เป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และกระทบต่อจิตใจของคนในสังคมอย่างรุนแรง สำหรับกรณีที่นักเรียนสาววัย 17 ปี ที่ถูกกลุ่มนักเรียนชายปีนหอพักกักตัวโควิดของโรงเรียนในจ.เพชรบูรณ์ ล่วงละเมิดทางเพศ ต่อหน้าเพื่อนร่วมหอพักอีกกว่า 30 คน
ก่อเหตุอุกอาจอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือกฎระเบียบใดๆ
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเรื่องถูกเปิดเผย ก็ต้องตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อครูอาจารย์บางรายของโรงเรียนกลับเกลี้ยกล่อมให้เหยื่อยอมรับว่าเป็นการสมยอม และให้กินยาคุมกำเนิด ให้เรื่องราวผ่านไปเสีย อ้างว่าจะเสื่อมเสียชื่อเสียง
ไม่รู้ว่าห่วงชื่อเสียงโรงเรียน หรือของครูอาจารย์กันแน่!!
และหากเรื่องนี้ไม่ไปร้องเรียนถึงมูลนิธิปวีณาฯ และถูกนำเสนอผ่านสื่อ ก็น่าสงสัยว่าเรื่องจะเงียบหายไปหรือไม่
แต่เมื่อเป็นเรื่อง ทางกระทรวงศึกษาธิการก็สั่งการทันทีให้ย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาให้ทำภาคทัณฑ์เด็กชายที่ก่อเหตุ อนุญาตให้สอบและเรียนต่อไปได้เพราะห่วงอนาคตเยาวชน
ส่วนนักเรียนหญิงให้ย้ายโรงเรียนตามที่ต้องการ
กลายเป็นคำถามถึงวิสัยทัศน์ และแนวทางการแก้ไขปัญหา ว่าถูกต้องชอบธรรมมากเพียงพอแล้วใช่หรือไม่!??

เล่านาทีสลด
ตะลึงบุกปีนหอโควิดขืนใจ
เหตุการณ์น่าตระหนกครั้งนี้ปรากฏเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. โดยผู้ปกครองนักเรียนหญิงวัย 17 ปี เรียนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เข้าร้องเรียนสื่อมวลชน ว่าเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2565 เวลาประมาณ 23.00 น. ระหว่างที่นักเรียนวัย 17 ปี อยู่ภายในหอกักตัวโควิด ชั้น 2 มีเด็กนักเรียนชายที่อยู่หอพักใกล้กัน ห่างกันประมาณ 500 เมตร เข้ามาในหอพัก 6 คน
จากนั้นมีเด็กนักเรียนรุ่นน้อง ม.ต้น อายุ 15 ปี เข้ามาใช้กำลังข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ ต่อหน้าเพื่อนนักเรียนกว่า 30 คน
และแทนที่โรงเรียนจะดำเนินการกลับขอให้ปิดข่าว เพราะกลัวเสียชื่อเสียง เมื่อร้องเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. เรื่องก็เงียบ ไม่มีอะไรคืบ ต่อมามีชี้แจงว่าให้เด็กนักเรียนชายทั้ง 5 คนพ้นสภาพการเป็นนักเรียน ต่อมาบอกกลัวเด็กเสียอนาคต ให้ฝ่ายนักเรียนวัย 17 ปี ยอมรับแทนว่าเป็นการสมยอม และให้ฉีดยาคุมกำเนิดแทน
นอกจากนี้ยังพาเหยื่อสาวเข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณาฯ ในวันที่ 24 ก.ย. พร้อมระบุว่า นักเรียนชายทั้ง 5 คนที่ก่อเหตุ ไม่ได้ถูกให้ออกจากโรงเรียนตามที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ แถมยังได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนให้เป็นนักกีฬาดีเด่น ขณะที่หลานสาวของตนต้องมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต และต้องย้ายโรงเรียนในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่
พร้อมไล่เรียงเหตุการณ์ว่าได้ย้ายมาจากโรงเรียนที่จ.เลย เพื่อเรียนต่อโรงเรียนดังกล่าวได้ประมาณ 2 เดือน ต่อมาวันที่ 21 ส.ค. โรงเรียนตรวจพบว่าหลานติดโควิด ต้องแยกกักตัวตามสถานที่โรงเรียนจัดไว้ แยกชาย-หญิง โดยมีนักเรียนหญิงที่ร่วมกักตัวอยู่ด้วย 30 คน
ต่อมาวันที่ 23 ส.ค. มีเพื่อนนักเรียนหญิงหัวโจก พานักเรียนชาย 4 คน แอบมามีเพศสัมพันธ์กันบนหอกักตัว โดยใช้วิธีคลุมโปง ท่ามกลางนักเรียนหญิงทั้งหมดที่อยู่ในห้องเดียวกัน จากนั้นนักเรียนหญิงหัวโจก 2 คน ข่มขู่ทุกคนห้ามเอาเรื่องไปบอกครู ไม่เช่นนั้นจะถูกทำร้าย
ต่อมาวันที่ 24 ส.ค. หัวโจกทั้งสองนัดนักเรียนชายมาอีก ครั้งนี้มา 6 คน 1 ในนั้นคอยดูต้นทาง จากนั้นนักเรียนชาย 4 คนจับคู่กันเหมือนเดิม และมีนักเรียนชายอีก 1 คน อายุ 15 ปี นักเรียนหญิงหัวโจก 2 คน ได้ชี้มาที่หลานสาวชี้เป้าว่าเป็นเด็กใหม่ ให้นักเรียนชายคนดังกล่าวขืนใจโดยคลุมโปงเช่นกัน หลานไม่มีแรงต่อสู้ขัดขืนเพราะเป็นไข้ จนถูกกระทำจนสำเร็จความใคร่
จากนั้นเด็กทั้งหมดก็ออกจากห้องพัก แถมเด็กหญิงหัวโจกทั้งคู่ยังมาข่มขู่อีกด้วย
ฟังแล้วต้องตกตะลึงว่าเกิดขึ้นในสถานศึกษาจริงใช่ไหม!!

ตึกเกิดเหตุ
สังคมจับตาบทสรุปคดี
ขณะที่สังคมจับตาในเรื่องคดี ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากผู้ก่อเหตุยังเป็นนักเรียน เช่นเดียวกับผู้เสียหายที่เป็นนักเรียนอยู่เช่นกัน แต่ก็มีความคาดหวังว่าจะได้เห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่ว่าผู้เสียหายต้องตกเป็นเหยื่อต่อไปโดยไม่มีใครดูแล
เช่นเดียวกับเรื่องร้องเรียนที่ระบุว่า หลังจากที่ผู้อำนวยการและครู รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับไม่มีการดำเนินการเพื่อให้ความเป็นธรรม เพียงต้องการยุติเรื่องให้ได้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จนเกิดข้อสงสัยว่าสิ่งที่กำลังเป็นห่วงคือชื่อเสียงโรงเรียน หรือสถานะความปลอดภัยของตัวครูเอง
โดยเมื่อปรากฏเป็นข่าวดังทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ จนมีการย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนมาทำหน้าที่ที่ส่วนกลาง ก็ได้แต่หวังว่าจะมีการสอบสวนอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่แค่การย้ายเพื่อลดกระแส แล้วสุดท้ายก็กลับไปดำรงตำแหน่งแบบเดิม โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาสถานการณ์ใดๆ ให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 26 ก.ย. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาฯ ได้ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการเจรจาของผู้ปกครองทั้งสองฝ่าย เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เปราะปราง ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงขณะนี้นักเรียนหญิงที่โดนก่อเหตุได้ย้ายกลับไปบ้านเกิดตัวเอง ที่จ.เลยแล้ว โดยตนประสานเขตพื้นที่การศึกษาให้ดูแลเรื่องการศึกษาของนักเรียนหญิงอย่างเต็มที่ หากเด็กประสงค์จะเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนไหนในจ.เลย ตนพร้อมดูแล
ส่วนนักเรียนชายที่ก่อเหตุนั้นได้แยกเด็กออกจากโรงเรียน เพื่อให้ไปเรียนออนไลน์แทน และสั่งการโรงเรียนให้ลงโทษทำทัณฑ์บนนักเรียนชายที่ทำความผิด และนักเรียนหญิงที่เป็นหัวโจก เพราะการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องดูให้รอบด้าน ต้องคำนึงถึงอนาคตเด็กด้วยว่าจะเติบโตไปอย่างไรในสังคม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ การทำโทษต้องเป็นไปตามกรอบระเบียบ ไม่ใช่การปิดโอกาสไม่ให้เขาได้กลับตัวเลย ทุกอย่างต้องรอกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนต่อไป
เหยื่อถูกขืนใจต้องย้ายโรงเรียน ขณะที่ผู้ก่อเหตุได้เรียนต่อที่เดิม
เป็นบทสรุปเบื้องต้นที่เกิดขึ้น

ประสานตร.
เด้งผอ.-สั่งเยียวยาเหยื่อ
หลังจากเป็นข่าว น.ส.ตรีนุชให้สัมภาษณ์ชัดว่าเรื่องนี้ถือเป็นความบกพร่องของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งได้สั่งให้ผู้อำนวยการมาปฏิบัติงานที่ส่วนกลางแล้ว รวมทั้งตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะครูเวรที่ดูแลเด็กในวันเกิดเหตุ ถ้าพบว่ามีความความละเลยจริงๆ ให้ดำเนินการทางวินัยอย่างเต็มที่
ศธ.ต้องดูแลนักเรียนทุกคน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่ต้องมาเรียนร่วมกัน ฉะนั้นในบริบทที่นักเรียนต้องมาอยู่ร่วมกันนั้น โรงเรียนต้องเคร่งครัดในระเบียบต่างๆ ด้วย
ส่วนนักเรียนผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ และยังอยู่ในโรงเรียน ศธ.จะดูแลสภาพจิตใจนักเรียนอย่างเต็มที่ ไม่ทอดทิ้ง และไม่ต้องการให้นักเรียนออกจากโรงเรียน เน้นย้ำให้โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนประจำว่าจะต้องไม่ละเลยและไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก

ขอความเป็นธรรม
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า วันเกิดเหตุมีนักเรียนติดโควิด-19 จึงต้องแยกเด็กและครูที่ไม่ติด ซึ่งเป็น ผู้หญิงประมาณ 5-6 คน อยู่ชั้นล่าง กระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับเด็กที่อยู่ระหว่างกักตัวชั้นบน ดังนั้นครูจึงไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น มาทราบเมื่อเด็กได้เล่าให้เพื่อนฟังและบอกว่าไม่ได้ ยินยอมให้เด็กชายมานอนด้วย
ส่วนเรื่องคดีความ นางปวีณา หงสกุล ได้ประสานพ.ต.อ.รณฤทธิ์ สุธาพจน์ ผกก.สภ.เมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งทราบว่ามีการสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพต่อไป
อย่างไรก็ตามยังตั้งข้อสงสัยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า 1.เหตุใดเด็กนักเรียนชายที่ก่อเหตุยังไม่ได้รับการลงโทษ ยังคงเรียนออนไลน์อยู่
2.นักเรียนหญิงหัวโจก ยังไม่ได้ถูกลงโทษ
3.หลังเกิดเหตุทำไมทางโรงเรียนจึงแจ้ง ผู้ปกครองล่าช้าร่วม 10 วัน ถ้าเด็กเกิดตั้งครรภ์ หรือติดโรคทางเพศจะทำอย่างไร
ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ ในฐานะรักษาการนายกฯ มีคำสั่งด่วนให้น.ส.ตรีนุช เร่งให้ความช่วยเหลือ ดูแลรักษาสภาพร่างกายและจิตใจของนักเรียนหญิงคนดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจและเกิดความ เสียหายต่อภาพลักษณ์สถาบันการศึกษาและสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง
พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิง และผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อนต่างๆ ทันที เยียวยาเด็กนักเรียนหญิงอย่างดีที่สุด ให้ความถูกต้องและได้รับความเป็นธรรม ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สามารถเข้ารับการศึกษาต่อเนื่องได้ตามปกติ ให้มีอนาคตที่ดีทางการศึกษาต่อไปด้วย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเรียน ผู้ปกครองและสังคมไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
ต้องรอดูว่าจะแก้ปัญหาได้คลี่คลายจริงหรือไม่อย่างไร!!