เป็นเหตุสะเทือนขวัญอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น สำหรับเหตุโศก นาฏกรรมฆ่าหมู่ 37 ศพ ที่จ.หนองบัวลำภู
เมื่อส่วนใหญ่ของผู้สูญเสียครั้งนี้เป็นเพียงเด็กเล็กวัยเพียง 3-4 ขวบภายในศูนย์เด็กเล็กอบต.อุทัยสวรรค์ หนำซ้ำคนก่อเหตุลงมือยังเป็นอดีตตำรวจที่ได้รับการอบรมฝึกฝนให้มีภารกิจในการพิทักษ์สันติราษฎร์
แม้จะถูกให้ออกจากราชการไปแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะก่อเหตุโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้
กลายมาเป็นประเด็นคำถามว่าสาเหตุอะไรกันแน่ถึงกลายเป็นตัวผลักดันให้อดีตตำรวจลงมือได้ถึงขั้นนี้
เป็นเพราะยาเสพติดอย่างที่ตั้งประเด็นไว้ หรือมีอะไรที่ลึกลับซับซ้อนอยู่ ซึ่งควรจะทำให้กระจ่างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุสลดเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
และอดไม่ได้ที่จะต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์กราดยิงหฤโหดที่โคราช เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ผู้ก่อเหตุเป็นทหารยศจ่า
ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าเหตุทั้งสอง มีจุดร่วมจุดต่างอย่างไรบ้าง และจะสามารถถอดบทเรียนได้มากน้อยเพียงไหน ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ซึ่งหวังว่าจะดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่กระแสซาแล้วก็เลิก
รอวันระเบิดเวลาปะทุขึ้นอีกมาอีกครั้ง!!!

รับศพเหยื่อ
■ ช็อกอดีตตร.ฆ่าหมู่ 37 ศพ
เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.50 น. ของวันที่ 6 ต.ค. โดยมีรายงานว่าคนร้ายบุกเข้าไปสังหารหมู่เด็กนักเรียน ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู โดยเหยื่อที่เป็นเด็กอยู่ระหว่างนอนกลางวันหลังรับประทานอาหารเที่ยง จากนั้นขับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ หมายเลขทะเบียน 6กธ 6499 กรุงเทพมหานคร หลบหนีจากที่เกิดเหตุ โดยขับรถชนชาวบ้านตามเส้นทาง และใช้อาวุธปืนกราดยิงจนเกิดความสูญเสียจำนวนมาก
ขณะที่ผู้ก่อเหตุคือส.ต.อ.ปัญญา คำราบ อายุ 35 ปี อดีตตำรวจสภ.นาวัง ที่ถูกไล่ออกจากราชการเมื่อปี 2564 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่บ้านพักเลขที่ 115/1 หมู่ 1 ต.อุทัยสวรรค์ พบส.ต.อ.ปัญญา ก่อเหตุยิงภรรยา และลูกชายวัย 4 ขวบ เสียชีวิต ก่อนยิงตัวตายตาม ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อหาสาเหตุการลงมือโหดครั้งนี้
ทั้งนี้จากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ เริ่มตั้งแต่เวลา 12.45 น. โดยส.ต.อ.ปัญญา บุกเข้าไปในอบต.อุทัยสวรรค์ แล้วใช้ปืนซิกซาวเออร์ ขนาด 9 ม.ม. ยิงพนักงานอบต. เสียชีวิต 2 ราย
จากนั้นบุกเข้าไปในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ ใช้อาวุธมีดฟันเด็กนักเรียน ที่อยู่ระหว่างนอนกลางวัน เสียชีวิต 22 ราย ยิงครูเสียชีวิต 2 ราย
ก่อนขับปิกอัพโตโยต้า วีโก้ สีขาว เข้าไปในหมู่บ้านท่าอุทัยเหนือ หมู่ที่ 12 ต.อุทัยสวรรค์ ขับชนชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย แล้วขับรถกลับเข้าบ้าน ระหว่างทางยิงชาวบ้านเสียชีวิต 3 ราย แบ่งเป็นที่บ้านท่าอุทัย 2 ราย ที่บ้านหนองกุงศรี 1 ราย
เมื่อถึงบ้านหลังดังกล่าว แล้วบุกยิงลูกและภรรยาเสียชีวิต รวม 3 ราย และมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเสียชีวิตเพิ่มอีก

ไว้อาลัย
สรุปเหตุเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวรวมทั้งผู้ก่อเหตุด้วย ทั้งหมด 37 ราย
โดยครูที่ศูนย์เด็กเล็กที่รอดชีวิตมาได้เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุส.ต.อ.ปัญญาเดินทางมาที่ศูนย์เด็กเล็กดังกล่าว โดยครูคาดว่าจะมาเอานมไปให้ลูก เนื่องจากลูกของส.ต.อ.ปัญญา เองก็เรียนที่ดังกล่าว แต่หยุดเรียนเพราะไม่สบายไปกว่า 1 เดือน จู่ๆ ก็ใช้มีดที่พกมาด้วยฟันหัวเด็กที่นอนอยู่ทีละคน
จนพวกครูตกใจโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ส.ต.อ.ปัญญาก็ใช้ปืนยิงครูและชาวบ้านที่ผ่านมาอีกหลายคน โดยมีนักเรียนรอดตายเพียงคนเดียว เนื่องจากนอนหลับคลุมโปง ทำให้คนร้ายไม่เห็น
ด้านพล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รองผบช.ภาค 4 ระบุว่า ก่อนก่อเหตุ ส.ต.อ.ปัญญาไปที่ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อนัดหมายฟังคำตัดสินคดีถูกจับกุมข้อหาครอบครองยาเสพติด ในปี 2564 ซึ่งเป็นสาเหตุให้ถูกออกจากราชการ คาดว่าเบื้องต้นอาจเกิดความเครียด ประกอบกับการเสพยาเสพติด ทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ก่อเหตุดังกล่าว

เหตุกราดยิงโคราช
■ ย้อนคดีกราดยิงโคราช
สำหรับสาเหตุของเรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ระบุว่า จากการสืบสวนทราบว่าเมื่อเวลา 04.00 น.ของวันเกิดเหตุ ส.ต.อ.ปัญญามีปากเสียงทะเลาะกับภรรยา จากนั้นภรรยาโทรศัพท์ไปหาแม่ที่บ้านให้มารับ เบื้องต้นจึงเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความเครียดเรื่องปัญหาครอบครัว ระแวงว่าภรรยาจะไม่อยู่ด้วย เพราะระหว่างที่ส.ต.อ.ปัญญาไปศาล ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อกลับมาก็มีเหตุขึ้น
จึงเป็นเรื่องที่ต้องสืบสวนสอบสวนว่าสาเหตุการลงมืออย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้เกิดจากอะไรกันแน่
แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นประเด็นคำถามถึงเรื่องการควบคุมอาวุธปืน และเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาด ส่งผลให้เกิดคนคลุ้มคลั่งในชุมชนต่างๆ อย่างกว้างขวาง ถึงขนาดระบุว่ายาบ้าในเมืองไทยนี้มีราคาต่ำสุดเพียง เม็ดละ 7 บาท
กลายเป็นประเด็นที่นำไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง
เพราะเมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดเหตุกราดยิงหฤโหด ที่รู้จักกันในนามกราดยิงโคราช ซึ่งคนก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ทหารยศจ.ส.อ. โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2563 โดยจ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ก่อเหตุยิงพ.อ.อนันตโรจน์ กระแสร์ ผู้บังคับบัญชา และแม่ยายที่บ้านพักในจ.นครราชสีมา จากปมขัดแย้งเงินกู้สวัสดิการกองทัพบก ที่กู้มาซื้อบ้าน
ก่อนจะกลายเป็นการบุกปล้นปืนจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์ แล้วขับรถกราดยิงไปทั่วทั้งที่วัด จนกระทั่งเข้าไปในห้างเทอร์มินอล 21 และต่อสู้ขัดขืนการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สุดท้ายปิดฉากลงด้วยการจับตาย และมี ผู้เสียชีวิตสังเวยจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 30 ศพ
นำมาซึ่งการเรียกร้องการปฏิรูปกองทัพ ทั้งเรื่องเงินสวัสดิการของกำลังพล การเก็บรักษาอาวุธปืน
ผ่านไปเพียง 2 ปี กลับเกิดเหตุขึ้นอีกโดยฝีมือของบุคคลที่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ ได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธ
กลายเป็นคำถามว่าจะถอดบทเรียนจาก 2 เหตุการณ์นี้เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
หรือพอเรื่องเงียบทุกอย่างก็เงียบตาม รอระเบิดเวลาลูกใหม่ที่จะปะทุขึ้นมา

ส.ต.อ.ปัญญา
■ ไล่ออก-เจอยาบ้า 1 เม็ด
ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติ พบว่า ส.ต.อ.ปัญญา ถูกไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2565 นี่เอง ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ 392/2565 ระบุว่าส.ต.อ.ปัญญา ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยร้ายแรง กรณีต้องหาคดีอาญาข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมตแอมเฟตามีน) ไว้ครอบครองโดยผิดกฎหมาย
พร้อมระบุพฤติกรรมความผิดว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 65 เวลา 13.34 น. ที่บ้านพักข้าราชการตำรวจ อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู ตร.กก.สส.ภ.จว.หนองบัวลำภู รับแจ้งจากสายลับว่าส.ต.อ.ปัญญามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องยาเสพติด และดื่มสุราก่อความเดือดร้อนรำคาญให้บุคคลอื่น
จึงเดินทางไปตรวจสอบ และเชิญตัว ส.ต.อ.ปัญญามาสอบสวน ซึ่งสารภาพว่าเสพยาเสพติด ประเภทยาบ้า และยาไอซ์ จากนั้นจึงตรวจบ้านพักพบยาบ้าสีแดง 1 เม็ดซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกใสบนตู้กับข้าว โดย ส.ต.อ.ปัญญายอมรับว่าเป็นยาบ้าของตัวเอง จึงแจ้งข้อหา ทั้งนี้การตรวจหาสารเมตแอม เฟตามีน เบื้องต้นเป็นลบ
อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนคุมตัวส.ต.อ.ปัญญา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ระหว่างเรื่องอยู่ในการพิจารณาของศาล คณะกรรมการสอบสวนมีมติเอกฉันท์ว่าส.ต.อ.ปัญญามีความผิดวินัยร้ายแรง ให้ไล่ออกจากราชการ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ส.ต.อ.ปัญญา รับราชการเมื่อปี 2555 ตำแหน่งผบ.หมู่ป. สน.ยานนาวา กทม. ก่อนย้ายไปที่สภ.นาวัง เมื่อปี 2562 จากนั้นเริ่มทะเลาะกับแฟน เนื่องจากไม่ได้ย้ายมาด้วยกัน และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีอารมณ์ฉุนเฉียว
เวลาออกปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา เคยถูกมอบหมายให้ไปเฝ้าธนาคารออมสิน ก็ไปนอนในรถจอดหน้าธนาคาร เมื่อผู้จัดการธนาคารขอให้คุ้มกันการย้ายเงินเข้าเครื่องเอทีเอ็ม ก็แสดงอาการไม่พอใจ จนผู้จัดการธนาคารไปฟ้องผู้บังคับบัญชา
ต่อมาเริ่มคบหากับน.ส.หญิง พนักงานร้านคาราโอเกะ และมักพาเพื่อนมามั่วสุมดื่มสุรา ส่งเสียงดัง ที่ห้องพักข้าราชการตำรวจ เคยใช้ปืนยิงสุนัขชาวบ้าน และเมื่อก.ค. 64 ส.ต.อ.ปัญญาดื่มสุราในห้องพัก ส่งเสียงดัง มีเพื่อนตำรวจตักเตือน จนเกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย
จากนั้นผู้บังคับบัญชาเรียกตัวทำทัณฑ์บน และสอบถามจนรับว่าเสพยาเสพติดตั้งแต่เรียนมัธยม จึงยึดอาวุธปืนประจำกายไว้ ตามโครงการตำรวจสีขาว จนกระทั่งถูกให้ออกจากราชการเพราะมียาบ้า 1 เม็ด
อย่างไรก็ตามจากการชันสูตรไม่พบว่าในตัวส.ต.อ.ปัญญาเสพสารเสพติด
จึงเป็นเรื่องที่ต้องคลี่คลายสาเหตุของการลงมือให้ชัด ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดขึ้นอีก