กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในแวดวงมหาดไทย และฝ่ายปกครอง
เมื่อชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด ของจ.สงขลา ออกมาเปิดเผยว่าถูกแก๊งยาสุดเหิมบุกปล้นยาเสพติด ชิงปืน และรถหลบหนีไปอย่างลอยนวล
แถมตั้งประเด็นถึงขั้นจะชิงตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่อยู่ในการควบคุมตัวอีกด้วย
สังคมต่างตื่นตระหนกจากข่าวที่เกิดขึ้น เพราะไม่น่าเชื่อว่าแก๊งยานรกจะกล้าหาญ ก่อเหตุเช่นนี้ และหากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองปราบปรามไม่ได้ ประชาชนในพื้นที่คงไม่สามารถนอนตาหลับได้อย่างแน่นอน
การกดดันไล่ล่าจึงเกิดขึ้น ซึ่งก็มาพร้อมกับความจริงที่น่าตระหนก
นั่นก็คือแก๊งอส. ชุดเฉพาะกิจปราบ ยาเสพติดนี่แหละ กลายเป็นคนที่รีดค่าไถ่ แลกตัวผู้ต้องหาเสียเอง
แต่เกิดการผิดคิว เข้าใจผิดกัน จนเรื่อง บานปลาย ตามมาด้วยการออกหมายจับ ยกแก๊ง พร้อมเข้ามอบตัวและยืนยันว่าบริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์
เป็นเรื่องที่ต้องเร่งคลี่คลาย สะสางองค์กรให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะตั้งคำถามว่ามหาดไทยที่เพิ่งประกาศทำสงครามยาเสพติด
แทนที่จะต่อต้านกลับเข้าร่วมเสียเอง!!!

ผู้ต้องหาปล้นจนท.
■ อ้างแก๊งยาบุกปล้นเจ้าหน้าที่
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 18 ต.ค. โดยมีรายงานว่าแก๊งยาเสพติดกว่า 20 คน บุกเข้าชิงยาเสพติด และอาวุธปืนของ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง จ.สงขลา ขณะล่อซื้อยาเสพติดจากเอเยนต์ ค้ายาในพื้นที่อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เหตุเกิดที่ทางเข้านิคมร่วมพัฒนา หรือศาลาเขียว หมู่ 11 ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
โดยจ.อ.ไพรัช แก้วมณี เจ้าพนักงานปกครอง รองหัวหน้าชุดฉก. ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมอส.อีก 5 นาย ประกอบด้วย นายเลิศฤทธิ์ ไชยพฤกษ์กุล นายพิษณุ รัตนอุไร นายอดิศักดิ์ หวังนิ นายเฉลิมศักดิ์ ทองแว้ง และนายสุทธิพงษ์ สุวรรณชาตรี เข้าล่อซื้อยาบ้าจากนายธนกร สุวรรณชนะ อายุ 35 ปี ชาวจ.เชียงราย ได้ของกลางยาบ้า 10 มัด
ขณะล่อซื้อจ.อ.ไพรัช ไปพร้อมอส. 4 คน ใช้รถเก๋งมิตซูบิชิ แอททราจ สีดำ ทะเบียน กจ 5064 กทม. และอส.สุทธิพงศ์ คุมตัวนายธนกร ผู้ต้องหาไว้ที่รถปิกอัพอีซูซุ สีดำ ทะเบียน บษ 8065 เชียงราย ซึ่งเป็นรถของ ผู้ต้องหาเอง
ทันใดนั้นมีรถ 4 คันขับเข้ามาปิดล้อม รถเก๋งของจ.อ.ไพรัช จากนั้นชายฉกรรจ์กว่า 20 คน พร้อมอาวุธปืนพกสั้น ปืนยาวเอ็ม 4 เข้ามาบังคับให้ทุกคนถอดเสื้อ แล้วปลดอาวุธประจำกาย ประกอบด้วย ปืนพก 9 ม.ม. 5 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง
โดยจ.อ.ไพรัช แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่มีบัตรป.ป.ส.มาแสดง ขณะที่คนร้ายอ้างตัวว่าเป็นตำรวจสภ.รัตภูมิ ก่อนที่คนร้ายให้จ.อ.ไพรัช พร้อมพวกรวม 5 คน ขึ้นปิกอัพขับไปทิ้งไว้ห่างจากจุดเกิดเหตุ 50 เมตร แล้วขับรถหนี และขับรถแอททราจ ของจ.อ.ไพรัชไปด้วย ซึ่งในรถมียาบ้าของกลางจำนวน 10 มัด เบื้องต้นคาดว่าต้องการมาชิงตัวนายธนากร คนร้ายแก๊งยาเสพติดที่ถูกล่อซื้อ แต่ชิงไม่สำเร็จ เพราะอยู่ในรถอีกคันหนึ่ง
ซึ่งหลังจากเกิดเหตุบรรดานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่างนั่งไม่ติด เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่สุดเหิมเกริมถึงขั้นติดอาวุธบุกปล้นเจ้าหน้าที่ จึงสั่งให้เร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายแก๊งนี้มาให้ได้
พลิกแผ่นดินล่าตัวกันเลยทีเดียว!!!

ทำแผนปล้นจนท.
■ คดีพลิกซัดไถเงินแลกผู้ต้องหา
หลังจากเร่งตามอย่างกระชั้นชิด ในที่สุดก็ได้เรื่อง โดยเมื่อวันที่ 21 ต.ค. เจ้าหน้าที่ บุกจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 คน โดยพล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 ระบุว่าจากการสืบสวนพบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุมีจำนวน 9 คน ไม่ถึง 20 คนตามที่ปลัดอำเภอให้ข้อมูล ซึ่งออกหมายจับและจับกุมได้จำนวนหนึ่ง
โดยเจ้าหน้าที่บุกจับได้ 4 คน พร้อมรถของกลางใช้ก่อเหตุ 2 คัน เป็นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน ขข 6621 สุราษฎร์ธานี ที่คนร้ายฝากไว้ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ส่วนรถอีกคันเป็น รถกระบะ เจ้าหน้าที่ตามไปยึดได้ในพื้นที่ บ้านท่าแซ อ.บางกล่ำ
ส่วนรถแอททราจ ของจ.อ.ไพรัช คนร้ายระบุว่าขับไปทิ้งลงอ่างเก็บน้ำบ้านควนนา หมู่ 7 ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ลงไปงมพบรถจมอยู่ในน้ำลึก 7 เมตร จึงลากจูงขึ้นมาเป็นหลักฐาน
ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมได้ 5 ราย ประกอบด้วย นายอัฟฟาน หรือบี แก้วเรืองศรี อายุ 35 ปี นายธีระวุฒิ หรือเลี่ยม หัวแหวน อายุ 28 ปี นายกัมปนาท หรือบังดล หมัดอาด้ำ อายุ 47 ปี นายเสริมศักดิ์ หรือเสริม ศรีสุวรรณ อายุ 46 ปี นายประวิทย์ หรือนุ๊ก ฤทธิ์เทวา อายุ 26 ปี
ซึ่งจากการสอบปากคำก็ต้องพบความจริงที่น่าตกตะลึง เมื่อแก๊งปล้นให้การว่า การลงมือทั้งหมดเนื่องจากเข้าใจผิดว่าจ.อ.ไพรัช เป็นแก๊งยาเสพติดเหมือนกัน และต้องการช่วยเหลือนายธนากร โดยก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อเรียกเงิน 1 ล้านบาท หรือยาบ้า 100 มัด และยาไอซ์ 10 มัด
จึงคิดว่าเป็นแก๊งยาคู่อริพยายามขยายพื้นที่ จนต่อรองได้เป็นเงิน 3 แสนบาท แต่ก็ยังไม่มีจึงนัดหมายพวกบุกชิงตัว
แต่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพอรู้ว่าทั้ง 6 คน เป็นปลัดอำเภอและอส. ก็ตกใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่คิดจะฆ่าด้วยเพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกจับตาย หนีไม่รอดแน่ จึงปลดปืน มือถือ และให้ถอดเสื้อผ้าออก พร้อมเอารถยนต์ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการต่อสู้ และถูกติดตาม แล้วหลบหนีจากที่เกิดเหตุ สุดท้ายก็ไม่รอด ยืนยันไม่ได้เหิมเกริมจะปล้นเจ้าหน้าที่ แต่ถูกรีดเงินก่อน
คดีพลิกเลยทันที!!!

ปลัดยันบริสุทธิ์
■ ปลัด-อส.มอบตัวคดีรีดทรัพย์
ต่อมาวันที่ 24 ต.ค. รายงานจากศาลจังหวัดสงขลา ระบุว่าได้อนุมัติหมายจับฝ่ายปกครองชุดเฉพาะกิจทั้ง 6 นาย นำโดยจ.อ.ไพรัช หัวหน้าชุด ในข้อหาหรือฐานความผิด “ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต”
หลังจากที่สอบสวนพบหลักฐานที่ผู้ต้องหาแก๊งยาเสพติดให้การสอดคล้องกันว่า จ.อ.ไพรัช และพวกเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการไม่ดำเนินคดีอาญากับนายธนกรที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยเรียกเงิน 1 ล้านบาท หรือยาบ้า 100 มัด 2 แสนเม็ด หรือยาไอซ์ 10 ก.ก. มาแลกตัว
ทั้งนี้มีหลักฐานสำคัญคือข้อมูลที่มีการเจรจาต่อรองผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ของผู้ต้องหา และเบอร์โทรศัพท์ของปลัดที่ใช้ติดต่อพูดคุยกัน ก่อนที่จะมีการนัดหมายแลกตัวผู้ต้องหากันในคืนเกิดเหตุ
อีกทั้งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสาร สอบปากคำพยานหลักฐานต่างสอดคล้องกันว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม มีพฤติการณ์คล้ายเรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับในคดียาเสพติด
และนายธนกรกับผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่ถูกจับไม่รู้จักกันและ ถูกจับคนละเวลา ไม่มีโอกาสพูดคุยเพื่อสร้างพยานหลักฐานให้ร้ายกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม
เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมมีพฤติการณ์เรียกรับเงิน และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติออกหมายจับปลัดและอส. 6 คน
ก่อนที่จ.อ.ไพรัช จะนำทีมเข้ามอบตัว
จากผู้จับกุมกลายเป็นผู้ต้องหา!!

ชุดฉก.ฝ่ายปกครอง
■ มหาดไทยสั่งสอบยกชุด
ทั้งนี้หลังจากเจ้าหน้าที่สอบสวนจ.อ.ไพรัช และพวกนานกว่า 12 ชั่วโมง ก็ให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยใช้ตำแหน่งปลัดอำเภอค้ำประกันตีวงเงินประกันคนละ 3 แสนบาท รวม 1.8 ล้านบาท
โดยจ.อ.ไพรัชเปิดใจว่า ตนและเจ้าหน้าที่ทุกนายได้มาพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดและข้อเท็จจริงได้ให้การกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจล้านเปอร์เซ็นต์ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองทำการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ แต่ไม่นำตัวส่งดำเนินคดี กลับเรียกรับผลประโยชน์ แลกกับการปล่อยตัวและของกลาง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ทั้งที่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด แต่กลับละเลยและนำมาหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จึงต้องดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ในส่วนของแก๊งค้ายาที่ก่อเหตุชิงยาบ้าอย่างอุกอาจ ในวันนี้ติดตามจับกุมได้เกือบหมดแล้ว ยังเหลือบางส่วนที่อยู่ในระหว่างการติดตามจับกุม
ด้านนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ได้ข้อสรุปภายใน 15 วัน ก่อนตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ควบคู่กับคดีทางอาญา ยืนยันดำเนินการตามพยานหลักฐาน และเมื่อได้รับทราบข้อมูล ทางจังหวัดได้สั่งให้ชุดนี้หยุดปฏิบัติงานมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะตำรวจกับฝ่ายปกครองประสานกันตลอด
ย้ำว่ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการทำสงครามกับยาเสพติด ช่วยแก้ปัญหาสังคมร่วมกันทุกภาคส่วน ฉะนั้น คนที่ไม่ดีก็ว่ากันไป ยืนยันไม่มีการปกป้องคนทำผิด และดำเนินการอย่างเด็ดขาด แต่ต้องให้โอกาสเจ้าหน้าที่ที่ตกเป็นผู้ต้องหา มีโอกาสต่อสู้คดีด้วย
ต้องทำให้กระจ่างไม่ให้มองว่าเจ้าหน้าที่กลายเป็นคนร้ายเสียเอง!!!