ยกระดับความเดือดขึ้นมาอีก สำหรับความขัดแย้ง ระหว่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และ นายสันธนะ ประยูรรัตน์
ที่เกือบฟาดปากกันกลางสน.ทองหล่อ ต่อหน้าต่อตานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับรองผบ.ตร. อย่างพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
หลังเกิดวิวาทะจากการบุกป่วนการเข้ายื่นข้อมูลของ นายชูวิทย์ ที่ขอให้ตรวจสอบนายสันธนะ ว่าเกี่ยวพันอะไรกับทุนจีนสีเทาที่มาอาละวาดในเมืองไทย
ชี้หน้าท้ากันวุ่น ตามมาด้วยแถลงท้าตีท้าต่อย โดยชูวิทย์ ประกาศตามจองเวรทุกชาติไป ขณะที่สันธนะตั้งคำถามว่า ใครอยู่เบื้องหลังการเล่นใหญ่ครั้งนี้
ทั้งนี้ หากไล่เรียงที่มาของชนวนความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นจากการแฉข้อมูลมาเฟียจีน ทุนสีเทา ที่มาทำธุรกิจผิดกฎหมาย ในประเทศ ของนายชูวิทย์ ตามมาด้วยปฏิบัติการกวาดล้าง โดยใช้ 2 รองผบ.ตร.เป็นตัวขับเคลื่อน สะท้อนว่าเครือข่ายนี้มีจริง และใหญ่ยิ่ง
ต่อมาสันธนะออกมายื่นประกันผู้ต้องหาชาวจีน พร้อม การันตีความบริสุทธิ์ ก่อนที่จะซัดใส่โรงแรมของชูวิทย์ว่า ปล่อยให้มีการมั่วสุมเสพยา จนตำรวจต้องลงเข้าไปตรวจสอบ
ส่วนจะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นลดกระแสเรื่องทุนจีน สีเทา แล้วให้สังคมไปสนใจคู่ขัดแย้งใหม่นี้หรือไม่ คงต้องติดตาม!!!

บุกโรงแรมชูวิทย์
■ ‘ชูวิทย์-สันธนะ’ซัดนัว
ความเดือดระดับสิบครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 พ.ย. เมื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองคนดัง เข้ายื่นข้อมูลต่อพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เพื่อขอให้ตรวจสอบว่านายสันธนะ ประยูรรัตน์ มีความเชื่อมโยงกับทุนสีเทาชาวจีนหรือไม่
โดยนายชูวิทย์ยืนยันว่าทำหน้าที่พลเมืองดี เปิดเผย ให้สังคมเห็นว่ากลุ่มทุนจีนดังกล่าวมีความอันตรายอย่างไร พูดเรื่องนี้มาหลายเดือน กระทั่งพูดถึงกลุ่ม 5 เสือจีน ที่ ถูกจับกุมไปแล้ว 2 คน เหลือ 3 คนยังหลบหนี ซึ่งต้อง ถามว่าถ้าบริสุทธิ์จริงจะหลบหนีทำไม
แต่น่าสงสัยว่าขณะที่เปิดเผยเรื่องนี้ และไม่ได้เอ่ยชื่อถึง นายสันธนะ แม้แต่คำเดียว จู่ๆ นายสันธนะกลับโผล่มาที่โรงแรมตน ถ่ายคลิปว่ามีการจัดการมั่วสุม ทั้งที่โรงแรมตนเป็นระดับ 5 ดาว ต่อมาตำรวจเข้าตรวจสอบ มีการปิดกันพื้นที่ แม้จะทำ ให้เกิดความเสียหายก็ยินยอมโดยดี
อย่างไรก็ตาม อยากให้ตรวจสอบนายสันธนะ ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร เพราะมีคลิปหลักฐานที่นายสันธนะออกมาให้สัมภาษณ์ว่ารู้จักกับคนจีนทั้ง 5 พร้อมยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และยังอ้างถึงนักการเมืองว่ารู้จัก และฝากดูแลกลุ่มทุนจีนกลุมนี้อย่าให้ใครรังแก จึงต้องนำหลักฐานมามอบให้เพื่อตรวจสอบ
ทั้งระหว่างที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พูดคุยกับนายชูวิทย์ ภายในห้องประชุมชั้น 3 นายสันธนะก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมทุบประตูห้องประชุมจะเข้ามาในห้อง จนพล.ต.อ.สุรเชษฐ์สั่งการให้ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ ไปเชิญให้นายสันธนะไปรอที่ห้องทำงานผกก.ชั้น 2 ก่อน เพื่อ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับนายชูวิทย์
ทั้งนี้ นายสันธนะยังได้บอกกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วยว่า จะฟังความอะไรก็ต้องฟังทั้ง 2 ด้าน ขณะที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็รับปากก่อนไปคุยกันที่ห้องทำงานผกก.สน.ทองหล่อ
ขณะที่นายชูวิทย์ที่ลงมารอด้านล่าง ก็รอนายสันธนะ กลับ ออกมา แล้วปรี่เข้าเผชิญหน้าและท้าทาย หวิดจะวางมวยกัน ข้างสน. แต่ฝ่ายของนายสันธนะร้องขอให้คนเข้ามาช่วยกันไว้ ในที่สุดก็แยกย้ายกันไป โดยนายชูวิทย์ ประกาศจะจองล้าง จองผลาญนายสันธนะต่อไป
โดยวันรุ่งขึ้น นายชูวิทย์ เปิดแถลงถึงสาเหตุที่ถึงจุดแตกหักว่านายสันธนะ ไม่มีมารยาท ไม่ให้เกียรติตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ขณะพูดคุยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันอีก และประกาศจองเวรต่อไป ให้ 1 แสนบาทกับใครก็ได้ที่มีหลักฐานการทำผิดกฎหมายของนายสันธนะ และยังท้าชกต่อย จะเป็น เวทีมวยหรือที่ไหนก็ได้
ส่วนนายสันธนะตอบโต้ทันควัน ซัดว่ามีทหารเกษียณ มีอำนาจเหนือรัฐบาลสั่งการให้นายชูวิทย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ พร้อมเกทับให้ 1 ล้านหากใครมีข้อมูลทำผิดกฎหมายของตัวเอง
ไม่จบง่ายแน่นอน!!

หวิดวางมวย
■ เปิดชนวนแฉ 5 มาเฟียจีน
สำหรับชนวนเหตุเรื่องนี้ก็มาจากการแฉเรื่องทุนจีนสีเทา จนเป็นที่มาของการ กวาดล้างครั้งใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่อมา วันที่ 4 พ.ย. นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจคนดัง เดินทางไปที่สถานกักตัวคนต่างด้าว สตม. เพื่อขอยื่นประกันตัวนายเดวิด นักธุรกิจชาวจีน เจ้าของผับเบบี้เฟซ ย่านคลองตัน กทม. ที่ถูกบุกจับ และตั้งข้อหาช่วยซ่อนเร้นช่วยกันจำหน่ายตามความผิดกฎหมายศุลกากร ความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สรรพสามิต
พร้อมพาดพิงถึงนายชูวิทย์ที่ระบุถึงกลุ่ม 5 มาเฟียจีนนั้น อยากถามว่ารู้จักเขาไหม เพราะตนรู้จักหมด การพูดจาเช่นนี้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะไม่ใช่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และไม่ได้ค้ายาเสพติด ต่อจากนี้หากไม่รับคนจีนก็ปิดประเทศแล้วไล่ออกไปทั้งหมด
รวมทั้งยังอ้างว่ามีการพาดพิงถึงอดีตรัฐมนตรีคนดัง ว่ามีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ เป็นเรื่องการเมือง เพราะก่อนนี้ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวดำเนินคดีอะไร แต่กลับมาทำตอนนี้ มองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกิดจากความไม่พอใจส่วนตัว พร้อมจะชี้แจงแทนกลุ่ม 5 เสือชาวจีนที่ถูกพาดพิง เรียกร้องความเป็นธรรมให้ เพราะไม่มีโอกาสชี้แจง ส่วนที่อ้างกลุ่มทุนจีนจ้าวเหว่ย นั้น คนที่ถูกอ้างก็ไม่ได้อยู่ในไทย จึงไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้อง
การันตีความบริสุทธิ์ของกลุ่มนักธุรกิจจีน!!!
ไม่เพียงแค่นั้น ยังเข้าแจ้งความที่สน.ทองหล่อ เมื่อตอนตี 4 วันที่ 5 พ.ย. ระบุว่าสถานบริการชื่อ The Lobby X Chuweed ภายในโรงแรมเดวิส โฮเทล คอร์เนอร์ วิง (Davis Hotel Corner Wing) บนถนนสุขุมวิท ย่านคลองเตย กรุงเทพฯ ของนายชูวิทย์ เปิดเกินเวลา และมีกลุ่มนักเที่ยวเข้าไปมั่วสุมยาเสพติด
ต่อมาตำรวจสน.ทองหล่อ ก็เข้าตรวจสอบสถานบริการดังกล่าว โดยมีนายชูวิทย์ ในฐานะเจ้าของโรงแรมนำ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณห้องน้ำชาย-หญิง ที่ล็อบบี้ชั้นล่าง และห้องโถงจัดงานที่ชั้น 2 ของโรงแรม
ขณะที่นายสันธนะ ก็เดินทางไปที่โรงแรมดังกล่าว พร้อมเผชิญหน้ากับนายชูวิทย์ ยืนยันว่ามีสายลับของตน เข้ามาในงาน พบแขกเข้าใช้ห้องน้ำชาย-หญิงพร้อมกันนับสิบคน ในลักษณะที่ผิดวิสัย มีการ์ดคอยคุ้มกัน เชื่อว่ามีสารเสพติดค้างอยู่ แม้ตำรวจจะบอกว่า ไม่พบสิ่งผิดปกติก็ตาม
บานปลายมาจากทุนจีนสีเทาอย่างเห็นได้ชัด!!

ยึดรถหรู
■ ตร.ลุยต่อ-ทลายทุนสีเทา
ขณะที่การดำเนินคดีกวาดล้างทุนจีน สีเทา หลังจากเปิดฉากบุกจับผับจินหลิง และปูพรมค้นหลายจุดทั่วประเทศ วันที่ 4 พ.ย. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็สั่งการให้เข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมหรู 2 จุดกลางกรุงที่ต้องสงสัยเชื่อมโยงร้านจินหลิง
จุดแรกคือ อาคารบันยันทรี ตั้งอยู่เลขที่ 1188/105 ชั้น 33 ซอยสมเด็จ เจ้าพระยา 17 แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กทม. ตรวจยึดรถหรู โรลส์รอยซ์ 2 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2 คัน โตโยต้า เวลไฟร์ โตโยต้า อัลพาร์ด เงินสด 19,088,000 บาท ในตู้เซฟ กำไล แหวน นาฬิกายี่ห้อหรู กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนม โฉนดห้องชุด 3 ใบ สุราและไวน์ราคาแพงจำนวนมาก
พบนายจะหมี่ แซ่หลี่ อายุ 24 ปี และน.ส.ณัฐชา แซ่หยาง อายุ 25 ปี ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร มีภูมิลำเนาอยู่ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แสดงตนเป็นผู้นำตรวจค้น และสืบสวนทราบว่าห้องคอนโดฯ เป็นของนายหวัง เจิ้นหนาน อายุ 21 ปี
จุดที่ 2 ตึกมหานคร ห้องเลขที่ 114/35-36 ชั้น 59 พบยาอี โทรศัพท์มือถือ ไพ่กระดาษ 60 สำรับ สุราราคาแพงหลากหลายยี่ห้อ 120 ขวด โดยราคาแพงสุด 2,000,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดทั้ง 2 จุด ประมาณ 150 ล้านบาท รวมทั้งตรวจยึดเอกสารสำคัญและโทรศัพท์มือถืออีกหลายรายการ
ต่อมาวันที่ 9 พ.ย. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมนายเส้า เสี่ยวปอ สัญชาติจีน ที่อาคารให้เช่า เป็นที่ตั้งสมาคมการค้าแห่งหนึ่ง ย่านสุทธิสาร กทม.ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาสวมบัตรประจำตัวประชาชนปลอม และนายกิตธนะ กิตติธิพันธ์ ผู้ต้องหาชาวไทย พร้อมยึดรถที่คล้ายรถสถานทูต และรถตำรวจนำ ที่ระบุว่าเป็นรถตำรวจปลอม

รถทูตปลอม
ก่อนขยายผลตรวจสอบคฤหาสน์หรู ในพื้นที่คูคต จ.ปทุมธานี ที่ติดป้ายสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ของ นายเซา เซียนโป อายุ 33 ปี ที่มีเบาะแสว่าสวมบัตรประชาชนไทย ภายในเป็นบ้านหรูหลังใหญ่ 4 หลัง แถมมีหัวรถไฟความเร็วสูงตั้งโชว์
โดยมีเบาะแสเรื่องการสวมบัตรประชาชน และเกี่ยวพันกับบริษัทค้าอาวุธ
นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากทุนจีนสีเทาที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ยังมีทุนจีนอีกประเภท เป็นพวกใส่สูทปล้น เข้ามาตั้งบริษัทบังหน้า ประมูลงานกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตา
เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ที่ไม่ควรให้กระแสใดๆ มากลบจนหายไปจากความสนใจ!!!