โพลมติชน X เดลินิวส์ 60.2% เห็นว่ารัฐบาลเศรษฐาควร เร่งแก้ปัญหาปากท้อง 39.8% ให้เร่งแก้ปัญหาการเมืองปฏิรูปสังคม

ไม่ใช่เรื่องแปลก คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญปัญหาปากท้องก่อน เพราะเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้า มองเรื่องปฏิรูปการเมืองสังคมเป็นปัญหาระยะยาว ต้องใช้เวลา

โดยปกติ ความเห็นเรื่องปฏิรูปการเมืองสังคม มักไม่ชนะอยู่แล้ว ผลเลือกตั้ง 14 พฤษภา ก้าวไกลชูแก้ปัญหาโครงสร้าง ก็ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 36.5% แม้เป็นที่หนึ่ง

แต่ครั้งนี้น่าทึ่งว่า ความต้องการปฏิรูปยังสูงเกือบ 40% ความอยากแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกองทัพ กระจายอำนาจ อยู่ลำดับต้นๆ ขณะที่ด้านปากท้อง อยากให้ลดค่าน้ำค่าไฟค่าน้ำมัน แต่เงินหมื่นดิจิทัลแค่ 15.6%

แยกประเด็นก็ใช่ ใครก็อยากให้ลดค่าไฟลดน้ำมัน แต่ปากท้องกับโครงสร้างแยกกันไม่ขาด ยกตัวอย่างง่ายๆ ทำไมประชาชน 26 ล้านเลือกพรรคฝ่ายค้าน ก็เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจปากท้องย่ำแย่ ในยุค 9 ปีประยุทธ์

ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ประยุทธ์มาจากรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ตั้ง 250 สว.โหวตตัวเอง จึงใส่ใจปัญหาประชาชนน้อยกว่านักการเมืองจากเลือกตั้ง ใส่ใจอำนาจหนุนหลังมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ระบอบรัฐประหารฟื้นรัฐราชการเป็นใหญ่ รวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง ควบคุมประชาชนให้เชื่อฟัง

“รัฐเป็นบิดา” อาจหวังให้รัฐราชการรวมศูนย์ปกครองดูแล ทุกข์สุข “สงเคราะห์” ประชาชน แต่ผลไม่เป็นอย่างนั้น ราชการ ไม่เข้าใจความต้องการประชาชน บางส่วนก็ฉ้อฉลคอร์รัปชั่น หรือเช้าชามเย็นชาม ยิ่งวางกฎระเบียบเคร่งครัดยิ่งไม่กล้าตัดสินใจ ยิ่งไปตัดลดอำนาจองค์กรปกครองท้องถิ่น ยิ่งแก้ไขความเดือดร้อนไม่ทัน

การเพิ่มอำนาจตำรวจ ใช้กระบวนการยุติธรรมกำจัดคนเห็นต่าง ไม่ได้มีผลแค่คนเห็นต่าง เจ้าหน้าที่รัฐเหลิงอำนาจกับชาวบ้านทั่วไป ความเห็นให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงมาอันดับต้นๆ

ประเด็นสำคัญที่คน 14 ล้านเลือกก้าวไกล ก็เพราะต้องการ “นักการเมืองใหม่” ปราศจาก Connection เข้ามา “ล้างบาง” รัฐราชการ ปฏิรูปทหาร ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ

รัฐราชการเป็นใหญ่ เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งกฎระเบียบจุกจิก งี่เง่า ต่างคนต่างใหญ่ จะทำธุรกิจต้องขอ ใบอนุญาตซ้ำซ้อน เศรษฐกิจต้องการ “รัฐบริการ” ไม่ใช่รัฐเป็นบิดา หรือรัฐเป็นเจ้านาย

เราต้องการ “รัฐสวัสดิการ” ที่ไม่ใช่รอให้ประเทศรวยก่อน รัฐสวัสดิการเช่นบัตรทอง ทำให้คนไม่ต้องล้มละลายเมื่อเจ็บป่วย เงินผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ช่วยให้ลูกหลานทำมาหากินได้ไม่ต้องพะวง เงินช่วยเหลือบุตร ปฏิรูปการศึกษา ก็เพื่อให้คน “ปั๊มลูก” สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ

รัฐราชการเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งขัดขวางความเจริญ ทั้งเปลืองงบประมาณ จำเป็นต้องลดอำนาจ ต้องยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ลดภาระภาษีประชาชน ก่อนที่บำนาญข้าราชการจะท่วมท้น แต่พอพูดอย่างนั้น ก้าวไกลก็โดนเฟกนิวส์จะตัดบำนาญข้าราชการ

เพื่อไทยพูดอย่างไร เพื่อไทยบอกว่าไม่เป็นไร เราจะทำให้ GDP โต ทำให้งบเพิ่ม โดยไม่ต้องลดจำนวนข้าราชการ ไม่ต้องลดงบทหาร แต่สัดส่วนจะลดลงไปเอง

ฟังฉลาดดี แก้ปัญหาทุกอย่างด้วย GDP ด้วยฝีมือบริหารเศรษฐกิจ แต่ทำได้จริงหรือ อย่าลืมว่าความใหญ่โตเทอะทะ มากับความไร้ประสิทธิภาพ

“ปากท้องแซงการเมือง” เหมือนเข้าทางรัฐบาลเพื่อไทย แต่ ควรตระหนักว่า 39.8% สูงอย่างมีนัยสำคัญ และในความเป็นจริง รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาปากท้องได้บางอย่างเท่านั้น เดี๋ยวปัญหาโครงสร้างก็จะปะทุ

เช่น ลดค่าไฟ ผลักหนี้ กฟผ.ไว้ชั่วคราว ในขณะที่ค่าไฟฟ้าสำรองซึ่งต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนทับถมจนหลังแอ่น

เพื่อไทยคิดแก้ปัญหาโครงสร้างไหม คิดสิ แต่เป็นอย่างที่เศรษฐาแถลง

“พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนี้เชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาเกือบ 20 ปี เรายืนยันไม่เลือกหนทางที่จะหักโค่นทำลายกันและกัน แต่จะเลือกวิธีประสานแนวคิด วิธีการทำงานให้เป็นคุณต่อประชาชน”

เป็นคำตอบต่อทุกด้าน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกองทัพ กระจายอำนาจ “ค่อยเป็น ค่อยไป-ไม่หักโค่น” ฟังสวยหรูอีกนั่นแหละ

คำถามคือทำไมไม่พูดอย่างนี้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

บางคนอาจบอกว่าแล้วไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงคือ ถ้าเพื่อไทยแก้ปัญหาโครงสร้างไม่ได้ หรือแก้ได้น้อยมาก ปัญหาการเมืองก็จะปะทุถึงปากท้อง

เชื่อว่าเพื่อไทยอยากแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีพลัง

พูดอย่างนี้ไม่ใช่สนับสนุนให้หักโค่น ประชาธิปไตยคือ การต่อรอง แต่สูตรต่อรองคือ ถ้าคุณเริ่มต้นจากดวงดาว ด้วย ความชอบธรรมเต็มเปี่ยม คุณอาจต่อรองได้เท่ายอดหอไอเฟล ถ้าคุณเริ่มต้นจากยอดมะพร้าว ด้วยต้นทุนติดลบ คุณอาจต่อรองได้แค่โคนมะพร้าว

เชื่อว่าเพื่อไทยพยายามต่อรองนั่นแหละ แต่ไม่สามารถ ให้ความมั่นใจประชาชน ว่าจะต่อรองอะไรได้เป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน