เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง สำหรับเรื่องทุนจีนสีเทา ที่มีจุดเริ่มต้นจากการจับกุมผับจินหลิง ตามมาด้วยการเปิดข้อมูลของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองจอมแฉ จนเกิดการบุกทลายอายัดทรัพย์กันขนานใหญ่ และการจับกุม ‘ตู้ห่าว’ และพวก ซึ่งคดีอยู่ในการดำเนินการ

มาเป็นภาคต่อด้วยการอภิปรายในสภา ของส.ส.ก้าวไกล รังสิมันต์ โรม เป็นภาคต่อถึงขบวนการจีนเทา ที่มีบางส่วนข้องแวะกับการค้ามนุษย์ การพนัน และยาเสพติด

พร้อมเปิดชื่อของ ‘หยู ซินฉี’ ประธานมณฑลซ่านซีสมาคมแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าทำมูลนิธิสมาคมในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน

มีการประชาสัมพันธ์ด้วยภาพถ่ายใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล และพระบรมวงศานุวงศ์

แอบอ้างความใกล้ชิด เพื่อหลอกลวงเรี่ยไรเงินบริจาค อ้างเพื่อประโยชน์ต่างๆ ทั้งการติดต่อธุรกิจ วีซ่าให้ชาวจีนที่จะมาลงทุน ในไทย

กลายเป็นคำถามต่อหน่วยงานความมั่นคงของไทย ว่าทำไมถึงปล่อยให้เกิดการตั้งมูลนิธิ-สมาคมเถื่อน แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อแสวงหาประโยชน์เช่นนี้เกิดขึ้น

เป็นคำถามที่สังคมต้องการคำตอบเหลือเกิน

หลักฐานที่ใช้อภิปราย

แฉจีนเทาอีก-อ้างเบื้องสูง

กลายเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐอย่างยิ่ง เมื่อส.ส.รังสิมันต์ โรม จากพรรคก้าวไกล ใช้เวทีอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 เมื่อวันที่ 15 ก.พ. เปิดโปงข้อมูลเพิ่มเติมของกลุ่มทุนจีนสีเทา ที่นอกจากไล่เรียงตั้งแต่ตู้ห่าว หรือ นายชัยณัฐร์ กรชายานันท์ หลินหลง ที่มีภาพแต่งกายชุดเครื่องแบบทหารบกของไทย ยศพันเอกพิเศษ นายเซาเซียนโป ที่ปรึกษาสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ใกล้ชิดกับบิ๊กปปง. เจ้าของคฤหาสน์หรูย่านปทุมธานี ที่มีหัวรถไฟจำลองตบแต่ง

ยังเปิดโปงถึงขบวนการจีนสีเทาคนอื่นๆ อาทิ นายเสอ จื้อ เจียง นักธุรกิจใหญ่เจ้าของบริษัท หย่าไถ่ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และสุดท้ายถูกจับกุมเมื่อเดือนส.ค.2565 ตามหมายแดงของประเทศจีน ในความผิดฐานพัวพันขบวนการค้ามนุษย์

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ นายหยู ซินฉี ประธานสมาคมมณฑลส่านซีสมาคมแห่งประเทศไทย ที่มีนายเสอ จื้อเจียง เป็นประธานกิตติมศักดิ์ โดยสมาคมแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560 ทำหน้าที่ให้บริการแนะนำการลงทุนและซื้ออสังหาริมทรัพย์ ช่วยคนจีนจดทะเบียนบริษัทในไทย ติดต่อนัดพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และช่วยเหลือในการขอวีซ่า แต่เมื่อไปตรวจสอบฐานข้อมูลสมาคมในประเทศไทย กลับไม่พบว่ามีสมาคมชื่อนี้จดทะเบียนจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายในไทยมาก่อน

ส.ส.รังสิมันต์ยังเปิดเผยว่า หยู ซินฉี ยังเปิดโรงเรียนธุรกิจเอเชียนสตาร์ และเป็นผอ.โรงเรียน แต่ไม่พบว่ามีการจดทะเบียนเป็นสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับขบวนการนำจีนเทาผ่านแดนเข้าประเทศไทย โดยทำวีซ่านักเรียน ทั้งที่โรงเรียนดังกล่าวไม่มีจริง หรือเข้ามาในฐานะอาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ จึงน่าสงสัยว่าสมาคมและโรงเรียนของหยู ซินฉี มีพฤติกรรมอย่างนั้นหรือไม่ และเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการโฆษณาชวนเชื่อในบทความโซเชี่ยลมีเดียของสมาคม เผยแพร่เป็นภาษีจีน ระบุว่าได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการจีนของเชื้อพระวงศ์ในไทย และนายพลราชองครักษ์ ทั้งที่เชื้อพระวงศ์ที่ว่าคือระดับหม่อมราชวงศ์ ที่ถือเป็นสามัญชน ส่วนที่ปรึกษานายพล ก็เป็นการจ้างที่ปรึกษาส่วนตัว แต่กลับนำเรื่องมาบิดเบือนปั่นราคาตัวเอง

ไม่เพียงแค่นั้นยังมีการนำภาพถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญ ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ องคมนตรี สมเด็จพระสังฆราช และไปถึงขั้นพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อสร้างภาพให้ตัวเองมีความสำคัญ หลอกลวงนักลงทุนจากจีนเอง

และยังมีเอกสารภาษาจีน บรรยายสรรพคุณของหยู ซินฉี ถึงขั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของราชวงศ์ไทย

แอบอ้างเพื่อการหลอกลวงอย่างชัดเจน!??

กลายเป็นคำถามถึงหน่วยงานความมั่นคงของไทย จะปล่อยผ่านหรือดำเนินการอย่างไร

บุกค้นบ้าน

ตร.บุกจับโดนข้อหาม.112ด้วย

ภายหลังการเปิดโปงข้อมูลของส.ส.รังสิมันต์ วันที่ 17 ก.พ. ก็มีรายงานว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาคภูมิพิพัฒน์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. และพล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม. สั่งการให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมเจ้าหน้าที่กรมการ ปกครอง เชิญตัวนายหยู ซินฉี ประธานมณฑลส่านซีสมาคมแห่งประเทศไทย จากบ้านพัก บนถนนจตุโชติ ย่านวัชรพล-วงแหวน ไปสอบถามข้อมูลที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมืองทองธานี

ทั้งนี้ ตรวจสอบพบว่านายหยู ซินฉี เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้วีซ่าบั้นปลายชีวิตหรือวีซ่าเกษียณอายุ สำหรับชาวต่างด้าวที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทย ขั้นตอนในการขอวีซ่าถูกต้อง มีการแสดงหลักฐานทางการเงิน คือเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำไม่น้อยกว่า 800,000 บาท หรือมีเงินไม่น้อยกว่าเดือนละ 65,000 บาท โดยเงินได้ 12 เดือน รวมกันไม่น้อยกว่า 800,000 บาท อย่างไรก็ตามได้เพิกถอนวีซ่าของนายหยู ซินฉี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พร้อมเตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหลัก ประกอบด้วย ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร และการตั้งสมาคมเถื่อนหรือจัดตั้งสมาคมโดยไม่มีใบอนุญาต

และเพิกถอนวีซ่า หลังจากดำเนินคดีจะผลักดันออกนอกประเทศ ขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ ห้ามเข้าไทยอีกต่อไป

แต่ก็หยุดไม่ได้เพียงแค่นี้ เมื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จอมแฉที่ถูกระบุว่าเป็นเจ้าของข้อมูลที่นายรังสิมันต์ เอาไปอภิปรายในสภา ออกมาเรียกร้องให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งข้อหาตามมาตรา 112 กับนายหยู ซินฉี เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าแอบอ้างเบื้องสูง พร้อมเข้าแจ้งความเอาผิดตามมาตรา 112 ที่สน.นางเลิ้ง

ชูวิทย์แจงจับม.112

นอกจากนี้ ยังแฉซ้ำว่าก่อนหน้านี้นายหยู เดินทางเข้าไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แล้วมาแปลงเป็นวีซ่าเกษียณที่จ.ชลบุรี เหมือนรู้ว่าต้องไปทำที่ไหนถึงจะได้ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการฮั้วกันของเอเยนต์กับตม. จ่ายกันหัวหนึ่ง 2 แสนบาท โดยไม่ต้องไปพบตม.เอง การแสดงเงิน 8 แสนบาทในบัญชี ก็โกหกทั้งเพ เพราะเอเยนต์จะเอาเงิน 8 แสนไปใส่ในบัญชีวันที่แสดงให้ตม.ดู แล้วถอนออกทันทีหลังเสร็จเรื่อง จึงน่าสงสัยว่าทำไมตม.ไม่ตรวจสอบเลยว่าฝากมานานหรือยัง

เรื่องนี้บานปลายมาจากตม.อีสานที่ช่วยเรื่องตู้ห่าว มาถึงนายหยู ซินฉี ก็ผ่านกระบวนการอันโดดเด่นของตม.ทั้งสิ้น ทำให้จีนเทาพาเหรดเข้าเมืองไทยมหาศาล

คำถามถึงสตม.จึงดังขึ้นมาอีกครั้ง!!!

คุมตัวสอบสวน

แจ้งจับบิ๊กล็อต 116 ตม.

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องสะสางข้อครหาในองค์กร เมื่อ วันที่ 21 ก.พ. พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศฝร.บช.น. เข้าแจ้งความต่อพ.ต.ท.สัมพันธ์ ปังลือรัตน์ พงส.สภ. เวฬุวัน อ.เมือง จ.ขอนแก่นให้ดำเนินคดีกับพ.ต.อ.ชัยรัตน์ รัตนาธรรมวัฒน์ รอง ผู้บังคับการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รองผบก.ศทส.ตม.) กับพวกรวม 9 คน

ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ตาม ป.อาญา ม.149 และดำเนินคดีกับพล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี อดีตผบก.ตม.4 ซึ่งเกษียณราชการแล้ว กับพวกรวม 107 คน

ข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิช อบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต ตามป.อาญา ม.157

โดยระบุว่า จากการสืบสวนสอบสวนคนต่างด้าวบางส่วนให้ ข้อมูลการอยู่ในราชอาณาจักรเกี่ยวกับ ขั้นตอน วิธีการ การยื่นคำร้อง ขออยู่ต่อในราชอาณาจักร ขอเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา ได้มีการว่าจ้างนายหน้าไปดำเนินการแทน โดยมีการเสียค่าจ้างเพื่อเป็นค่าดำเนินการติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาอนุญาต และมีการเรียกรับ ผลประโยชน์ดังกล่าว และต่อมาจากผลการสืบสวนสอบสวน จึงพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกันกระทำความผิดในความผิดต่างกรรมต่างวาระ หลายพื้นที่ เกี่ยวเนื่องกัน ระหว่างม.ค.2563 ถึง พ.ย.2565 เวลากลางวันต่อเนื่อง เกี่ยวพันกัน

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า หลังจากชุดสืบสวนสอบสวนทำงานกันมาหลายเดือน เพื่อขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานหาความเชื่อมโยงต่างๆ จนพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการต่อวีซ่าให้กับกลุ่มทุนจีนสีเทาในพื้นที่ บก.ตม.4 และ 5 จำนวน 107 คน รวมทั้งหมด 116 คน

รอดูผลสอบสวนว่าจะลงเอยอย่างไร!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน