เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่น้อย สำหรับกรณี “ผู้ว่าฯ ซีอีโอ” ที่รัฐบาลบรรจุไว้ในนโยบาย

คำแถลงนโยบายระบุ เป็นการบริหารในรูปแบบการกระจายอำนาจ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

มีมุมมองของนักวิชาการต่อประเด็นดังกล่าว

นายวรากรณ์ สามโกเศศ นักเศรษฐศาสตร์ อดีตรมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องผู้ว่าฯ ซีอีโอจริงๆโดยอำนาจ แม้แต่ปัจจุบันนี้ผู้ว่าฯ ก็ไม่ใช่ซีอีโอในความหมายของการบังคับการบริหารทั้งหมด เพราะเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค ฉะนั้นผู้ว่าฯ ในปัจจุบัน อำนาจที่สำคัญคือการประสานงานทั้งหลายให้ไปด้วยกัน

ถ้าจะให้ผู้ว่าฯ เป็นซีอีโอต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายอีกเยอะมาก เพราะไม่ใช่การเลือกตั้งแบบ กทม.และเมืองพัทยา ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่น แต่ถ้าจะเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต้องทำทั้งจังหวัด ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายอีกหลายฉบับ และต้องใช้เวลานานมาก แต่ขณะนี้ยังมีเรื่องสำคัญอีกมากที่ต้องทำเร่งด่วนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจ

ถามว่าหากเดินหน้าให้มีผู้ว่าฯ ซีอีโอ จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรนั้น ระบบที่เป็นอยู่เป็นมานาน มีประสิทธิภาพบ้าง ไม่มีประสิทธิภาพบ้างขึ้นอยู่กับตัวบุคคล การเปลี่ยนแปลงหากนำมาพิจารณาทบทวนนั้นดีเสมอ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงก็ทำได้ และไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาหนักหนาหรือไร้ประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แต่การจะเปลี่ยนแปลงทันทีต้องใช้เวลา ไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งคิดทำแต่ทำกันมา 10-20 ปีแล้ว พูดกันมาตลอดทุกสมัย แต่ต้องเป็นการยกเครื่องระบบการปกครองส่วนภูมิภาคให้สะเด็ดน้ำทั้งหมด ถึงจะทำผู้ว่าฯซีอีโอได้

หากรัฐบาลจะทำต้องศึกษาให้ละเอียด การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบราชการไทยปี 2548 ก็เปลี่ยนแปลงกฎหมายหลายฉบับ และ นำการศึกษาเรื่องนี้เก่าๆ ที่มีอยู่แล้วมาศึกษาใหม่ว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร ข้อดี ข้อเสีย

ถามว่าประเทศไทยเหมาะจะมีผู้ว่าฯ ซีอีโอหรือไม่นั้น การกระจาย อำนาจให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นเป็นหนทางที่ดีของโลก แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่เคยเป็นอยู่ไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ บางทีอาจดีขึ้นกว่าเก่าถ้าดูอย่างรอบคอบ หรือไม่เปลี่ยนแปลงให้ปัญหายุ่งมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้นต้องดูอย่างดี ศึกษาอย่างดี รอบคอบก่อนจะผลักดัน เพราะถ้าเรื่องของวิชาการกลายเป็นเรื่องของการประนีประนอมต่างๆ แล้วออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งก็จะเป็นปัญหาได้

นายสุเชาวน์ มีหนองหว้า อดีตคณบดี คณะมนุษยศาสตร์ฯ มรภ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ถ้าพูดถึงนโยบายรัฐบาลเรื่องผู้ว่าฯ ซีอีโอ ต้องเข้าใจก่อนว่าข้อแตกต่างระหว่างระบบการบริหารของผู้ว่าฯ แบบดั้งเดิม ที่ใช้กันมายาวนานคือสังกัดมหาดไทย เป็นการบริหารงานตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการแผ่นดิน

โครงสร้างแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้ว่าฯจะสังกัดส่วนภูมิภาคแต่ยึดโยงการรับนโยบายจากส่วนกลาง คือกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลโดยตรง ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอำนาจส่วนกลางที่มาดูแลส่วนราชการในจังหวัด

จะเห็นว่าการบริหารงานของผู้ว่าฯแบบดั้งเดิมผู้ว่าฯแทบจะเป็น ผู้ตัดสินใจ ผู้ลงนาม หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเกือบทุกหน่วยงาน การสั่งการมีลำดับชั้น และระยะเวลาในการดำเนินการ ทำให้บางเรื่องไม่ทันการณ์ล่าช้า

ดังนั้น แนวความคิดของผู้ว่าฯ ซีอีโอที่เคยถูกนำมาใช้ในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คือความพยายามต้องการลดขั้นตอนในการบริหารงานให้กระชับ และให้ผู้ว่าฯ สั่งการได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งลักษณะพิเศษในสมัยรัฐบาลนายทักษิณคือระบบที่เรียกว่า Fast Track ที่ผู้ว่าฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากสายมหาดไทยก็ได้ แต่เลือกผู้ว่าฯ จากความชำนาญเฉพาะเรื่องในแต่ละจังหวัดก็ได้ สามารถมาจากกระทรวงอื่นได้

ขณะเดียวกัน ก็มีการมองว่าจะเป็นการสนองต่อคนของพรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนได้ และยังเป็นการทำลายแนวความคิดในการบริหารราชการในอุดมคติ ที่ต้องมีการพัฒนาความสามารถมาจากรุ่นหรือจากการสอบคัดเลือก และระบบคุณธรรมต่างๆ เพราะว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโออาจละเลยบางเรื่อง เช่น ระบบอาวุโสอาจไม่ต้องมี หรือไม่ต้องเป็นลูกหม้อดั้งเดิมของหน่วยงานนั้นๆ

ฉะนั้น ข้อดีของผู้ว่าฯ ซีอีโอคือเรื่องความรวดเร็ว และการสนองตอบนโยบายรัฐบาล แต่หากละเลยเรื่องระบบคุณธรรม ธรรมาภิบาลก็อาจทำให้ระบบเสีย เพราะจะถูกมองว่าเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก และที่ผ่านมาก็ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจจากทหาร

ฉะนั้น การบริหารงานในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน กับสมัยนายทักษิณ ชินวัตร คงแตกต่างกันไม่มาก ซึ่งรัฐบาลของนายเศรษฐาควรต้องไปถอดบทเรียนข้อเด่น ที่รัฐบาลนายทักษิณนำมาใช้เรื่อง การกระจายอำนาจ การแต่งตั้งผู้ว่าฯ ซีอีโอ ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

แต่จุดด้อยที่เห็นคือเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ข้าราชการมีอยู่ เรื่อง ธรรมาภิบาล การขาดคุณธรรม เล่นพรรคเล่นพวก การคอร์รัปชั่น การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องที่ถือเป็นจุดอ่อนของระบบซีอีโอ

รัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐาจึงต้องนำข้อดีมาใช้ในเรื่องความรวดเร็ว แต่ก็ต้องหาทางปิดช่องโหว่ เพื่อเกิดประสิทธิภาพอย่างดีที่สุด

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน