ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของคดีทุนจีนสีเทา เมื่ออัยการสูงสุดตั้งคณะสอบสวนอาชญากรรมข้ามชาติของกลุ่ม ‘ตู้ห่าว’
เท่ากับว่าเป็นการเข้ามาช่วงดูแลสำนวนด้วยตัวเองให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับกรมสอบสวนคดีพิเศษที่มีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ
ซึ่งถือเป็นการคลี่คลายข้อกังวลของสังคมว่าจะเกิดกรณีมวยล้มต้มคนดู
เพราะแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะขยายผล เพิ่มเติมจากการจับกุมผับจินหลิง จนดำเนินคดีกับตู้ห่าว และพวกได้กว่า ร้อยราย อายัดทรัพย์สินกว่า 5 พันล้านบาท แต่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เกาะติดเรื่อง ดังกล่าว ก็ยังเดินหน้าแฉอย่างต่อเนื่อง

คดีตู้ห่าวบาน
ตั้งคำถามถึงการทำสำนวนของ เจ้าหน้าที่ และการไม่แจ้งข้อหาฟอกเงิน ที่จะนำไปสู่การยึดทรัพย์ รวมทั้งเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ
รวมทั้งเรื่องการเอื้อประโยชน์ออกวีซ่าให้กับทุนจีนสีเทา โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น ของบิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ถูกกล่าวหาด้วย
แม้เจ้าหน้าที่จะให้คำมั่นว่าดำเนินคดีรอบคอบ ก็ยังเกิดข้อสงสัย
การเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมทำคดี จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับสังคมได้ในระดับหนึ่ง

ดีเอสไอรับคดีพิเศษ
■ อัยการ-ดีเอสไอทำคดีตู้ห่าว
ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. เมื่อนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ลงนามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ 2167/2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานกำกับการสอบสวนและการดำเนินคดีสำคัญ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนายชัยณัฐร์ หรือตู้ห่าว กรณ์ชายานันท์ กับพวก ผู้ต้องหา ในสำนวนคดีอาญา ที่ 794/2565 และที่ 824/2565 ของ สน.ยานนาวา
ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยา เสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาอี, เฮโรอีน) อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนช่วยเหลือ ผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและยินยอมหรือปล่อยปละให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในสถานบริการ และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยกลุ่ม ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการตรวจยึดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาได้จำนวนมาก
ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการและพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ!!!
โดยมีอำนาจหน้าที่กำกับติดตามการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้เป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ เร่งรัดการสอบสวนและส่งสำนวนการสอบสวนให้ทันกรอบเวลา เนื่องจากมีข้อมูลว่าเข้าข่ายความผิดในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีการกระทำผิดทั้งในและนอกราชอาณาจักร
ต่อมาวันที่ 15 ธ.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ร่วมแถลง ระบุว่า ดีเอสไอรับคดีตู้ห่าว เป็นคดีพิเศษแล้ว เลขคดีพิเศษ 314/2565 ฐานความผิดฟอกเงิน ตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นคดีการฟอกเงินยาเสพติดมูลค่าสูง กระทบวงกว้าง ซึ่งอายัดทรัพย์ได้แล้วกว่า 4.4 พันล้านบาท
นอกจากนี้ยังพบว่าตู้ห่าวมีลักษณะเป็นนอมินี มีนายทุน อยู่เบื้องหลัง ซึ่งดีเอสไอพอทราบแล้วว่ามีผู้ต้องสงสัย 4-5 คน ถือพาสปอร์ตต่างชาติ อยู่ระหว่างสอบสวนเชิงลึก ทั้งนี้ป.ป.ส. จะดำเนินคดีเรื่องยาเสพติด และดีเอสไอจะดูเรื่องการฟอกเงิน
เป็นความคืบหน้าที่เพิ่มเติมขึ้นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ชูวิทย์แฉตม.
■ ชูวิทย์จี้ตรวจสอบสตม.
ทั้งนี้การที่ดีเอสไอและอัยการเข้ามาร่วมดูแลคดี ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากที่นายชูวิทย์ออกมาเรียกร้อง และตั้งข้อสังเกตต่างๆ ไล่ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. นายชูวิทย์แถลงซัดไปถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ว่าคอยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนจีนสีเทา ในรูปแบบขบวนการแปลงวีซ่า จากวีซ่าท่องเที่ยว เป็นประเภทวีซ่าสำหรับประกอบธุรกิจ หรืออาสาสมัครมูลนิธิ โดยติดต่อผ่านคนกลาง สำนักงานกฎหมายชาวจีนที่ว่าจ้างคนไทย และรูปแบบบุคคล เพื่อไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของ มูลนิธิปรานต์ ฮั่นอวี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาภาษาจีนของเด็กและเยาวชน ซึ่งการเปลี่ยนวีซ่าดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายกับ ตม.รายละ 100,000-300,000 บาท
ระหว่างปี 2563-2564 มีการอนุมัติให้ผู้เปลี่ยนประเภทวีซ่าแล้วกว่า 3,325 ราย ซึ่งนายตำรวจดังกล่าวมียศ พล.ต.ต.ถึง 3 นาย เป็นอดีต ผบก.ตม.4 และ ตม.5 โดยในนี้มี 2 นายเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ(นรต.)47 กับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ และมูลนิธิอื่นรวม 6 แห่งเกี่ยวข้อง
ต่อมาวันที่ 9 ธ.ค. นายชูวิทย์ก็เดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด เพื่อขอให้รับคดี ‘ตู้ห่าว’ ในเรื่อง ยาเสพติดเป็นคดีนอกราชอาณาจักร เพื่อให้อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ทำคดีแทนพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา
โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้อัยการที่มีความแม่นยำข้อกฎหมายมากกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทนตำรวจ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่แจ้งข้อหาฟอกเงิน ที่เป็นความผิดมูลฐานคดียาเสพติด ซึ่งทำให้นอมินีที่ถือทรัพย์สินแทนมี เส้นทางโอนเงินชัดเจนถูกกันเป็นพยาน ไม่ถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินด้วย
ทำให้ไม่มั่นใจในการทำงานของตำรวจ กังวลว่าการไม่แจ้งข้อหาฟอกเงิน เมื่อถึงชั้นศาลอาจจะหลุดคดี ในชั้นฎีกาอาจมีการยกฟ้องจนกลับมาเป็นโจทก์ไล่ฟ้องกลับได้
ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อ 13 ธ.ค. นายชูวิทย์เข้าพบพล.ต.ท.วีระ จิรวีระ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.เจนกมล คำนวล ผบก.กองตรวจราชการ 8 เพื่อให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคน เข้าเมือง 4 และ 5 พร้อมแฉว่ามีตำรวจ ตม.คนหนึ่งขับรถหรูปอร์เช่ มีคอนโดฯ หรูย่านหลังสวน ซึ่งตั้งคำถามว่าทำไมถึงมีทรัพย์สินเหล่านี้ได้
พร้อมระบุอีกว่ามีคนติดต่อมาขอให้ละเว้นส่งรายชื่อให้ตรวจสอบ แต่ไม่สามารถละเว้นได้ พร้อมเดินหน้าเอาผิดผู้เกี่ยวข้องแม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ตาม
เป็นปฏิบัติการเกาะติดอย่างแท้จริง!!!

บิ๊กโจ๊กแจงทำเต็มที่
■ ผบ.ตร.ยืนยันไม่มีมวยล้ม
ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ชี้แจงเรื่องคดีฟอกเงินว่าอยู่ระหว่างรอหลักฐานเส้นทางการเงินจากธนาคารเพื่อนำมาแจ้งข้อกล่าวหา เชื่อว่าดำเนินคดีฐานฟอกเงินได้แน่ แต่เรื่องคดีความผิดนอกราชอาณาจักรยังไม่ปรากฏหลักฐาน โดยยาเสพติดแฮปปี้วอเตอร์นั้นก็เป็นยาเสพติดที่ผสมขึ้นมาเองง่ายๆ ในประเทศไม่ได้นำเข้า จึงยังถือเป็นความผิดในราชอาณาจักรเท่านั้น
พร้อมยอมรับว่าหลังมีข่าวว่ามีตำรวจ ตม.เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้เรียกมาสอบสวนหัวหน้าสถานีตรวจคนเข้าเมือง 27 แห่ง และจากการสอบสวนบางนายร้องไห้ขณะถูกสอบเพราะจำนนต่อ หลักฐานที่พบการให้อนุญาตอยู่ในไทย ซึ่งเชื่อว่ามีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เกี่ยวข้องมากกว่า 27 นาย ผู้ที่มีลายเซ็นเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีทั้งหมด รวมถึงนายพลที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น หากมีข้อมูลเกี่ยวข้องก็ไม่ละเว้นแน่นอน
“ยืนยันไม่มีตำรวจคนไหน ไม่มีพนักงานสอบสวนคนไหนกล้านอกแถว ถ้าผมยังกำกับดูแล”
ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ที่ออกมาให้ความมั่นใจอีกชั้นว่าคดีทุนจีนสีเทานี้ตรงไปตรงมาแน่นอน พร้อมระบุว่านายชูวิทย์อาจจะมีการเข้าใจผิดในหลายเรื่อง ทำให้ไม่มั่นใจในตำรวจขึ้นมา พร้อมแจงตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่คดีผับจินหลิง ซึ่งเกิดจากการสืบทางลึกของ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. และเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 26 ต.ค. สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมาก ตรวจสารเสพติด เบื้องต้นเป็นผลบวก 104 คน
ทั้งหมดไปที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์เพื่อตรวจยืนยันผล ทางโรงพยาบาลได้ยืนยันผลมา 77 ราย รับสารภาพ 66 ราย ส่งฟ้องศาล ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ 11 ราย โดยมี 1 รายได้ประกันตัว และหลบหนี 1 ซึ่งทั้งหมด 76 รายอยู่ระหว่างการควบคุมตัวของทางการ
ส่วนคดีฟอกเงิน ต้องชี้แจงว่า คดียาเสพติด ป.ป.ส.สามารถยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์ได้ครอบคลุมอยู่แล้ว ปปง.ก็จะ ตรวจสอบต่อ และภาระการพิสูจน์ทรัพย์เป็นของตู้ห่าว ที่จะต้องแสดงว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่
ด้านคดีนอกราชอาณาจักรนั้นเห็นว่ายังเป็นคดีในราชอาณาจักร ที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ และจะทำอย่างตรงไปตรงมา ได้ขอความร่วมมือสำนักงานอัยการคดียาเสพติดแล้ว ยืนยันว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นนโยบายที่ให้ไว้ และไม่ใช่ดูแค่รายเดียว แต่จะต้องดูทุกมิติ
คดีนี้หากนับจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่บุกจับผับจินหลิง ได้ขอหมายจับช่วงวันที่ 22-23 พ.ย. ใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ ทุกอย่างมีความคืบหน้า ยืนยันไม่ได้เกรงกลัวอิทธิพลของตู้ห่าว แบบที่นายชูวิทย์กล่าวหา ไม่มีมวยล้มแน่นอน
สุดท้ายยังมีอัยการและดีเอสไอเข้ามาช่วยทำคดี ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีบทสรุปอย่างไร!!!