กลายเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามกันอย่างกว้างขวาง สำหรับการทุจริตประพฤติมิชอบในแวดวงราชการที่เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกิน สังคมไทย
มีทั้งการทุจริตตั้งด่านรีดไถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การเรียกรับซองสินบนจากคนระดับอธิบดี
การแฉเรื่องทุนจีนสีเทา ที่ระบุว่ามีข้าราชการไม่น้อยให้การช่วยเหลือ จนเติบใหญ่มีอิทธิพลคับบ้านคับเมือง
ไม่เพียงแค่นั้นยังถูกพาดพิงว่ามีหลานชายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมทำธุรกิจด้วย โดยมีข้อสังเกตเรื่องการเลี่ยงกฎหมายในการนำเข้ารถทัวร์
นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยในการบริหารงานของกองทัพ ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงาน ที่พรรคก้าวไกลเองก็เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา
ทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคสมัยที่พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ และเป็นรมว.กลาโหม
ขณะที่ทุกอย่างครึกโครม เรากลับไม่เห็นความคืบหน้าการตรวจสอบเอาผิด หรือกระทั่งการชี้แจงใดๆ
มีเพียงคำกล่าวอ้างของพล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นว่าดำเนินการตามกฎหมาย ตรวจสอบไม่ละเว้น แต่ผลทางรูปธรรมกลับไม่มี
เหมือนจะสะกดจิตตัวเองให้เชื่อเช่นนั้น!!!
ล่าสุดยังมีข้อร้องเรียนจากบริษัทเอกชน ที่ทำงานร่วมกับรัฐโดยเฉพาะกองทัพบก หลากหลายบริษัท ส่งข้อมูลกันในทางลับว่าให้ระมัดระวังบุคคลอันตราย ที่มีนายทหารยศพ.อ. หรือเสธ.ก. ชอบกินเกาเหลา เดินสายเจรจากับบริษัทเอกชน อ้างเป็นคนสนิทของพล.อ.ประยุทธ์ แถมใกล้จะเกี่ยวดองกันเป็นญาติสนิท
ลวงจะให้งานมูลค่ามหาศาล แลกกับค่าคอมมิสชั่นจากบริษัทรายละเกือบ 10 ล้านบาท รับเป็นเงินสดโดยเฉพาะ
จนมีเหยื่อหลงเชื่อจ่ายให้กันไปแล้วหลายสิบล้านบาท
จนบริษัทหลายรายกระอักไป ตามๆ กัน บ่นกันโขมงว่าสู้กับโควิด ก็ยากลำบาก ยังต้องเจอระบบทุจริต เช่นนี้อีก
เป็นเรื่องที่กระทบต่อชื่อเสียงของพล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง ซึ่งจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องออกมาตรวจสอบทั้งในฐานะนายกฯ และรมว.กลาโหม
หากไม่จัดการคนรอบข้างที่แอบอ้างเช่นนี้ให้เด็ดขาด ตัดนิ้วร้ายที่ทำให้กองทัพเสื่อมเสีย ก็อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่ารู้เห็นเป็นใจ ปล่อยปละละเลย
หรือจริงๆ อาจจะเข้าใจถูกแล้วก็เป็นไปได้!!!
รุก กลางกระดาน