เป็นคดีที่ได้ข้อสรุปจากคำพิพากษาของศาล สำหรับคดีของน้องหลิว หญิงสาววัยเพียง 19 ปี ที่หายตัวไปจากบ้านพักตั้งแต่ปี 2555
เป็นเหตุให้ญาติเป็นกังวล เพราะสิ่งของเครื่องใช้ที่ห้องพักยังอยู่ครบ ไม่ได้ถูกเก็บหรือรื้อค้นใดๆ
ท่ามกลางข่าวลือว่าน้องหลิวอาจตัดสินใจไปทำงานที่ต่างประเทศ หรือมีปัญหาส่วนตัว จนทำให้ญาตินิ่งเฉย เฝ้ารอเวลาที่น้องหลิวจะเดินทางกลับมาเอง
แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น จนกระทั่งปี 2562 เมื่อญาติผิดสังเกตว่าน้องหลิวหายไปนานหลายปี จึงเข้าขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิกระจกเงา
และมีการตรวจสอบบุคคลสูญหาย ขอเบาะแสทุกอย่างที่พอจะหาได้ รวมทั้งเรื่องของศพนิรนามที่พบในห้วงดังกล่าว จนกระทั่งพบว่าดีเอ็นเอของแม่น้องหลิว ตรงกับศพนิรนามที่เก็บไว้สุสานแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นศพนิรนามที่เสียชีวิตจากการฆาตกรรม ทิ้งไว้ในป่าอ้อย
การสอบสวนอย่างละเอียดจึงเริ่มต้น ก่อนที่จะพบว่าบุคคล ต้องสงสัยที่สุดก็คือผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับน้องหลิว
ตามมาด้วยการเก็บพยานหลักฐานครบถ้วนก่อนติดตามจับกุมตัว ขณะที่เจ้าตัวให้การปฏิเสธทั้งหมด
สุดท้ายศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต

คุมตัวผอ.
คุกชั่วชีวิตผอ.ฆ่าน้องหลิว
บทสรุปของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ย. โดยศาลจังหวัดสระแก้ว ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับ นายจุมพล สุภาพงษ์ หรือ ผอ.ตุ๊ อดีต ผอ.โรงเรียน จำเลยในคดีฆาตกรรม น.ส.มยุรี หรือ น้องหลิว ยอดพะเนา อายุ 19 ปี สาวโรงงานนิคมอุตสาหกรรม 304 อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่หายตัวไปไร้ร่องรอยตั้งแต่เดือน พ.ค. 2555 ในความผิด ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ซ่อนเร้นย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของตนเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย, พกอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่มีเหตุอันสมควร
โดยญาติของน้องหลิวร้องขอต่อศาลให้บังคับจำเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 44/1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยทำให้มารดาได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและค่าเสียขาดไร้อุปการะจากผู้เสียชีวิตตามกฎหมาย รวมค่าสินไหมทดแทน เป็นเงินจำนวน 1,788,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2555 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทำละเมิดต่อผู้ร้องเป็นต้นไป
ศาลวิเคราะห์จากพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวน สภ.วัฒนานคร รวบรวมนำส่งพนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีทั้งหลักฐานจากอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซองปืน ผลการตรวจดีเอ็นเอ และคำให้การของเพื่อนผู้เสียชีวิต มีความชัดเจนเชื่อได้ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง
จึงมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องเป็นเงิน 1,700,000 บาท
โดยขณะศาลอ่านคำพิพากษา ผอ.จุมพล จำเลยในคดีถึงกับทรุดนั่งลงเพื่อหยิบยาดมในกระเป๋าขึ้นมาดม โดยศาลแนะนำให้จำเลยอุทธรณ์ในชั้นฎีกา ก่อนจะถูกตำรวจที่ประจำในศาลเข้ามาควบคุมตัวไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
หลังจากศาลพิพากษา นายจุมพลได้ยื่นประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธ และระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคา 650,000 บาท
สู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

จับคาบ้าน
ตรวจดีเอ็นเอพบเป็นศพในสุสาน
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. 2555 เมื่อ น.ส.มยุรี หรือน้องหลิว หายตัวไปจากบริเวณห้างเทสโก้ โลตัส สาขาคลองรั้ง ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยก่อนเกิดเหตุพบว่าน้องหลิวขี่รถจักรยานยนต์มาจอดไว้ที่ลานจอดรถห้าง ก่อนขาดการติดต่อ
สอบถามเพื่อนและญาติ ทราบว่า วัน ดังกล่าวน้องหลิวเพิ่งเดินทางกลับจากบ้านที่ต.โคกสูง อ.โคกสูง เพื่อมาทำงานที่นิคมอุตสาหกรรม 304 อ.ศรีมหาโพธิ ทั้งนี้เมื่อหายตัวไป ครอบครัวได้มาตรวจสอบหอพักของน้องหลิว ใกล้นิคมอุตสาหกรรม 304 ก็พบว่าทรัพย์สินอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้น
ขณะที่ครอบครัวได้ออกตามหา สอบถามจากเพื่อนสนิท และเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน จนทราบว่ามีข่าวลือว่าน้องหลิว น่าจะไปทำงานที่ต่างประเทศ และนิสัยของน้องหลิว เป็นคนที่ดูแลตัวเอง เอาตัวรอดด้วยตัวเองมาตั้งแต่วัยรุ่น ทำให้ครอบครัวคิดว่ามีโอกาสมากที่จะไปทำงานอื่น
นอกจากนี้ยังทราบว่าน้องหลิวไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายต่างวัย ที่ก่อนหน้านี้เคยมีปัญหาและพยายามจะเลิกรากัน โดยอาจจะเปลี่ยนใจคืนดีกลับไปอยู่กับผู้ชายคน ดังกล่าว ด้วยความที่เห็นว่าน้องหลิว มีความเป็นผู้ใหญ่ดูแลตัวเองได้จึงคิดว่าหากชีวิตลงตัว ก็คงจะติดต่อกลับมาอีกที
แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผ่านมา 7 ปีก็ไม่มีข่าวคราว ดังนั้นช่วงปี 2562 ครอบครัวจึงออกตามหาน้องหลิวอีกครั้ง โดย ครั้งนี้ประสานงานกับมูลนิธิกระจกเงาเข้าให้ความช่วยเหลือ ซึ่งทางมูลนิธิได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบคนหายของราชการ พบว่า ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ของน้องหลิว ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตรประชาชน ความเคลื่อนไหวในระบบบัตรทอง และประกันสังคม อีกทั้งไม่พบการเดินทางออกนอกประเทศ จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องดี
จึงตรวจสอบศพนิรนามที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าว โดยประสานตามโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว กระทั่งพบข้อมูลศพนิรนามเพศหญิงต้องสงสัย 3 ศพ ซึ่งทั้งหมดถูกฆาตกรรมเสียชีวิตและนำศพไปทิ้งอำพราง
เมื่อนำตัวอย่างดีเอ็นเอจากแม่ของน้องหลิว เพื่อเอาไปตรวจเทียบกับศพนิรนามทั้ง 3 ศพ ก็พบว่าตรงกับศพหญิงนิรนาม ที่ถูกพบศพเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2555 บริเวณไร่อ้อย หมู่ 13 ต.ท่าเกวียน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว สภาพศพเสียชีวิตจาก ถูกยิงด้วยอาวุธปืนหลายนัด
โดยหลังจากพบศพไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ จึงส่งร่างไปฝังไว้ที่สุสานแห่งหนึ่งในจ.ชลบุรี นานกว่า 8 ปี
กว่าญาติจะรู้ว่าเป็นศพน้องหลิวที่หายตัวไป

ญาติดูจุดพบศพ
เปิดหลักฐานปลอก-หัวกระสุนมัด
หลังจากพบว่าน้องหลิวที่หายไปกลายเป็นศพ ถูกฆาตกรรมด้วยอาวุธปืน การตั้งคดีฆาตกรรมก็เกิดขึ้น และจากการสืบค้นเบาะแสก็ตั้งเป้าไปที่ชายต่างวัยที่มีความสัมพันธ์ด้วย และหลังจากตรวจสอบพว่าชายคนดังกล่าวก็คือ นายจุมพล หรือ ตุ๊ สุภาพงษ์ ผอ.โรงเรียนบ้านหนองสรวง ต.ดอนปรู อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ซึ่งพบว่าก่อนหน้านี้ นายจุมพล เคยเป็นผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในอ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งช่วงดังกล่าวคบหามีสัมพันธ์กับน้องหลิว และเกิดปัญหากัน จนเป็นเหตุการสังหารโหด
หลังจากรวบรวมหลักฐาน ก็บุกเข้าจับกุมที่บ้านพักใน จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2564 ก่อนคุมตัวไปสอบสวนที่สภ.วัฒนานคร ซึ่งนายจุมพลให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ก็มั่นใจในพยานหลักฐาน เนื่องจากพบหัวกระสุนและปลอกกระสุนปืน ที่ตรงกับที่ใช้ก่อเหตุ ในบ่อน้ำหลังบ้านของนายจุมพล ที่จ.สุพรรณบุรี ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ในการ กระทำผิด พบว่ามีการแจ้งหายไปเมื่อปี 2556 แต่ก็เชื่อว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงดำเนินคดีได้แน่

สอบเครียด
ซึ่งหลังจากที่เป็นข่าว นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุกรณีผอ.จุมพล ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าเหยื่อ ซึ่งเรื่องดังกล่าว แบ่งได้ 2 กรณี คือ 1.เมื่อข้าราชการถูกกล่าวหาและถูกตำรวจดำเนินคดี จนนำไปสู่กระบวนการคุมขัง หากได้ประกันตัวและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อ ทางราชการจะตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหาต่อไป
2.หากทางศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีหลักฐานพยานเพียงพอ และบุคคลดังกล่าวถูกคุมขังเกินกว่า 15 วัน ทางราชการจำเป็นต้องตั้งกรรมการสอบวินัย ร้ายแรง และสั่งให้ออกจากราชการ
ขณะที่ต่อมาศาลได้ให้ประกันในชั้นต่อสู้คดี จนกระทั่งศาล ชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
ได้ประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ และต้องจับตาดูว่าจะมีบทสรุปสุดท้ายอย่างไร