โลกทุกวันนี้ต้องเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะก๊าซเรือนกระจก ภาวะโลกร้อนที่ล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ อาจจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง การแข่งขันทางธุรกิจและการค้าที่มุ่งสร้างกำไร
ขณะที่ประเทศไทยเกือบรั้งท้ายเรื่องความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติในอันดับ 39 จาก 48 ประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่าหากเราไม่ทำอะไรเลย ไทยจะสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล 43% ของจีดีพีในปี 2593

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ไม่ใช่แก้ด้วยเพียงแค่การทำ CSR (Corporate Social Responsibility) แต่ต้องยึดหลักยกระดับสู่ ESG (Environment, Social และ Governance) เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสําคัญกับการทําธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลักคือ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลการทำงานที่โปร่งใสมีธรรมาภิบาล
ESG นับเป็นความท้าทายและเป็นกติกาสากลที่ทั่วโลกต้องปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนในอนาคต
เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจจัดงานสัมมนา “ESG : Game Changer” เพื่อระดมความคิดเห็น และ แชร์ประสบการณ์ในการเปลี่ยนให้ทันโลกไปพร้อมกัน

ภาคการเงิน
ในฐานะผู้ดูแลระบบการเงิน นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาคการเงินจะเป็นตัวกลางช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวไปสู่การคำนึงสิ่งแวดล้อม โดยต้องไม่ช้าเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่เร็วเกินไปจนระบบเศรษฐกิจปรับตัวได้ทัน สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (เน็ต ซีโร่) ในปี 2573 และสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593
“ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกันตั้งคณะทำงานไทยแลนด์ แท็กโซโนมี่ (Thailand Taxonomy) เพื่อกำหนดการให้สินเชื่อสีเขียวสำหรับธุรกิจพลังงานโซลาร์ 20 ล้านบาท สีเหลืองสินเชื่อสำหรับธุรกิจพลังงานที่ลดการปล่อยคาร์บอนแล้ว 30 ล้านบาท และสีแดงสินเชื่อสำหรับธุรกิจพลังงานฟอสซิล 50 ล้านบาท ตอบโจทย์ปรับตัวสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน”
ด้าน นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ระบุว่า หน้าที่ของแบงก์วันนี้ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้หรือรับเงินฝากอีกต่อไป แต่คือการเป็นเพลย์เมกเกอร์ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว ช่วยหนุนให้ธุรกิจปรับตัวไปเป็นสู่ ESG

เอ็กซิมแบงก์จึงตั้งเป้าหมายเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ขยาย สินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 50% ของพอร์ตในปี 2571 และอยากให้ทุกสถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์สีเขียวออกมาอีกมากๆ เพื่อช่วยเอสเอ็มอี 3.2 ล้านราย ที่มีการจ้างงานกว่า 70% เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี กล่าวว่า ความยั่งยืนไม่สามารถทำคนเดียวได้ ธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็กจะอยู่ร่วมกันได้ เรียกว่า ‘โมเดลดอกไม้กับแมลง’ ไม่ใช่ธุรกิจรายใหญ่ก็โตไป จนทำให้ธุรกิจเล็กที่มีลูกจ้างกว่า 13 ล้านคนอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่มีคนซื้อของ ธุรกิจขนาดใหญ่ก็หายไปด้วย เป็นเหตุผลที่ว่าบทบาทของธนาคารไม่ใช่พาตัวเองสู่เน็ต ซีโร่ แต่ต้องเสริมพลังธุรกิจสู่เน็ต ซีโร่
ไม่เช่นนั้นหากเอสเอ็มอีไม่ยั่งยืน แข่งขันไม่ได้ ก็จะวนกลับมาที่คนไทยมีรายได้ไม่พอจ่าย ต้องเป็นหนี้สูงขึ้น ขณะที่ผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น กระทบต่อผลิตภาพที่ไม่พัฒนา สุดท้ายก็จะกระทบรายได้วนกลับมากู้เพื่อใช้จ่ายอีก เรื่องนี้ถือเป็นความยั่งยืนระดับชาติ จะปล่อยให้กลไกเศรษฐกิจไทยเป็นแบบนี้ต่อไปหรือ?

ธุรกิจพลังงาน
ผู้ประกาศการนำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ เปรียบเสมือนเป็นดีเอ็นเอ อย่าง นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวในหัวข้อ The Great Remake..สู่โอกาสใหม่ ว่าบางจากเป็นผู้นำพลังงานทดแทน ผลิตไบโอดีเซล เอทานอลจำหน่ายในปั๊มตั้งแต่ปี 2548 เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บางจากก็เป็นบริษัทไทยรายแรกที่ไปลงทุนเหมืองแร่ลิเทียม
ล่าสุด ได้ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วรายแรกในประเทศไทย รองรับความต้องการใช้น้ำมันในภาคการขนส่งทางน้ำและทางอากาศยังเติบโตต่อเนื่อง
“SAF เป็นคำตอบสำคัญของธุรกิจที่ยั่งยืน สามารถผลิตเป็นน้ำมันอากาศยานได้กว่า 1 ล้านลิตรต่อวัน ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 8 หมื่นตันต่อปี คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการอุตสาหกรรมการบินทั้งในและต่างประเทศได้ในไตรมาส 4/2567 และพัฒนาระบบลงทะเบียนระบบจองและรับสิทธิ์ เพื่อให้ผู้โดยสารสายการบินสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางทางอากาศผ่านการใช้ SAF ด้วย”

ด้าน นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือ โออาร์ กล่าวว่า สภาพอากาศที่อุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไป กระตุ้นให้การดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน
“โออาร์ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นต้นทุน แต่มองการรียูสคือ การบริหารจัดการต้นทุน เราจึงมองเรื่อง ESG เป็นโอกาสมากกว่าเป็นอุปสรรค ทำให้บริษัทมีธุรกิจในมุมใหม่ๆ ภายใต้โมเดล 80 : 20 เป็นการกำหนดสัดส่วนเข้าร่วมธุรกิจที่โออาร์เข้าไปถือหุ้นได้ไม่เกิน 20% เพื่อประคับประคองพันธมิตรให้เติบโตร่วมกัน”

ธุรกิจก่อสร้าง
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวว่า เรื่องภาวะโลกร้อน ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงอากาศ แต่กลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวสู่ ESG ดังนั้น ESG จึงเป็นโอกาส ถ้าทำได้เร็ว ทำได้หนักแน่น และสามารถเป็นผู้นำในเซ็กเตอร์ได้ดี เราก็จะขายของได้
“เรื่อง ESG เป็นตัวเปลี่ยนเกมธุรกิจ ตอนนี้เริ่มเห็นภาพชัดแล้วว่าถ้าไม่เปลี่ยนไปไม่รอด ซึ่งหมายถึง ถ้าเราสามารถเปลี่ยนและพัฒนาตัวเอง หาอะไรใหม่ๆ เราก็มีโอกาสรอด”
น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เสนานำแนวการดำเนินธุรกิจแบบ ESG นำมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจนอกจากจะขายบ้านโซลาร์เซลล์แล้ว ยังขายการใช้ชีวิตภายในบ้าน เพื่อให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอน
ธุรกิจเครื่องดื่ม
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เรื่อง ESG ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำให้ได้…ซึ่งมองว่าความยั่งยืนเป็นเส้นทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ต้องพัฒนาและเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทางตลอดเวลา…และการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากแต่ละบุคคลและแต่ละองค์กรช่วยเหลือกัน จึงจะสำเร็จได้ ไม่ใช่เพียงธุรกิจหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ตามแนวคิดสังคมอยู่ได้ เราก็อยู่ได้

ธุรกิจยานยนต์
น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของประเทศ กล่าวว่า การ ยกระดับ ESG ในห่วงโซ่การผลิตแทบจะทำได้ยากมาก แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมเพื่อ ยกระดับขึ้นไปพร้อมกัน เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ ต้องยกมาตรฐาน ตั้งแต่ออกแบบนวัตกรรม เลือกใช้วัสดุ เพื่อให้มี รถที่ดีและปกป้องโลก
งานนี้พอจะฉายภาพให้เห็นแล้วว่า ESG กลายเป็นธงนำภาคธุรกิจ เป็นตัวบังคับให้เราต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน โลกก็จะบังคับให้เราต้องเปลี่ยนอยู่ดี
แบบนี้คนกับโลกจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน