิต ร่วมกับนายธนบดี ดวงมาลา และหญิงไทยไม่ทราบชื่อ หลอกห้างทองจิ้นไถ่เฮง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซื้อทองคำแท่งน้ำหนักรวม 400 บาท มูลค่า 7,928,000 บาท โดยใช้เช็คจ่ายอีก ผู้เสียหายแจ้งความที่ สน.สำราญราษฎร์

สรุป พ.ต.ท.ครรชิต พร้อมพวก ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ร้านค้าทองคำ 3 ราย ทองคำแท่ง 850 บาท มูลค่า 16,059,500 บาท

เมื่อพ้นโทษออกมาในปี 2565 แล้วก็มาก่อเหตุลักษณะเดิมในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะหนองคายและมุกดาหาร จนกองปราบฯจับกุมดำเนินคดีได้ในครั้งนี้

ก็ไม่รู้ว่าคราวนี้จะติดคุกอีกกี่ปี แล้วออกมาจะเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม ก่อเหตุ หลอกลวงฉ้อโกงแบบเดิมๆ อีกหรือไม่

เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เลยในอนาคต!!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน