หลังรู้คำตอบว่าการเดินทางไปทำงาน-กลับบ้านในเมืองหลวง วันละ 5 ชั่วโมง ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ “บงกชรัตน์ สร้อยทอง” หรือ “อ้อย” คอนเทนต์สตาร์ตอัพ จึงทำตามความฝันที่เคยมีร่วมกับแม่ ว่าจะมีแปลงผัก ผลไม้ ดอกไม้ เก็บมาทำกับข้าวกินกัน จึงเป็นที่มาของ “สวนส่งต่อความรัก” จ.พังงา
เริ่มแรกตัดสินใจออกมาเป็นฟรีแลนซ์งานเขียนที่ขอใช้ชีวิตวิถีเกษตรไปด้วย พร้อมกับศึกษาและเข้าร่วมอบรมการเกษตรมาตลอดตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาตั้งแต่ไร่รื่นรมย์ โครงการคนกล้าคืนถิ่น และโครงการพึ่งตนเพื่อชาติ

โดยเฉพาะอันหลังนี้เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับคนใช้ชีวิตเมืองหลวงมาเกือบ 40 ปี กับเรื่องเกษตรจึงเป็นเรื่องห่างไกลมาก แม้คุณปู่ คุณลุง คุณอา หรือช่วงหลังคุณพ่อเกษียณราชการจะทำสวนกันที่ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา อยู่แล้ว
“การนับหนึ่งใหม่จากไม่เคยจับจอบ เสียม พลั่ว ขุดดิน หมักปุ๋ย หรือตากแดดนานๆ เป็นเรื่องที่ต้องร้องโอ๊ย! และไม่ไหวอยู่แล้ว แต่โครงการพึ่งตนเพื่อชาติ ทำให้เริ่มความเข้าใจตั้งแต่หลักทฤษฎีที่อะไรคือหัวใจสำคัญของเกษตร นั่นคือดิน ถ้าดินดีทุกอย่างดี เริ่มต้นต้องห่มดินอย่าปอกเปลือกเปลือยดินแล้วจุลินทรีย์จะทำงานได้ดีในที่ร้อนชื้น จนสิ่งมีชีวิตอย่างไส้เดือนช่วยเราทำงาน”

แต่ทุกอย่างจะไม่เข้าใจถ่องแท้ถ้าไม่เริ่มปฏิบัติลงมือทำจริงๆ พอจบโครงการจึงตั้ง เป้าหมายว่า 1 ปีจะต้องเดินทางไปเรียนรู้ตามที่ครูบอกว่า เมื่อยังไม่รู้จักพื้นที่ตัวเองดีพอ ต้องไปดูที่แปลงอื่นเขาทำอย่างไร มีปัญหาอะไร เขาแก้ปัญหาอย่างไร
ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ เริ่มกลับมาเริ่มต้นแปลงที่ จ.พังงา บ้านเกิดของพ่อ โดยมีพื้นที่ 2 แปลง “สิ่งที่มีอยู่เดิม” กับ “แปลงใหม่ที่มีพื้นที่ว่าง”
“ตั้งใจกลับมาทำแปลงใหม่เป็นหลัก เพราะคิดว่าอยากสร้างคลังอาหารที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงๆ ยิ่งพอเห็นสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า อาหารคือ ความมั่นคงที่แท้จริง”

โดยแบ่งพื้นที่โซนแรกคือ ปลูกป่า เพราะคิดว่าถ้ามีป่าระบบนิเวศจะกลับมาเอง โชคดีได้เข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มทฤษฎีใหม่ที่ได้ขุดบ่อมา ช่วยประหยัดงบส่วนตัวบ้าง แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อไป
ตอนนี้ลงไม้สูง เช่น จำปาทอง พะยอม กระถินเทพา มะฮอกกานี ตะเคียน สัก หรือไม้ผลบางส่วนเท่าที่มีต้นกล้า และที่อยากกินอย่าง มะม่วงเบา ส้มควาย ชมพู่มะเหมี่ยว หรือประเภทหัวอย่าง มัน ขมิ้นชัน ขมิ้นขาว ไพล

ส่วนแปลง “สิ่งที่มีอยู่เดิม” ปาล์มกับมะพร้าวแกง คือสิ่งที่พี่ชายดูมาก่อนแล้ว
แต่จุดร่วมที่เห็นตรงกันว่า ต้องช่วยกันพัฒนาต่อคือ “มังคุด” บนพื้นที่กว่า 10 ไร่นี้ ทำอย่างไรที่จะทำให้ผลผลิตไปได้ไกลมากกว่านี้

พี่ชายจึงเชิญกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาตรวจแปลงจนได้เป็นแปลงอินทรีย์ทั้งมังคุดและมะพร้าว เพาะปลูกผสมผสานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จากนั้นลองประกาศขายมังคุดบนโซเชี่ยลมีเดีย ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนที่รู้จักช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
แต่เพราะทั้งสองคนเพิ่งเปลี่ยนอาชีพกันมา เริ่มต้นเป็นเกษตรกรหน้าใหม่กันทั้งคู่ และไม่มีคนสวน ดังนั้น ถึงเวลาหน้ามังคุดภาคใต้ที่ปกติออกหลังของทางภาคตะวันออกอย่างจันทบุรี ระยอง

แถมผลไม้ทุกอย่างออกหน้าฝนเหมือนกันทุกปี ซึ่งปกติภาคใต้ฝนตกชุกอยู่แล้ว อาจทำให้มังคุดฉ่ำน้ำจนเนื้อข้างในเป็นแก้ว (เนื้อใสๆ แต่กินได้จะกรอบ) จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีบททดสอบใหม่ๆ เข้ามาท้าทายเสมอ
เราไม่ได้โพสต์ขายเชิงพาณิชย์ที่ต้องไปโซเชี่ยลมีเดียทุกช่องทาง เพราะข้อจำกัดคือ ทำกันเอง 2 คนเท่านั้น ตั้งแต่สอยทีละลูก เก็บ เช็ด ถู ส่ง ขน ตามแท็กลูกค้า บัญชี ประชาสัมพันธ์ เก็บข้อมูลการขาย เคลมให้ลูกค้า ฯลฯ

ตลาดแรงงานที่นี่หาคนเก็บมังคุดยาก คนส่วนใหญ่ไปทำงานด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก และมังคุดเป็นงานละเอียด ต้องสอยทีละลูก ห้ามเอาลูกตกมาส่งให้ลูกค้า เพราะมังคุดบอบบางมาก ตกกระแทกแล้วอีกไม่กี่วันผลจะแข็ง
ความเสี่ยงที่ยากมากที่สุดคือ การต้องพึ่งระบบขนส่งโลจิสติกส์ไปสู่ผู้บริโภคที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

แม้ต้นทางเลือกมังคุดลูกสีชมพูอ่อนส่งไปเผื่อสุกระหว่างทางอยู่แล้ว แต่ถ้ามีทราฟฟิกตรงศูนย์กระจายคลังสินค้าติดขัดมาก จนบางครั้งอาจทำให้มังคุดใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะถึงผู้รับ เกิดการสูญเสียระหว่างทาง ก็พร้อมส่งไปให้ลูกค้าใหม่ด้วยโลจิสติกส์อื่น
“การบริหารความเสี่ยงของเราคือ ตั้งแต่ก่อนส่งจะบอกข้อมูลที่แท้จริงกับลูกค้าก่อนว่า ช่วงนี้มังคุดเป็นอย่างไร ฝนตกตลอดมีความเสี่ยงอะไรกับมังคุดบ้าง หรือระบบขนส่งเริ่มมีปัญหาเรื่องกระจายสินค้า แล้วก็จะส่งปริมาณไปเผื่อเสีย เผื่อสุกระหว่างทาง แล้วก็คอยตามสถานะที่กระจายสินค้าได้ช้า”
แต่ในระยะยาวคือ การกระจายความเสี่ยงด้วยการแปรรูปมังคุดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่ม

สวนส่งต่อความรัก ตั้งโจทย์ไว้ก่อนว่า ผลผลิตมังคุดสามารถเป็น ZERO WASTE ได้ คือไม่มีส่วนใดกลับมาเป็นขยะเหลือทิ้งได้เลย
เริ่มจากแต่ละลูกที่สอย แบบสีชมพูอมม่วงส่งขายให้กับผู้บริโภค ผลสีดำที่แยกออกมาไว้สามารถแปรรูปเป็นน้ำมังคุดสกัดเย็น (คล้ายสมูทตี้) ไซรัป และน้ำส้มสายชูมังคุดได้
เบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษาและทดลองทั้งผลิตและขนส่ง เนื่องจาก จ.พังงา มีขนส่งระบบเย็นเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น และพื้นที่ใกล้สุดต้องขับรถไป 40 ก.ม. จึงต้องบริหารจัดการและดูแลต้นทุนให้ดี

เปลือกมังคุดมีสรรพคุณมากมาย ตั้งแต่เอาเนื้อสีชมพูด้านในเปลือกทำเป็นแชมพู สบู่ หรือนำเปลือกมังคุดที่เป็นสวนอินทรีย์อยู่แล้ว ตากแดดและบด นำไปแปรรูปได้มากมาย เช่น ยาสีฟันแบบผง ซึ่งตรงนี้มีแผนจะทำในอนาคต หรือการนำใบมังคุดไปทำเป็นสีย้อมผ้า

แต่สิ่งที่ทำอยู่และทำได้คือ การนำเปลือกมังคุดไปหมัก 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักรสฝาด ไว้ฉีดไล่แมลง หรือแก้เชื้อราให้ผักผลไม้ หรือแม้กระทั่งกลับไปฉีดพ่นต้นมังคุด ที่มาของปุ๋ยชนิดน้ำนี่เอง

ถึงวันนี้ “สวนส่งต่อความรัก” ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว ที่มาของชื่อสวน คือการเริ่มจากพื้นดินที่พ่อกับแม่สร้างไว้ แล้วรุ่นลูกพร้อมที่จะเริ่มต้นจากการปลูกป่า สมุนไพร และสร้างคลังอาหารที่ปลอดภัยให้กับตัวเอง ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน และพร้อมส่งต่อสู่รุ่นหลาน
เหมือนการทยอยส่งความรักจากรุ่นสู่รุ่น แล้วก็พร้อมส่งความรักด้วยคลังอาหารที่ยั่งยืนให้กับคนอื่นๆ ด้วย