นับเป็นเรื่องอื้อฉาววงการสงฆ์อีกครั้ง สำหรับกรณี พระวชิรญาณโกศล หรือพระอาจารย์คม อภิวโร ประธานสงฆ์วัดป่าธรรมคีรี ที่อ้างตัวเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง ฝ่ายธรรมยุต ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับสึก หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพบความผิดทุจริตเงินวัด ร่วมกับคณะยักยอกทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท
แถมยังมีความผิดฐานเสพเมถุนกับพระคู่ขา
สร้างความตื่นตะลึงกับบรรดาศิษยานุศิษย์ที่เข้าไปเคารพกราบไหว้บูชา กลับกลายเป็นอลัชชีที่ใช้ผ้าเหลืองหาประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเข้าไปตรวจสอบก็พบว่าแม้จะถูกจับกุมแต่ก็ยังไม่มีความสำนึก โทรศัพท์แจ้งลูกน้องคนสนิทให้รีบยักย้ายถ่ายเท เอาทองคำ-เงินสดไปซุกซ่อน หนีการตรวจสอบจับกุมของเจ้าหน้าที่
การปฏิบัติสวนทางกับคำเทศนาที่ปรากฏออกมาอย่างยิ่ง
กลายเป็นข้อสงสัยว่าถ้อยคำสวยหรูที่ปั้นแต่งออกมาตามหลักพุทธศาสนาก็เกิดจากเจตนาหลอกลวงเงินญาติโยมที่เข้ามาถวายเท่านั้น
เป็นอุทาหรณ์เตือนชาวพุทธให้มีสติในการเลือกที่จะเคารพ สักการะ โดยเฉพาะเรื่องการบริจาค!!

ตำรวจคุมตัวอดีตพระอาจารย์คมส่งศาล
■ จับสึก‘สมีคม’เม้มเงินวัด
สำหรับเรื่องอื้อฉาววงการสงฆ์ครั้งนี้มีประเด็นถกเถียงกันตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อมีการเปิดเผยเอกสารลงนามโดยพระครูพิทักษ์มัชฌิมเขต (จิรศักดิ์) เจ้าคณะตำบลปากช่อง (ธรรมยุต) แต่งตั้งพระราชวชิราลังการ สุทธิญาโณ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรี แทนที่พระมหาวุฒิมา ปัญญาวุฒโฒ เจ้าอาวาส
จากนั้นพระราชวชิราลังการลงนามในคำสั่งวัดป่าธรรมคีรี แต่งตั้งคณะกรรมการสำรวจทรัพย์สินของวัด โดยมีพระญาณดิลก วัดมกุฏคีรีวัน เป็นประธาน
ท่ามกลางกระแสว่าพระวชิรญาณโกศล หรือพระอาจารย์คม อายุ 39 ปี รับกิจนิมนต์เข้ามาในกทม. และถูกขอให้ลาสิกขาแล้วในวัดที่กทม.
ขณะที่นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะรักษาการแทนผอ.พศ.ชี้แจงว่า การสึกของพระอาจารย์คมเป็นเรื่องความสมัครใจ และไม่ได้รับรายงานเรื่องการทุจริต ส่วนการตั้งรักษาการเจ้าอาวาสและคณะกรรมการสำรวจทรัพย์สินวัดเป็นไปตามขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้โยกย้ายทรัพย์สิน หรือเกิดความเสียหาย เป็นขั้นตอนปกติ
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริง เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรีคือ พระมหาวุฒิมา ที่ทราบว่าลาสิกขาไปแล้ว ส่วนพระคมเป็นเพียงพระลูกวัด แต่มีบทบาทในวัดมาก ทำให้ถูกเข้าใจว่าเป็นเจ้าอาวาส
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นให้กับบรรดาลูกศิษย์ เพราะพระคมเป็นพระหนุ่มสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง สนใจและศรัทธาในคำสอนและแนวทางการฝึกภาวนาของพระธรรม วิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี มาตั้งแต่สมัยเรียนระดับมัธยมศึกษา มีลูกศิษย์เป็นผู้มีชื่อเสียง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง และนักการเมือง รวมทั้งดาราดังด้วย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อึมครึมอยู่ไม่นานก็ปรากฏชัดว่าที่ระบุพระคมลาสิกขาเองนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง
โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ค. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พร้อมคณะก็แถลงจับกุมนายคม คงแก้ว หรืออดีตพระวชิรญาณโกศล หรืออดีตพระอาจารย์คม พร้อมนายวุฒิมา เถาว์หมอ อายุ 38 ปี หรือพระหมอ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรี และ น.ส.จุฑาทิพย์ ภูบดีวโรชุพันธุ์ อายุ 35 ปี น้องสาวของนายคม
พร้อมแจ้งข้อหา “เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และรับของโจร”
สรุปว่าถูกจับสึกนั่นเอง!!!

ของกลางทั้งเงินสดและทองคำที่ยึดมา
■ ส่งฝากขัง-รับเสพเมถุน
พล.ต.ต.มนตรีเปิดเผยถึงพฤติกรรมของพระคม ที่ปัจจุบันกลายเป็น ‘สมีคม’ ไปแล้วว่า สืบเนื่องจากตัวแทนของสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าร้องเรียนให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ ‘สมีคม’ เนื่องจากสงสัยว่ามีการทุจริตเงินวัด จึงให้ฝ่ายสืบสวนเข้าตรวจสอบ พบวัดดังกล่าวมีพระคมเป็นผู้ดูแลการใช้จ่ายเงินต่างๆ ของวัด รวมถึงเงินที่ญาติโยมมีจิตศรัทธาร่วมทำบุญ
โดยร่วมกับพระหมอ เจ้าอาวาส นำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายส่วนตัว และยังนำเงินสดมอบให้ไว้กับน.ส.จุฑาทิพย์ น้องสาวของพระคม เอาไปฝากบัญชีธนาคาร บางส่วนก็เก็บไว้ที่บ้านพัก
เบื้องต้นพบเงินที่ยักยอกไปนับร้อยล้านบาท เอาแค่ตรวจค้นที่บ้านพักของน.ส.จุฑาทิพย์ ที่จ.นนทบุรี ก็พบเงินสด 51 ล้านบาท ซุกลังโฟมและกระเป๋าเดินทาง เตรียมที่จะขนย้ายได้ทันที ไม่เพียงแค่นั้นยังพบว่ามีเงินในบัญชีธนาคารอีกกว่า 130 ล้านบาท
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสามรับสารภาพว่านำเงินของวัดออกมาจริง นอกจากนี้ สมีคมยังรับสารภาพด้วยว่าระหว่างถือสมณเพศนั้นยังได้เสพเมถุนกันภายในกุฏิวัดด้วย ซึ่งถือเป็นอาบัติปาราชิกตามธรรมวินัย
โดยที่รายงานระบุว่า คู่ขาของ ‘สมีคม’ ก็คือพระหมอ อดีตเจ้าอาวาส และยังมีลูกศิษย์อีก 2 รูป เท่ากับว่าพระสงฆ์ที่จำวัดที่วัดป่าธรรมคีรีที่มีทั้งหมด 4 รูปล้วนถูก จับสึก และถือเป็นอาบัติปาราชิก ซึ่งไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ ขณะที่พระสงฆ์อีก 20 รูปที่จำวัดดังกล่าวไม่ใช่พระสงฆ์ที่ประจำวัด จึงต้องพิจารณาว่าจะให้พระที่ใดมาจำวัดที่วัดป่า ธรรมคีรีต่อไป
ทั้งนี้ พบว่าแม้สมีคมจะรับสารภาพว่ายักย้ายถ่ายโอนเงินของวัดป่าธรรมคีรีเข้าบัญชีน้องสาวจริง บางส่วนเก็บไว้ที่บ้าน แต่ยืนกรานปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาโกงเงินวัด ส่วนนายวุฒิมา หรือพระหมอ ให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่จึงเตรียมตัวส่งฝากขัง
ซึ่งศาลไม่ให้ประกันส่งตัวเข้าเรือนจำทันที
และไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่พบในบ้านพักน้องสาวและบัญชีธนาคารเท่านั้น
เจ้าหน้าที่ยังติดตามตรวจสอบภายในวัดป่าธรรมคีรี จนพบทรัพย์สินอีกเป็นทองคำแท่งมูลค่า 19 ล้านบาท เงินสด 80 ล้านบาท ถูกฝังไว้บนเขาหลังวัด
รวมกับทรัพย์สินที่พบครั้งแรกแล้วกว่า 300 ล้านบาท จากสืบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาน่าจะเริ่มก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 2563
ล้วนเป็นเงินที่ญาติโยมเอามาทำบุญ!!!

ทรัพย์สินที่พบถูกฝังดินไว้
■ จับเพิ่มอีก 6 ช่วยขนทอง
นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ยังมีผู้ร่วมก่อเหตุร่วมแก๊ง ‘สมีคม’ อีกคน ประกอบด้วย นายบุญส่ง หรืออดีตพระบุญส่ง, นายบุญเหลือ หรืออดีตพระบุญเหลือ, นายธนกฤษ หรืออดีต พระธนกฤษ, นายบัณฑิต หรืออดีตพระบัณฑิต, นายณัฐพัชร์ หรืออดีตพระณัฐพัชร์ ทั้งหมดเป็นพระลูกวัดป่าธรรมคีรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และนายบุญศักดิ์ คนขับรถ ของวัด
โดยมีพฤติกรรมร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันรับของโจร
จับได้พร้อมของกลางเงินสด 76,021,813 บาท, ทองคำ รูปพรรณ 920 รายการ น้ำหนักรวมประมาณ 100 บาท มูลค่าประมาณ 2.8 ล้านบาท, ทองคำแท่ง 46 รายการ น้ำหนักรวมประมาณ 500 บาท มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท, ทองคำแผ่น 540 รายการ น้ำหนักรวมประมาณ 100 บาท มูลค่าประมาณ 3.2 ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 22 ล้านบาท, สมุดบัญชี 30 เล่ม, หนังสือเดินทาง 3 เล่ม, รถตู้ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง
ซึ่งเป็นการขยายผลจากการสอบสวนนายวุฒิมาที่ให้การว่านำเงินวัด 9 ล้านบาทไปซื้อทองคำตามคำสั่ง ‘สมีคม’ แต่จากการตรวจสอบวัดกลับไม่พบทองคำที่กล่าวอ้าง
สืบสวนจนพบว่ามีแก๊งพระอีก 5 รูป และคนขับรถวัดเป็น ผู้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปซุกซ่อนตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งพบว่าเป็นคำสั่งของ ‘สมีคม’ เอง ที่ออกอุบายยืมโทรศัพท์ตำรวจหลังจากที่ถูกจับแล้ว เพื่อขอติดต่อญาติให้นำยารักษาโรคมาให้ แต่กลับสั่งการให้ทั้งหมดเร่งขนย้าย และบางส่วนที่ขนย้ายไม่ทันก็เอาไปฝังที่ภูเขาด้านหลังวัดตามที่ติดตามทรัพย์สินกลับมาคืนได้
รวมทรัพย์สินทั้งหมดกว่า 280 ล้านบาท!!!

ทองคำของกลางที่ยึดไว้ตรวจสอบ
ไม่เพียงแค่นั้น วันที่ 9 พ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปลด พ.อ.ชัยเมธี ภูบดีวโรชุพันธุ์ นายทหารปฏิบัติการประจำสำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 3 กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ออกจากราชการและถอดออกจากยศทหาร พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา โดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ
เนื่องจากประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กล่าวคือ มีพฤติการณ์เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ชักชวนบุคคลอื่นที่ไม่ดีเข้ามาหลอกลวงในราชสำนัก ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ส่งผลให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เสียหายต่อหน่วยราชการในพระองค์ กับเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และผิดต่อราชสวัสดิ์ เป็นนายทหารพ้นราชการประเภทที่ 2 สังกัด ส่วนราชการในพระองค์
โดยที่พ.อ.ชัยเมธี มีนามสกุลเดียวกับน้องสาวของ ‘สมีคม’
คดีจะสิ้นสุดลงที่จุดใด คงต้องติดตาม!!!